พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · สัปปาณกวรรค
สิกขาบทที่ ๗ เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๕๘–๖๖๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในสัปปาณกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๗ เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๖๑๘–๖๒๑
๗. สังวิธานสิกขาบท
ว่าด้วยการชักชวนมาตุคามเดินทางไกลด้วยกัน
เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง
{๖๕๘} [๔๑๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไปยังพระนครสาวัตถี แคว้นโกศล เดินผ่านไปทางเข้า หมู่บ้านแห่งหนึ่ง หญิงคนหนึ่งทะเลาะกับสามีแล้วเดินออกจากหมู่บ้านไปพบภิกษุรูปนั้นแล้วได้ถามว่า “พระคุณเจ้าจักไปไหน เจ้าข้า”“ฉันจักไปสู่พระนครสาวัตถี”
“ดิฉันขอไปกับพระคุณเจ้าด้วย”
ภิกษุนั้นกล่าวว่า “ไปเถิด”
ขณะนั้น สามีของหญิงนั้นออกจากหมู่บ้านแล้วถามพวกชาวบ้านว่า “พวกท่านเห็นผู้หญิงที่มีรูปร่างอย่างนี้บ้างไหม”
ชาวบ้านตอบว่า “ผู้หญิงที่มีรูปร่างเช่นว่านั้นเดินไปกับพระแน่ะ”
ในทันที เขาติดตามไปจับภิกษุนั้น ได้ทุบตีแล้วปล่อยไป ภิกษุนั้นนั่ง ด่าตัวเองอยู่ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง
จึงหญิงคนนั้นได้กล่าวกะชายสามีว่า “นายจ๋า พระรูปนั้นมิได้พาฉันออกมา ฉันต่างหากที่ไปกับท่าน พระรูปนั้นไม่ใช่ผู้ทำ นายจงไปขอขมาโทษท่านเสีย” จึงชายผู้นั้นได้ขอขมาโทษภิกษุนั้นแล้ว
ครั้นภิกษุนั้นไปถึงพระนครสาวัตถีแล้วได้เล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุจึงได้ชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับมาตุคามเล่า” แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุรูปนั้นว่า “ดูก่อนภิกษุ ทราบมาว่าเธอชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับมาตุคาม จริงหรือ”
ภิกษุรูปนั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้ชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับมาตุคามเล่า การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๔๑๓] อนึ่ง ภิกษุใดชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับมาตุคามโดยที่สุด แม้ชั่วระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๖๕๙} [๔๑๔] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้
ที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่ หญิงมนุษย์ มิใช่นางยักษ์ มิใช่นางเปรต มิใช่สัตว์ดิรัจฉานเพศเมีย เป็นสตรีผู้รู้เดียงสา สามารถทราบถึงถ้อยคำเป็น สุภาษิตหรือทุพภาษิต วาจาชั่วหยาบหรือสุภาพได้คำว่า กับ คือ ร่วมกัน
คำว่า ชักชวนกันแล้ว คือ ชักชวนกันว่า ‘ไปกันเถิด น้องหญิง’ ‘ไปกันเถิด พระคุณเจ้า’ ‘ไปกันเถิด เจ้าค่ะ’ ‘ไปกันเถิดจ้ะ’ ‘พวกเราไปกัน
ในวันนี้’ ‘ไปกันในวันพรุ่งนี้’ หรือว่า ‘ไปกันในวันมะรืนนี้’ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ
คำว่า โดยที่สุด แม้ชั่วระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ความว่า ในหมู่บ้านที่กำหนดชั่วไก่บินตก ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ ระหว่างหมู่บ้าน ในป่าที่หาหมู่บ้านมิได้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ ระยะกึ่งโยชน์
บทภาชนีย์
ติกปาจิตตีย์
{๖๖๐} [๔๑๕] มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่าเป็นมาตุคาม ชักชวนกันแล้วเดิน ทางไกลด้วยกัน โดยที่สุด แม้ชั่วระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์มาตุคาม ภิกษุสงสัย ชักชวนกันแล้ว เดินทางไกลด้วยกัน โดยที่สุด แม้ชั่วระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์
มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่ามิใช่มาตุคาม ชักชวนกันแล้ว เดินทางไกลด้วย กัน โดยที่สุด แม้ชั่วระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์
จตุกกทุกกฏ
ภิกษุชักชวน มาตุคามมิได้ชักชวน ... ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับนางยักษ์ หญิงเปรต บัณเฑาะก์ หรือสัตว์ดิรัจฉานเพศเมียที่มีกายเหมือนมนุษย์ โดยที่สุด แม้ชั่วระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏมิใช่มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่าเป็นมาตุคาม ... ต้องอาบัติทุกกฏ
มิใช่มาตุคาม ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ
มิใช่มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่าไม่ใช่มาตุคาม ... ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
{๖๖๑} [๔๑๖] ภิกษุมิได้ชักชวนกันไป ๑ มาตุคามชักชวน ภิกษุมิได้ชักชวน ๑ ไปผิดนัด ๑ ในคราวมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สังวิธานสิกขาบทที่ ๗
๘. อริฏฐสิกขาบท
ว่าด้วยพระอริฏฐะกล่าวตู่พระพุทธเจ้า
เรื่องพระอริฏฐะ
{๖๖๒} [๔๑๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พระอริฏฐะผู้มีบรรพบุรุษเป็นพรานแร้ง ได้เกิดมีทิฏฐิอันชั่วช้าเห็นปานนี้ขึ้นว่า “เรารู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว อย่างที่ธรรมทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นธรรมทำอันตราย ก็ไม่อาจทำอันตรายแก่ผู้เสพได้จริง”
- ๑มีบรรพบุรุษเป็นพรานแร้ง หมายถึงเกิดในตระกูลพรานฆ่านกแร้ง (นัย วิ.อ. ๒/๔๑๘)
- ๒ธรรมทำอันตราย หมายถึงธรรมที่ทำให้ไปเกิดในสวรรค์ไม่ได้หรือทำให้บรรลุมรรคผลไม่ได้ ซึ่งเรียกว่า อันตรายิกธรรม มี ๕ อย่าง คือ (๑) อัตรายิกธรรมคือกรรม ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕ และการประทุษร้ายทางเพศต่อภิกษุณี (ไม่ห้ามสวรรค์) (๒) อันตรายิกธรรมคือกิเลส ได้แก่ นิยตมิจฉาทิฏฐิ (๓) อันตรายิกธรรมคือวิบาก ได้แก่ การเกิดเป็นบัณเฑาะก์ สัตว์ดิรัจฉาน อุภโตพยัญชนก (คนสองเพศ) (๔) อันตรายิกธรรมคือการว่าร้ายพระอริยเจ้า ซึ่งจะพ้นอันตราย ได้ก็ต่อเมื่อขอขมาโทษท่าน (๕) อันตรายิกธรรมคือการล่วงละเมิดพระพุทธบัญญัติ ได้แก่ การจงใจล่วงละเมิดอาบัติ ๗ กอง พระอริฏฐะแม้จะเป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก แต่ไม่ฉลาดในพระวินัย รู้เฉพาะอันตรายิกธรรม ๔ ข้อข้างต้น ไม่รู้ข้อที่ ๕ จึงมีความเห็นขัดแย้งกับพระสัพพัญญุตญาณของพระพุทธเจ้าในทำนองว่าพวกคฤหัสถ์ที่เป็นพระโสดาบันยังเสพกามได้ พวกภิกษุเสพกามก็ไม่น่าจะมีโทษปรับอาบัติปาราชิก ดังนี้เป็นต้น (นัย วิ.อ. ๒/๔๑๘-๙)
จบ สิกขาบทที่ ๗ เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง