พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · สัปปาณกวรรค
สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๓๙–๖๔๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในสัปปาณกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ สัปปาณกวรรค สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๖๐๔–๖๐๗
น้ำไม่มีตัวสัตว์ ภิกษุสำคัญว่ามีตัวสัตว์ บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ
น้ำไม่มีตัวสัตว์ ภิกษุสงสัย บริโภค ต้องอาบัติทุกกฏ
น้ำไม่มีตัวสัตว์ ภิกษุสำคัญว่าไม่มีตัวสัตว์ บริโภค ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
{๖๓๘} [๓๙๑] ภิกษุไม่รู้ว่าน้ำมีตัวสัตว์บริโภค ๑ ภิกษุรู้ว่าน้ำไม่มีตัวสัตว์ คือ รู้ว่าสัตว์จักไม่ตายเพราะการบริโภค บริโภค ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ใม่ต้องอาบัติแล
จบ สัปปาณกสิกขาบทที่ ๒
๓. อุกโกฏนสิกขาบท
ว่าด้วยการรื้อฟื้นอธิกรณ์
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๖๓๙} [๓๙๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์รู้อยู่รื้อฟื้นอธิกรณ์๑ที่ตัดสินเสร็จแล้วตามธรรมเพื่อมาทำ ใหม่ด้วยกล่าวว่า “กรรมไม่เป็นอันทำ กรรมทำแล้วไม่ดี กรรมต้องทำใหม่ ยังตัดสินไม่เสร็จ ตัดสินแล้วไม่ดี ต้องตัดสินใหม่”
- ๑อธิกรณ์ เรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ มี ๔ เรื่อง คือ (๑) วิวาทาธิกรณ์ การเถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย (๒) อนุวาทาธิกรณ์ การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ (๓) อาปัตตาธิกรณ์ การต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขให้พ้นจากอาบัติ (๔) กิจจาธิกรณ์ สังฆกิจต่างๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น ให้อุปสมบท เป็นต้น (ดูสิกขาบทวิภังค์ หน้า ๖๐๔, นัย วิ.อ. ๒/๙๓)
บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์รู้อยู่ จึงได้รื้อฟื้นอธิกรณ์ที่ตัดสินเสร็จแล้วตามธรรมเพื่อมาทำใหม่เล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอรู้อยู่รื้อฟื้นอธิกรณ์ที่ตัดสินเสร็จแล้วตามธรรมเพื่อมาทำใหม่ จริงหรือ”พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอรู้อยู่ จึงได้รื้อฟื้นอธิกรณ์ที่ตัดสินเสร็จแล้วตามธรรมเพื่อมาทำใหม่เล่า การกระทำของพวกเธอนั้นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๓๙๓] อนึ่ง ภิกษุใดรู้อยู่ รื้อฟื้นอธิกรณ์ที่ตัดสินเสร็จแล้วตามธรรมเพื่อมาทำใหม่ เป็นปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๖๔๐} [๓๙๔] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้
ที่ชื่อว่า รู้อยู่ คือ รู้เอง หรือคนเหล่าอื่นบอกเธอ หรือเธอบอก
ที่ชื่อว่า ตามธรรม คือ ที่สงฆ์หรือบุคคลทำแล้วตามหลักธรรม ตามหลักวินัย ตามหลักสัตถุศาสน์ นี้ชื่อว่าตามธรรม
{๖๔๑} ที่ชื่อว่า อธิกรณ์ ได้แก่ เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำมี ๔ คือ วิวาทาธิกรณ์ ๑ อนุวาทาธิกรณ์ ๑ อาปัตตาธิกรณ์ ๑ กิจจาธิกรณ์ ๑คำว่ารื้อฟื้น ... เพื่อมาทำใหม่ คือ ภิกษุรื้อฟื้นขึ้นด้วยกล่าวว่า ‘กรรมไม่เป็นอันทำ กรรมทำแล้วไม่ดี’ กรรมต้องทำใหม่ ยังตัดสินไม่เสร็จ ตัดสินแล้วไม่ดี ต้องตัดสินใหม่’ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บทภาชนีย์
{๖๔๒} [๓๙๕] กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม รื้อฟื้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์
กรรมเป็นธรรม ภิกษุสงสัย รื้อฟื้น ต้องอาบัติทุกกฏ
กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม รื้อฟื้น ไม่ต้องอาบัติ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม รื้อฟื้น ต้องอาบัติทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสงสัย รื้อฟื้น ต้องอาบัติทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม รื้อฟื้น ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
{๖๔๓} [๓๙๖] ภิกษุรู้อยู่ว่า ‘ทำกรรมโดยไม่เป็นธรรม หรือทำโดยสงฆ์ที่แตกแยกกัน หรือทำแก่บุคคลผู้ไม่ควรแก่กรรม’ ดังนี้ รื้อฟื้น ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ อุกโกฏนสิกขาบทที่ ๓
๔. ทุฏฐุลลสิกขาบท
ว่าด้วยการปกปิดอาบัติชั่วหยาบ
เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร
{๖๔๔} [๓๙๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ณพระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอุปนันทศากยบุตรต้องอาบัติชื่อสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิแล้วบอกแก่ภิกษุสัทธิวิหาริกของพระพี่ชายว่า “อาวุโส ผมต้องอาบัติชื่อสัญเจตนิกา สุกกวิสัฏฐิแล้ว คุณอย่าได้บอกใคร ๆ นะ”ครั้นต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งต้องอาบัติชื่อสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิแล้วขอปริวาสเพี่ออาบัตินั้นต่อสงฆ์ สงฆ์ได้ให้ปริวาสเพี่ออาบัตินั้นแก่เธอแล้ว เธอกำลังอยู่ปริวาส พบภิกษุรูปนั้นเข้าจึงได้บอกภิกษุรูปนั้นว่า “อาวุโสผมต้องอาบัติชื่อสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิแล้วได้ขอปริวาสเพี่ออาบัตินั้นต่อสงฆ์ สงฆ์ได้ให้ปริวาสเพื่ออาบัตินั้นแก่ผมแล้ว ผมนั้นกำลังอยู่ปริวาส ผมขอบอกให้ทราบ ขอท่านจงจำผมไว้ว่าบอกให้ทราบแล้ว”ภิกษุนั้นถามว่า “อาวุโส แม้ภิกษุรูปอื่น ๆ ที่ต้องอาบัตินี้ก็ทำอย่าง นี้หรือ”
ภิกษุผู้อยู่ปริวาสตอบว่า “ทำอย่างนี้ อาวุโส”
ภิกษุนั้นพูดว่า “อาวุโส ท่านพระอุปนันทศากยบุตรนี้ต้องอาบัติชื่อ สัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิแล้ว ท่านได้บอกแก่ผมว่า ‘อาวุโส ผมต้องอาบัติชื่อสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิแล้ว คุณอย่าได้บอกใคร ๆ นะ’ ดังนี้”
- ๑สัญเจตนิกาสุกกวิสัฎฐิ หมายถึงอาบัติสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑ ว่าด้วยการจงใจทำให้นํ้าอสุจิ เคลื่อน (ดูความพิสดารใน สังฆาทิเสสกัณฑ์ วิ. มหาวิ. (แปล) ๑/๒๓๔-๒๖๘/๕๖๑-๖๑๙)
- ๒ดูความหมายคำว่า ปริวาส ที่เชิงอรรถ ๒ หน้า ๓๗๕ ในเล่มนี้
จบ สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระฉัพพัคคีย์