arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · สัปปาณกวรรค

สิกขาบทที่ ๕ เรื่องเด็กชายอุบาลี เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๔๘–๖๕๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในสัปปาณกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๕ เรื่องเด็กชายอุบาลี (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๖๑๐–๖๑๕

หน้า ๖๑๐

สังฆเภท หรือสังฆราชี ๑ ไม่บอกด้วยเห็นว่าภิกษุรูปนี้เป็นผู้โหดร้าย หยาบคาย จักทำอันตรายชีวิตหรืออันตรายพรหมจรรย์ ๑ ไม่พบภิกษุอื่นที่สมควรจึงไม่บอก ๑ ไม่ตั้งใจจะปกปิดแต่ยังไม่ได้บอก ๑ ไม่บอกด้วยเห็นว่าจักปรากฏเองด้วยการกระทำของตน ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ ทุฏฐุลลสิกขาบทที่ ๔

๕. อูนวีสติวัสสสิกขาบท

ว่าด้วยการอุปสมบทให้ผู้มีอายุตํ่ากว่า ๒๐ ปี

เรื่องเด็กชายอุบาลี

{๖๔๘} [๔๐๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ในพระนครราชคฤห์ มีเด็กชายกลุ่มหนึ่งเป็นเพื่อนกันจำนวน ๑๗ คน เด็กชายอุบาลีเป็นหัวหน้าของเด็กเหล่านั้น ครั้งนั้น มารดาบิดาของเด็กชายอุบาลีได้หารือกันว่า “เมื่อเราทั้งสองล่วงกับไป เจ้าอุบาลีจะอยู่อย่างสุขสบายและไม่ต้องลำบากโดยวิธีไหนหนอ” ครั้นแล้วได้มีความคิดว่า “ถ้าเจ้าอุบาลีได้เรียนเขียนหนังสือ เมื่อเราทั้งสองล่วงกับไป เจ้าอุบาลีก็จะอยู่อย่างสุขสบายและไม่ต้องลำบากโดยวิธีอย่างนี้แหละ” และได้มีความคิด

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สังฆเภท ความแตกแห่งสงฆ์ หมายถึงการทำลายสงฆ์ให้แตกจากกัน จัดเป็นหนึ่งในอนันตริยกรรม ๕ (กรรมหนักที่สุดฝ่ายบาปอกุศลซึ่งให้ผลทันที ๕ อย่าง) กำหนดเป็นขั้นทำสังฆเภทเมื่อ สงฆ์ไม่ทำอุโบสถ ปวารณา และสังฆกรรมอื่นๆ ด้วยกัน ส่วน สังฆราชี ความร้าวรานแห่งสงฆ์ หมายถึงสงฆ์กำลังแตกแยกกัน แต่ยังไม่ถึงกับแยกไปทำอุโบสถ ปวารณา และสังฆกรรม อื่น ๆ ต่างหากกัน (ดูความพิสดารในสังฆเภทขันธกะ วิ.จุล.(แปล) ๗)
หน้า ๖๑๑

ต่อไปอีกว่า “ถ้าเจ้าอุบาลีจักเรียนเขียนหนังสือ นิ้วมือก็จักระบม ถ้าเจ้าอุบาลีเรียนวิชาคำนวณ เมื่อเราทั้งสองล่วงลับไป เจ้าอุบาลีก็จะอยู่อย่างสุขสบายและไม่ต้องลำบากโดยวิธีอย่างนี้แหละ” ครั้นต่อมาจึงหารือกันอีกว่า “ถ้าเจ้าอุบาลีจักเรียนวิชาคำนวณ เขาก็จะเจ็บอก ถ้าจะพึงเรียนวิชาดูเงินตรา เมื่อเราทั้งสองล่วงลับไป เจ้าอุบาลีก็จะอยู่อย่างสุขสบายและ ไม่ต้องลำบากโดยวิธีอย่างนี้แหละ” ครั้นต่อมาจึงหารือกันอีกว่า “ถ้าเจ้าอุบาลีจักเรียนวิชาดูเงินตรา นัยน์ตาทั้งสองของเขาจะปวด พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้แลมีความสุขเป็นปกติ มีความประพฤติเรียบร้อย บริโภคอาหารที่ดี นอนในห้องนอนอันมิดชิด ถ้าเจ้าอุบาลีจะพึงได้บวชใน สำนักพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร เมื่อเราทั้งสองล่วงลับไป เจ้าอุบาลีก็จะอยู่อย่างสุขสบายและไม่ต้องลำบากโดยวิธีอย่างนี้แหละ”{๖๔๙} เด็กชายอุบาลีได้ยินถ้อยคำที่มารดาบิดาสนทนาหารือกันดังนี้ จึงเข้าไปหาเพื่อนเด็กเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้พูดชวนว่า “มาเถิด พวกเจ้า พวกเราจักไปบวชในสำนักพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรกัน”

เด็กชายเหล่านั้นพูดว่า “ถ้าเจ้าบวช แม้พวกเราก็จักบวชเหมือนกัน”

ไม่รอช้า เด็กชายเหล่านั้นต่างก็ไปหามารดาบิดาของแต่ละคนแล้วขออนุญาตว่า “ขอท่านทั้งหลายจงอนุญาตให้พวกลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด”

ครั้งนั้น มารดาบิดาของเด็กชายเหล่านั้นอนุญาตแล้วด้วยเห็นว่า “เด็กเหล่านี้ต่างก็มีความพอใจร่วมกัน มีความมุ่งหมายดีด้วยกันทุกคน”

เด็กเหล่านั้นเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้วขอบรรพชา ภิกษุทั้งหลายก็ได้ให้เด็กเหล่านั้นบรรพชาและอุปสมบทแล้ว

ครั้นเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี ภิกษุใหม่เหล่านั้นลุกขึ้นร้องไห้วิงวอนว่า “ได้โปรดให้ข้าวยาคู ได้โปรดให้ข้าวสวย ได้โปรดให้ของเคี้ยว”

หน้า ๖๑๒

ภิกษุทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “อาวุโสทั้งหลาย จงรอให้ราตรีสว่างก่อน ถ้าข้าวยาคูมี ก็จักได้ดื่ม ถ้าข้าวสวยมี ก็จักได้ฉัน ถ้าของเคี้ยวมี ก็จักได้เคี้ยว ถ้าข้าวยาคู ข้าวสวย หรือของเคี้ยวไม่มี ต้องเที่ยวบิณฑบาต มาฉัน”

ภิกษุใหม่เหล่านั้นแม้ถูกภิกษุทั้งหลายกล่าวอยู่อย่างนี้แล ก็ยังร้องไห้วิงวอนอยู่อย่างนั้นแลว่า “ได้โปรดให้ข้าวยาคู ได้โปรดให้ข้าวสวย ได้โปรดให้ของเคี้ยว” ดังนี้แล้วถ่ายอุจจาระบ้าง ถ่ายปัสสาวะบ้าง รดเสนาสนะ

{๖๕๐} พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตื่นบรรทมในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรีได้ทรงสดับเสียงเด็ก ๆ ครั้นแล้วตรัสเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสถามว่า “นั้นเสียงเด็ก ๆ ใช่ไหม อานนท์”

ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว

ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายรู้อยู่ ก็ยังอุปสมบทให้กุลบุตรผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นรู้อยู่ ไฉนจึงได้ยังอุปสมบทให้กุลบุตรผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี เล่า เพราะกุลบุตรผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปีเป็นผู้ไม่อดทนต่อเย็น ร้อน หิว กระหาย เป็นผู้มีปกติไม่ทนทานต่อสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์ เลื้อยคลาน ต่อคำกล่าวที่เขากล่าวร้ายอันมาแล้วไม่ดี ต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว อันกล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่พอใจ

หน้า ๖๑๓

อันอาจผลาญชีวิตได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันบุคคลผู้มีอายุครบ ๒๐ ปี เท่านั้นจึงจะเป็นผู้อดทนต่อเย็น ร้อน หิว กระหาย เป็นผู้มีปกติทนทานต่อสัมผัสแห่งเหลือบ ยุง ลม แดด สัตว์เลื้อยคลาน ต่อคำกล่าวที่เขากล่าวร้ายอันมาแล้วไม่ดี ต่อทุกขเวทนาทางกายที่เกิดขึ้นแล้ว อันกล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่พอใจ อันอาจผลาญชีวิตได้ การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๔๐๓] อนึ่ง ภิกษุใดรู้อยู่ อุปสมบทให้กุลบุตรผู้มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี กุลบุตรนั้นไม่เป็นอุปสัมบันด้วย ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นควรถูกตำหนิด้วย นี้เป็นปาจิตตีย์ในเรื่องนั้น

สิกขาบทวิภังค์

{๖๕๑} [๔๐๔] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...

คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้

ที่ชื่อว่า รู้อยู่ คือ รู้เอง หรือคนเหล่าอื่นบอกแก่เธอ หรือเธอบอก

ที่ชื่อว่า มีอายุตํ่ากว่า ๒๐ ปี คือ มีอายุยังไม่ถึง ๒๐ ปี

ภิกษุตั้งใจว่าจักอุปสมบทให้ จึงแสวงหาคณะก็ดี พระอาจารย์ก็ดี บาตรก็ดี จีวรก็ดี หรือสมมติสีมา ต้องอาบัติทุกกฏ จบญัตติ ต้องอาบัติ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อายุครบ ๒๐ ปี กำหนดนับตั้งแต่วันที่จิตดวงแรกถือปฏิสนธิ (เกิด)ในครรภ์มารดา (ดูเรื่องทรง อนุญาตนับอายุในครรภ์ วิ.มหา. (แปล) ๔/๑๒๔, นัย วิ.อ. ๒/๔๑๕)
หน้า ๖๑๔

ทุกกฏ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติทุกกฏ ๒ ตัว จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย พระอุปัชฌาย์ต้องอาบัติปาจิตตีย์ คณะและพระอาจารย์ต้อง อาบัติทุกกฏ

บทภาชนีย์

{๖๕๒} [๔๐๕] กุลบุตรมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ภิกษุสำคัญว่ามีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี อุปสมบทให้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

กุลบุตรมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ภิกษุสงสัย อุปสมบทให้ ต้องอาบัติทุกกฏ

กุลบุตรมีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ภิกษุสำคัญว่ามีอายุครบ ๒๐ ปี อุปสมบทให้ ไม่ต้องอาบัติ

กุลบุตรมีอายุครบ ๒๐ ปี ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ครบ ๒๐ ปี อุปสมบทให้ต้องอาบัติทุกกฏ

กุลบุตรมีอายุครบ ๒๐ ปี ภิกษุสงสัย อุปสมบทให้ ต้องอาบัติทุกกฏ

กุลบุตรมีอายุครบ ๒๐ ปี ภิกษุสำคัญว่ามีอายุครบ ๒๐ ปี อุปสมบทให้ ไม่ต้องอาบัติ

อนาปัตติวาร

{๖๕๓} [๔๐๖] กุลบุตรมีอายุตํ่ากว่า ๒๐ ปี ภิกษุสำคัญว่ามีอายุครบ ๒๐ ปี อุปสมบทให้ ๑ กุลบุตรมีอายุครบ ๒๐ ปี ภิกษุสำคัญว่ามีอายุครบ ๒๐ ปี อุปสมบทให้ ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ ไม่ต้องอาบัติแล

จบ อูนวีสติวัสสสิกขาบทที่ ๕

หน้า ๖๑๕

๖. เถยยสัตถสิกขาบท

ว่าด้วยเดินทางไกลไปกับพ่อค้าเกวียนผู้เป็นโจร

เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง

{๖๕๔} [๔๐๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น กองเกวียนหมู่หนึ่งประสงค์จะเดินทางไปยังถิ่นตะวันตกจากพระนครราชคฤห์ ภิกษุรูปหนึ่งได้กล่าวกะพ่อค้าเหล่านั้นว่า “อาตมาขอเดินทางไปกับพวก ท่านด้วย”พวกพ่อค้าเกวียนกล่าวว่า “พวกกระผมจักหลบหนีภาษีนะ ขอรับ” ภิกษุนั้นพูดว่า “ท่านทั้งหลายจงรู้กันเองเถิด”

พวกเจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ทราบข่าวว่ากองเกวียนจักหลบหนีภาษี จึงคอยซุ่มอยู่ที่หนทาง ครั้นพวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจับกองเกวียนหมู่นั้นริบของต้องห้ามไว้ได้แล้ว ได้กล่าวกะภิกษุรูปนั้นว่า “พระคุณเจ้ารู้อยู่ เหตุไรจึงเดินทางกับกองเกวียนผู้เป็นโจรเล่า” เจ้าหน้าที่ไต่สวนแล้วปล่อยภิกษุนั้นไป ครั้นภิกษุรูปนั้นไปถึงพระนครสาวัตถีแล้วได้เล่าเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายบรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ภิกษุรู้อยู่ ไฉนจึงได้ชักชวนกันแล้วเดินทางไกลด้วยกันกับกองเกวียนผู้เป็นโจรเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุรูปนั้นว่า “ดูก่อนภิกษุ ทราบมาว่าเธอรู้อยู่ ชักชวนกันแล้วเดินทางด้วยกันกับกองเกวียนผู้เป็นโจร จริงหรือ” ภิกษรูปนั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

จบ สิกขาบทที่ ๕ เรื่องเด็กชายอุบาลี