arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · สัปปาณกวรรค

สิกขาบทที่ ๖ เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๕๔–๖๕๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในสัปปาณกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๖ เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๖๑๕–๖๑๘

หน้า ๖๑๕

๖. เถยยสัตถสิกขาบท

ว่าด้วยเดินทางไกลไปกับพ่อค้าเกวียนผู้เป็นโจร

เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง

{๖๕๔} [๔๐๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น กองเกวียนหมู่หนึ่งประสงค์จะเดินทางไปยังถิ่นตะวันตกจากพระนครราชคฤห์ ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะพ่อค้าเหล่านั้นว่า “อาตมาขอเดินทางไปกับพวก ท่านด้วย”พวกพ่อค้าเกวียนกล่าวว่า “พวกกระผมจักหลบหนีภาษีนะ ขอรับ” ภิกษุนั้นพูดว่า “ท่านทั้งหลายจงรู้กันเองเถิด”

พวกเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ทราบข่าวว่ากองเกวียนจักหลบหนีภาษี จึงคอยซุ่มอยู่ที่หนทาง ครั้นพวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจับกองเกวียนหมู่นั้นริบของต้องห้ามไว้ได้แล้ว ได้กล่าวกะภิกษุรูปนั้นว่า “พระคุณเจ้ารู้อยู่ เหตุไรจึงเดินทางกับกองเกวียนผู้เป็นโจรเล่า” เจ้าหน้าที่ไต่สวนแล้วปล่อยภิกษุนั้นไป ครั้นภิกษุรูปนั้นไปถึงพระนครสาวัตถีแล้วได้เล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายบรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ภิกษุรู้อยู่ ไฉนจึงได้ชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับกองเกวียนผู้เป็นโจรเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุรูปนั้นว่า “ดูก่อนภิกษุ ทราบมาว่าเธอรู้อยู่ ชักชวนกันแล้วเดินทางด้วยกันกับกองเกวียนผู้เป็นโจร จริงหรือ” ภิกษรูปนั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

หน้า ๖๑๖

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอรู้อยู่ ไฉนจึงได้ชักชวนกันแล้วเดินทางด้วยกันกับกองเกวียนผู้เป็นโจรเล่า การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๔๐๘] อนึ่ง ภิกษุใดรู้อยู่ ชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับกองเกวียนผู้เป็นโจร โดยที่สุด แม้ชั่วระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์

สิกขาบทวิภังค์

{๖๕๕} [๔๐๙] คำว่า อนึ่ง... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...

คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้

ที่ชื่อว่า รู้อยู่ คือ รู้เอง หรือคนเหล่าอื่นบอกเธอ หรือเธอบอก

ที่ชื่อว่า กองเกวียนผู้เป็นโจร ได้แก่ พวกโจรผู้ทำโจรกรรมมาแล้วหรือยังไม่ได้ทำก็ตาม ผู้ที่ลักของหลวงก็ตาม ผู้ที่หลบหนีภาษีก็ตาม

คำว่า กับ คือ ร่วมกัน

คำว่า ชักชวนกันแล้ว ความว่า ชักชวนกันว่า ‘ไปกันเถิด ท่านทั้งหลาย’ ‘ไปซิ ขอรับ’ ‘จงไปกันเถิด ขอรับ’ ‘ไปซิ ท่านทั้งหลาย’ ‘พวกเราไปกันในวันนี้’ ‘ไปกันในวันพรุ่งนี้’ หรือว่า ‘ไปกันในวันมะรืนนี้’ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏคำว่า โดยที่สุด แม้ชั่วระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ความว่า ในหมู่บ้านที่กำหนดชั่วไก่บินตก ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ ระหว่างหมู่บ้าน ในป่าหาหมู่บ้านมิได้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ ระยะกึ่งโยชน์

หน้า ๖๑๗

บทภาชนีย์

{๖๕๖} [๔๑๐] กองเกวียนผู้เป็นโจร ภิกษุสำคัญว่าเป็นกองเกวียนผู้เป็นโจร ชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกัน โดยที่สุด แม้ชั่วระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์กองเกวียนผู้เป็นโจร ภิกษุสงสัย ชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกัน โดยที่สุด แม้ชั่วระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ

กองเกวียนผู้เป็นโจร ภิกษุสำคัญว่ามิใช่กองเกวียนผู้เป็นโจร ชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกัน โดยที่สุด แม้ชั่วระหว่างหมู่บ้านหนึ่ง ไม่ต้องอาบัติภิกษุชักชวน พวกพ่อค้ามิได้ชักชวน ต้องอาบัติทุกกฏ

มิใช่กองเกวียนผู้เป็นโจร ภิกษุสำคัญว่าเป็นกองเกวียนผู้เป็นโจร ... ต้องอาบัติทุกกฏ

มิใช่กองเกวียนผู้เป็นโจร ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ

มิใช่กองเกวียนผู้เป็นโจร ภิกษุสำคัญว่ามิใช่กองเกวียนผู้เป็นโจร ... ไม่ต้องอาบัติ

อนาปัตติวาร

{๖๕๗} [๔๑๑] ภิกษุมิได้ชักชวนกันไป ๑ พวกพ่อค้าชักชวน ภิกษุมิได้ชักชวน ๑ ไปผิดนัด ๑ ในที่มีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ เถยยสัตถสิกขาบทที่ ๖

หน้า ๖๑๘

๗. สังวิธานสิกขาบท

ว่าด้วยการชักชวนมาตุคามเดินทางไกลด้วยกัน

เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง

{๖๕๘} [๔๑๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไปยังพระนครสาวัตถี แคว้นโกศล เดินผ่านไปทางเข้า หมู่บ้านแห่งหนึ่ง หญิงคนหนึ่งทะเลาะกับสามีแล้วเดินออกจากหมู่บ้านไปพบภิกษุรูปนั้นแล้วได้ถามว่า “พระคุณเจ้าจักไปไหน เจ้าข้า”“ฉันจักไปสู่พระนครสาวัตถี”

“ดิฉันขอไปกับพระคุณเจ้าด้วย”

ภิกษุนั้นกล่าวว่า “ไปเถิด”

ขณะนั้น สามีของหญิงนั้นออกจากหมู่บ้านแล้วถามพวกชาวบ้านว่า “พวกท่านเห็นผู้หญิงที่มีรูปร่างอย่างนี้บ้างไหม”

ชาวบ้านตอบว่า “ผู้หญิงที่มีรูปร่างเช่นว่านั้นเดินไปกับพระแน่ะ”

ในทันที เขาติดตามไปจับภิกษุนั้น ได้ทุบตีแล้วปล่อยไป ภิกษุนั้นนั่ง ด่าตัวเองอยู่ที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง

จึงหญิงคนนั้นได้กล่าวกะชายสามีว่า “นายจ๋า พระรูปนั้นมิได้พาฉันออกมา ฉันต่างหากที่ไปกับท่าน พระรูปนั้นไม่ใช่ผู้ทำ นายจงไปขอขมาโทษท่านเสีย” จึงชายผู้นั้นได้ขอขมาโทษภิกษุนั้นแล้ว

ครั้นภิกษุนั้นไปถึงพระนครสาวัตถีแล้วได้เล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุจึงได้ชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับมาตุคามเล่า” แล้วกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

จบ สิกขาบทที่ ๖ เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง