พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · สหธรรมิกวรรค
สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๑๕–๗๑๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๒ ในสหธรรมิกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ สหธรรมิกวรรค สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๖๖๕–๖๖๘
อนุปสัมบัน ภิกษุสงสัยยืนแอบฟัง ต้องอาบัติทุกกฏ
อนุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าเป็นอนุปสัมบัน ยืนแอบฟัง ต้องอาบัติทุกกฏ
อนาปัตติวาร
{๗๑๔} [๔๗๓] ภิกษุเดินไปด้วยตั้งใจว่า ‘ได้ยินคำของภิกษุเหล่านี้แล้วจักงด จักเว้น จักระงับ จักเปลื้องตน’ ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ อุปัสสุติสิกขาบทที่ ๘
๙. กัมมปฏิพาหนสิกขาบท
ว่าด้วยการให้ฉันทะแล้วคัดค้านกรรม
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๗๑๕} [๔๗๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ประพฤติอนาจาร เมื่อการกสงฆ์กำลังทำกรรมแก่ภิกษุแต่ละรูปอยู่ ได้คัดค้านขึ้น สมัยนั้น สงฆ์ประชุมกันด้วยกรรมบางอย่างที่สงฆ์จะต้องทำ พวกภิกษุฉัพพัคคีย์กำลังทำจีวรกันอยู่ ได้มอบฉันทะให้ภิกษุรูปหนึ่งไป ขณะนั้นสงฆ์จึงกล่าวว่า “อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้เป็นพวกภิกษุฉัพพัคคีย์มารูปเดียว เอาเถอะ พวกเราจะทำกรรมแก่เธอ” ดังนี้แล้ว ได้ทำกรรมแก่ภิกษุฉัพพัคคีย์รูปนั้น เมื่อเสร็จแล้วภิกษุฉัพพัคคีย์รูปนั้นได้
- ๑การกสงฆ์ สงฆ์ผู้ทำ หมายถึงภิกษุสงฆ์หมู่หนึ่งที่กำลังทำสังฆกรรมให้ถูกต้องตามพระวินัย
เข้าไปหาพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ถึงที่อยู่ พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ถามภิกษุรูปนั้นว่า “อาวุโส สงฆ์ได้ทำอะไร”
ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “สงฆ์ได้ทำกรรมแก่กระผม ขอรับ”
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์กล่าวว่า “อาวุโส เราไม่ได้มอบฉันทะไปเพื่อ ต้องการว่าสงฆ์จักทำกรรมแก่ท่าน ถ้าเราทราบว่าสงฆ์จักทำกรรมแก่ท่าน เราจะไม่มอบฉันทะไป”บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์มอบฉันทะเพื่อกรรมอันเป็นธรรมไปแล้ว จึงได้ติเตียนในภายหลังเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอมอบฉันทะเพื่อกรรมอันเป็นธรรมไปแล้ว ได้ติเตียนในภายหลัง จริงหรือ”พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอมอบฉันทะเพื่อกรรมอันเป็นธรรมไปแล้ว จึงได้ติเตียนในภายหลังเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๔๗๕] อนึ่ง ภิกษุใดให้ฉันทะเพื่อกรรมอันเป็นธรรมไปแล้ว กลับติเตียนในภายหลัง เป็นปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๗๑๖} [๔๗๖] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้
กรรมอันเป็นธรรม ๔ อย่าง
ที่ชื่อว่า กรรมอันเป็นธรรม ได้แก่ อปโลกนกรรม ๑ ญัตติกรรม ๑ ญัตติทุติยกรรม ๑ ญัตติจตุตถกรรม ๑ ที่สงฆ์ทำแล้วตามหลักธรรม ตามหลักวินัย ตามหลักสัตถุศาสน์ นี้ชื่อว่ากรรมอันเป็นธรรมภิกษุมอบฉันทะไปแล้ว ติเตียน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บทภาชนีย์
{๗๑๗} [๔๗๗] กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม มอบฉันทะไปแล้ว กลับติเตียน ต้องอาบัติปาจิตตีย์
- ๑อปโลกนกรรม กรรมคือการบอกกล่าว หมายถึงสังฆกรรมอันทำด้วยการสวดประกาศ ๓ ครั้ง เพื่อขออนุมัติเรื่องใดเรื่องหนึ่งกะสงฆ์ซึ่งตรวจสอบภิกษุผู้อยู่ภายในสีมาแล้วนำฉันทะ (ความยินยอมให้ทำสังฆกรรม) ของภิกษุผู้ควรแก่การนำฉันทะมาแล้วพร้อมเพรียงกันประชุม โดยไม่ต้องตั้งญัตติ (คำเผดียงหรือประกาศให้สงฆ์ทราบ) ไม่ต้องสวดอนุสาวนา (คำประกาศขอปรึกษา และขอมติเป็นข้อตกลงร่วมกัน) เช่น การลงโทษหรือนาสนะสามเณรผู้กล่าวตู่พระพุทธเจ้า เป็นต้น ญัตติกรรม กรรมคือการตั้งญัตติ หมายถึงสังฆกรรมอันทำตามขั้นตอนในอปโลกนกรรมแล้ว ตั้งญัตติอย่างเดียว โดยไม่ต้องสวดอนุสาวนา เช่น อุโบสถกรรม ปวารณากรรม เป็นต้น ญัตติทุติยกรรม กรรมมีญัตติเป็นที่ ๒ หรือกรรมมีวาจาครบ ๒ รวมทั้งญัตติ หมายถึงสังฆกรรม อันทำตามขั้นตอนในอปโลกนกรรมแล้วตั้งญัตติและสวดอนุสาวนาหนเดียว เช่น การสมมติสีมา การสังคายนา และการมอบให้ผ้ากฐิน เป็นต้น ญัตติจตุตถกรรม กรรมมีญัตติเป็นที่ ๔ หรือกรรมมีวาจาครบ ๔ รวมทั้งญัตติ หมายถึงสังฆกรรมอันทำตามขั้นตอนในอปโลกนกรรม แล้วตั้งญัตติและต้องสวดอนุสาวนาถึงสามหนเพื่อสงฆ์คือที่ประชุมนั้นจะได้มีเวลาพิจารณา อย่างถี่ถ้วนว่าจะอนุมัติยินยอมชอบใจหรือไม่ เช่น การให้อุปสมบท เป็นต้น (นัย วิ.อ. ๓/๒๙๖)
กรรมเป็นธรรม ภิกษุสงสัย มอบฉันทะไปแล้ว กลับติเตียน ต้องอาบัติทุกกฏ
กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม มอบฉันทะไปแล้วกลับติเตียน ไม่ต้องอาบัติ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม ... ต้องอาบัติทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ
กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม ... ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
{๗๑๘} [๔๗๘] ภิกษุรู้อยู่ว่า ‘สงฆ์ทำกรรมโดยไม่ถูกธรรม โดยแตกกันเป็นพวก หรือทำแก่ภิกษุมิใช่ผู้ควรแก่กรรม’ จึงติเตียน ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ กัมมปฏิพาหนสิกขาบทที่ ๙
๑๐. ฉันทังอทัตวาคมนสิกขาบท
ว่าด้วยการไม่ให้ฉันทะแล้วไปเสีย
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๗๑๙} [๔๗๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น สงฆ์ประชุมกันด้วยกรรมบางอย่างที่สงฆ์จะต้องทำ พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ กำลังทำจีวรกันอยู่ จึงได้มอบฉันทะให้ภิกษุรูปหนึ่งไป ขณะนั้นสงฆ์ตั้งญัตติแล้วว่า “สงฆ์ประชุมกันเพื่อประสงค์ทำกรรมใด พวกเราจักทำกรรมนั้น” ดังนี้
จบ สิกขาบทที่ ๙ เรื่องพระฉัพพัคคีย์