arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · สุราปานวรรค

สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๒๓–๖๒๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในสุราปานวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๖. สุราปานวรรค

๙. วิกัปปนสิกขาบท

ว่าด้วยการวิกัปปจีวร

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ สุราปานวรรค สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๒ หน้า ๒๘๗–๒๙๐ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๒ หน้า ๔๙๓–๔๙๖

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ภาตุโน สทฺธิวิหาริกสฺส ภิกฺขุโน สามํ จีวรํ วิกปฺเปตฺวา อปจฺจุทฺธารกํ (๑) ปริภุญฺชติ. อถ โข โส ภิกฺขุ ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ “อยํ อาวุโส อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต มยฺหํ สามํ จีวรํ วิกปฺเปตฺวา อปจฺจุทฺธารกํ ปริภุญฺชตี”ติ. เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ภิกฺขุสฺส สามํ จีวรํ วิกปฺเปตฺวา อปจฺจุทฺธารกํ ปริภุญฺชิสฺสตี”ติ ฯเปฯ “สจฺจํ กิร ตฺวํ อุปนนฺท ภิกฺขุสฺส สามํ จีวรํ วิกปฺเปตฺวา อปจฺจุทฺธารกํ ปริภุญฺชสี”ติ. “สจฺจํ ภควา”ติ. วิครหิ พุทฺโธ ภควา ฯเปฯ กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส ภิกฺขุสฺส สามํ จีวรํ วิกปฺเปตฺวา อปจฺจุทฺธารกํ ปริภุญฺชิสฺสสิ ? เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ-

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. อปฺปจฺจุทฺธารณํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตรวิกัป จีวรด้วยตนเองแก่ภิกษุสัทธิวิหาริกของภิกษุผู้เป็นพี่น้องกันแล้วใช้สอยจีวรที่ยังไม่ได้ ปัจจุทธรณ์ ลำดับนั้น ภิกษุนั้นได้แจ้งเรื่องนี้ให้ภิกษุทั้งหลายทราบว่า “ท่านทั้งหลาย ท่านพระอุปนันทศากยบุตรวิกัปจีวรด้วยตนเองแก่กระผมแล้วใช้สอยจีวรที่ยังไม่ได้ ปัจจุทธรณ์”บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนท่าน พระอุปนันทศากยบุตรวิกัปจีวรด้วยตนเองแก่ภิกษุแล้ว จึงใช้สอยจีวรที่ยังมิได้ ปัจจุธรณ์เล่า” ครั้นภิกษุเหล่านั้นตำหนิท่านพระอุปนันทศากยบุตรโดยประการ ต่าง ๆ แล้วจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง สอบถามท่านพระอุปนันทศากยบุตรว่า “อุปนันทะ ทราบว่า เธอวิกับจีวรด้วยตนเองแก่ภิกษุแล้วใช้สอยจีวรที่ยังมิได้ปัจจุทธรณ์ จริงหรือ” ท่านพระอุปนันทศากยบุตร ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ โมฆบุรุษ ไฉนเธอ เมื่อวิกัปจีวรด้วยตนเองแก่ภิกษุแล้ว จึงใช้สอยจีวรที่ยังมิได้ ปัจจุทธรณ์เล่า โมฆบุรุษ การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใส อยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลาย ยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑วิกัป เป็นวินัยกรรม คือวิธีการทางพระวินัย เพื่อป้องกันอาบัติ ตามปกติภิกษุจะใช้สอยผ้านุ่งห่มเพียง ๓ ผืน คือ ผ้าสังฆาฏิ ผ้าอุตตราสงค์ ผ้าอันตรวาสก ผ้านอกจากนี้เรียกว่า ผ้าอติเรกจีวร เก็บไว้ใช้สอยได้ ไม่เกิน ๑๐ วัน ถ้าต้องการจะใช้สอยตลอดไป ต้องวิกัป คือ ยกให้แก่ผู้อื่น ให้ผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์ร่วม ผู้ที่ รับไป ต้องให้คืนไว้ใช้สอย นี้เป็นวินัยกรรม ในกรณีนี้ถ้าเป็นสมัยจีวรกาล ไม่ต้องวิกัป ใช้ได้ตลอดจน กว่าจะหมดจีวรกาล (ดู นิสสัคคีย์ สิกขาบทที่ ๑ ข้อ ๔๖๐-๔๗๐ หน้า ๒-๘ ในเล่มนี้ และ วิ.ม. ๕/ ๓๕๘/๑๖๐, วิ.อ. ๒/๔๖๙/๑๔๖-๑๕๕)
  2. ๒คำว่า “ปัจจุทธรณ์” แปลว่า ถอนคืน คือถอนผ้าที่วิกัปไว้
บาลี (มหาจุฬาฯ)

“โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วา สิกฺขมานาย วา สามเณรสฺส วา สามเณริยา วา สามํ จีวรํ วิกปฺเปตฺวา อปจฺจุทฺธารกํ ปริภุญฺเชยฺย, ปาจิตฺติยนฺ”ติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระบัญญัติ

ก็ ภิกษุใดวิกัปจีวรด้วยตนเองแก่ภิกษุ หรือแก่ภิกษุณี หรือแก่ สิกขมานา หรือแก่สามเณร หรือแก่สามเณรี แล้วใช้สอยจีวรที่ยังมิได้ปัจจุทธรณ์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร จบ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

โย ปนาติ: โย ยาทิโส ฯเปฯ ภิกฺขูติ: ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปโต “ภิกฺขู”ติ.

ภิกฺขุสฺสาติ อญฺญสฺส ภิกฺขุสฺส.

ภิกฺขุนี นาม อุภโตสํเฆ อุปสมฺปนฺนา.

สิกฺขมานา นาม เทฺว วสฺสานิ ฉสุ ธมฺเมสุ สิกฺขิตสิกฺขา.

สามเณโร นาม ทสสิกฺขาปทิโก.

สามเณรี นาม ทสสิกฺขาปทิกา. สามนฺติ สยํ วิกปฺเปตฺวา.

จีวรํ นาม ฉนฺนํ จีวรานํ อญฺญตรํ จีวรํ วิกปฺปนุปคํ ปจฺฉิมํ.

วิกปฺปนํ นาม เทฺว วิกปฺปนา: สมฺมุขาวิกปฺปนา จ ปรมฺมุขาวิกปฺปนา จ.

สมฺมุขาวิกปฺปนา นาม “อิมํ จีวรํ ตุยฺหํ วิกปฺเปมิ, อิตฺถนฺนามสฺส วา”ติ.

ปรมฺมุขาวิกปฺปนา นาม “อิมํ จีวรํ วิกปฺปนตฺถาย ตุยฺหํ ทมฺมี”ติ. เตน วตฺตพฺโพ “โก เต มิตฺโต วา สนฺทิฏฺโฐ วา”ติ. “อิตฺถนฺนาโม จ อิตฺถนฺนาโม จา”ติ. เตน วตฺตพฺโพ “อหํ เตสํ ทมฺมิ, เตสํ สนฺตกํ ปริภุญฺช วา วิสฺสชฺเชหิ วา ยถาปจฺจยํ วา กโรหี”ติ.

อปจฺจุทฺธารกํ นาม ตสฺส วา อทินฺนํ ตสฺส วา อวิสฺสสนฺโต ปริภุญฺชติ, อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สิกขาบทวิภังค์

คำว่า ก็...ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็...ใด

คำว่า ภิกษุ มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระ ภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุ ในความหมายนี้คำว่า แก่ภิกษุ คือ ภิกษุรูปอื่น

ที่ชื่อว่า ภิกษุณี ได้แก่ สตรีที่อุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่าย

ที่ชื่อว่า สิกขมานา ได้แก่ สตรีผู้ศึกษาสิกขาธรรม ๖ ข้อตลอด ๒ ปี

ที่ชื่อว่า สามเณร ได้แก่ บุรุษผู้ถือสิกขาบท ๑๐ ข้อ

ที่ชื่อว่า สามเณรี ได้แก่ สตรีผู้ถือสิกขาบท ๑๐ ข้อ

คำว่า ด้วยตนเอง คือ วิกัปเอง

ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่ จีวร ๖ ชนิด อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีขนาดพอที่จะวิกัป ได้เป็นอย่างตํ่า

ที่ชื่อว่า วิกัป มี ๒ อย่าง คือ (๑) วิกัปต่อหน้า (๒) วิกัปลับหลัง

ที่ชื่อว่า วิกัปต่อหน้า คือ ภิกษุกล่าวว่า “ข้าพเจ้าวิกัปจีวรผืนนี้แก่ท่าน หรือข้าพเจ้าวิกัปจีวรผืนนี้แก่ภิกษุนี้”

ที่ชื่อว่า วิกัปลับหลัง คือ ภิกษุกล่าวว่า “ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่ท่านเพื่อวิกัป”

ภิกษุผู้รับวิกัปถามภิกษุผู้วิกัปว่า “ใครเป็นมิตรหรือเพื่อนของท่าน”

พึงตอบว่า “ภิกษุชื่อนี้และภิกษุชื่อนี้”

ภิกษุผู้รับวิกัปพึงกล่าวกับภิกษุผู้วิกัปว่า “ข้าพเจ้าให้แก่ภิกษุเหล่านั้น จีวร ผืนนี้เป็นของภิกษุเหล่านั้น ท่านจงใช้สอย จงสละ หรือจงทำตามเหตุผลเถิด”ที่ชื่อว่า ที่ยังมิได้ปัจจุทธรณ์ คือ จีวรที่ผู้รับวิกัปยังไม่ได้คืนให้ หรือภิกษุผู้ วิกัปใช้สอยจีวรโดยไม่คุ้นเคยกับภิกษุผู้รับวิกัปนั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑คือภิกษุผู้รับวิกัปยังมิได้ให้คืนด้วยกล่าวว่า “ท่านจะใช้สอย จะสละ หรือจะทำตามเหตุผลก็ได้” ปัจจุทธรณ์ คือถอนวิกัปนั่นเอง (วิ.อ. ๒/๓๗๔/๔๑๐)
บาลี (มหาจุฬาฯ)

อปจฺจุทฺธารเก อปฺปจฺจุทฺธารณสญฺญี ปริภุญฺชติ, อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส. อปจฺจุทฺธารเก เวมติโก ปริภุญฺชติ, อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส. อปฺปจฺจุทฺธารเก ปจฺจุทฺธารกสญฺญี ปริภุญฺชติ, อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส.

อธิฏฺเฐติ วา วิสฺสชฺเชติ วา, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. ปจฺจุทฺธารเก อปจฺจุทฺธารกสญฺญี, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. ปจฺจุทฺธารเก เวมติโก, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. ปจฺจุทฺธารเก ปจฺจุทฺธารกสญฺญี, อนาปตฺติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

จีวรยังไม่ได้ปัจจุทธรณ์ ภิกษุสำคัญว่ายังมิได้ปัจจุทธรณ์ ใช้สอย ต้องอาบัติปาจิตตีย์

จีวรยังไม่ได้ปัจจุทธรณ์ ภิกษุไม่แน่ใจ ใช้สอย ต้องอาบัติปาจิตตีย์

จีวรยังไม่ได้ปัจจุทธรณ์ ภิกษุสำคัญว่าปัจจุทธรณ์แล้ว ใช้สอย ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์

ติกทุกกฏ

ภิกษุอธิษฐานหรือสละ ต้องอาบัติทุกกฏ

จีวรปัจจุทธรณ์แล้ว ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ได้ปัจจุทธรณ์ ต้องอาบัติทุกกฏ

จีวรปัจจุทธรณ์แล้ว ภิกษุไม่แน่ใจ ต้องอาบัติทุกกฏ

จีวรปัจจุทธรณ์แล้ว ภิกษุสำคัญว่าปัจจุทธรณ์แล้ว ไม่เป็นอาบัติ

บาลี (มหาจุฬาฯ)

อนาปตฺติ: โส วา เทติ, ตสฺส วา วิสฺสสนฺโต ปริภุญฺชติ, อุมฺมตฺตกสฺส, อาทิกมฺมิกสฺสาติ. วิกปฺปนสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ นวมํ. ___________ ๖. สุราปานวคฺค ๑๐. จีวรอปนิธานสิกฺขาปท

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

อนาปัตติวาร

ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุใช้สอยจีวรที่ผู้รับวิกัปคืนให้หรือใช้สอยจีวรด้วยความคุ้น เคยกับภิกษุผู้รับวิกัป

๒. ภิกษุวิกลจริต

๓. ภิกษุต้นบัญญัติ

วิกัปปนสิกขาบทที่ ๙ จบ

จบ สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร