พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · ภูตคามวรรค
สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๗๙–๓๘๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในภูตคามวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๔๐๒–๔๐๖
อนาปัตติวาร
{๓๗๘} [๑๑๓] ภิกษุเก็บเองแล้วไป ๑ ภิกษุให้คนอื่นเก็บแล้วไป ๑ ภิกษุบอกมอบหมายแล้วไป ๑ ภิกษุเอาออกผึ่งแดดไว้แล้วไปด้วยตั้งใจว่าจะกลับมาเก็บ ๑ เสนาสนะมีเหตุบางอย่างมารบกวน ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ ปฐมเสนาสนสิกขาบทที่ ๔
๕. ทุติยเสนาสนสิกขาบท
ว่าด้วยใช้เสนาสนะแล้วไม่เก็บ
เรื่องภิกษุสัตตรสวัคคีย์๑
{๓๗๙} [๑๑๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นพวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์เป็นสหายกัน ภิกษุเหล่านั้นเมื่ออยู่ ก็อยู่พร้อมกัน เมื่อจะจากไป ก็จากไปพร้อมกัน พวกเธอปูที่นอนในวิหารอันเป็นของสงฆ์แห่งหนึ่งแล้ว เมื่อจากไป ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งที่นอนนั้น ไม่ได้บอกมอบหมาย จากไป เสนาสนะถูกปลวกกัดบรรดาภิกษุผู้มักน้อย...ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์ปูที่นอนในวิหารอันเป็นของสงฆ์แห่งหนึ่งแล้ว เมื่อ
- ๑สัตตรสวัคคีย์ ภิกษุพวก ๑๗ คือ ภิกษุพวกหนึ่งรวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน ๑๗ รูป เป็นภิกษุที่เป็นเด็กเพราะอุปสมบทเมื่ออายุยังไม่ครบ ๒๐ ปี โดยอุปสมบทก่อนมีพระพุทธบัญญัติห้ามบวชคนมีอายุไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ (ดู ข้อ ๔๐๒ อูนวีสติวัสสสิกขาบท แห่งสัปปาณกวรรค ในเล่มนี้) เป็นต้นบัญญัติแห่งสิกขาบทหลายข้อ มักถูกพวกภิกษุฉัพพัคคีย์กลั่นแกล้งรังแกประจำ
จะจากไป ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งที่นอนนั้น ไม่ได้บอกมอบหมายจากไปเล่า เสนาสนะจึงได้ถูกปลวกกัด” จึงพากันตำหนิภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์ปูที่นอนในวิหารอันเป็นของสงฆ์แล้ว เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งที่นอนนั้น ไม่บอกมอบหมาย จากไปแล้ว เสนาสนะจึงได้ถูกปลวกกัด จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นปูที่นอนในวิหารอันเป็นของสงฆ์แล้ว เมื่อจะจากไป จึงได้ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บ ไม่บอกมอบหมาย จากไปเสียเล่า เสนาสนะจึงได้ถูกปลวกกัด การกระทำของพวกภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๑๑๕] อนึ่ง ภิกษุใดปูก็ดี ให้ปูก็ดี ซึ่งที่นอนในวิหารอันเป็นของสงฆ์ เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้เก็บก็ดี ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย เป็นปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๓๘๐} [๑๑๖] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้
ที่ชื่อว่า เป็นของสงฆ์ ได้แก่ วิหารที่เขาถวายแล้วบริจาคแล้วแก่สงฆ์
ที่ชื่อว่า ที่นอน ได้แก่ ฟูก เครื่องลาดรักษาผิวพื้น เครื่องลาดบนเตียง เครื่องลาดพื้น เสื่ออ่อน แผ่นหนัง ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน เครื่องลาดทำด้วยหญ้า เครื่องลาดทำด้วยใบไม้คำว่า ปู คือ ปูเอง
คำว่า ให้ปู คือ ให้คนอื่นปู
คำว่า เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเอง... ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น คือ ไม่เก็บด้วยตนเอง
คำว่า ไม่ไห้เก็บ คือ ไม่ให้คนอื่นเก็บ
คำว่า หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ความว่า ภิกษุไม่บอกมอบหมายภิกษุ สามเณร หรือคนงานวัด เดินเลยเครื่องล้อมแห่งอารามที่เขาล้อมไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เดินเลยอุปจารแห่งอารามที่เขาไม่ได้ล้อมไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์
บทภาชนีย์
ติกปาจิตตีย์
{๓๘๑} วิหารเป็นของสงฆ์ ภิกษุสำคัญว่าเป็นของสงฆ์ ปูเองก็ดี ให้คนอื่นปูก็ดี ซึ่งที่นอน เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์วิหารเป็นของสงฆ์ ภิกษุสงสัย ปูเองก็ดี ให้คนอื่นปูก็ดี ซึ่งที่นอนเมื่อจะจากไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์
วิหารเป็นของสงฆ์ ภิกษุสำคัญว่าเป็นของบุคคล ปูเองก็ดี ให้คนอื่นปูก็ดีซึ่งที่นอน เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ทุกกฏ
[๑๑๗] ภิกษุปูเองก็ดี ให้คนอื่นปูก็ดี ซึ่งที่นอน ในชานโดยรอบวิหารก็ดี ในโรงฉันก็ดี ในมณฑปก็ดี ใต้ต้นไม้ก็ดี เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติทุกกฏภิกษุตั้งไว้เองก็ดี ให้คนอื่นตั้งไว้ก็ดี ซึ่งเตียงก็ดี ตั่งก็ดี ในวิหารก็ดี ในชานโดยรอบวิหารก็ดี ในโรงฉันก็ดี ในมณฑปก็ดี ใต้ต้นไม้ก็ดี เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งเตียงตั่งอันตั้งไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติทุกกฏวิหารเป็นของบุคคล ภิกษุสำคัญว่าเป็นของสงฆ์ ... ต้องอาบัติทุกกฏ
วิหารเป็นของบุคคล ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ
วิหารเป็นของบุคคล ภิกษุสำคัญว่าเป็นของบุคคล ... ต้องอาบัติทุกกฏ ในเพราะเป็นของบุคคลของผู้อื่น
ไม่ต้องอาบัติในเพราะเป็นของบุคคลของตน
อนาปัตติวาร
{๓๘๒} [๑๑๘] ภิกษุเก็บเองแล้วไป ๑ ภิกษุให้คนอื่นเก็บแล้วไป ๑ ภิกษุบอกมอบหมายแล้วไป ๑ เสนาสนะมีเหตุบางอย่างรบกวน ๑ ภิกษุยังเป็นห่วงไปยืนอยู่ ณ ที่นั้นบอกมอบหมาย ๑ ภิกษุมีเหตุบางอย่างขัดขวาง ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้อง อาบัติแล
จบ ทุติยเสนาสนสิกขาบทที่ ๕
๖. อนุปขัชชสิกขาบท
ว่าด้วยการนอนแทรกแซง
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๓๘๓} [๑๑๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นพวกภิกษุฉัพพัคคีย์กันที่นอนดี ๆ ไว้ ให้พระเถระทั้งหลายย้ายไปเสีย หลังจากนั้นได้มีความคิดว่า “ด้วยอุบายอะไรหนอ พวกเราจึงจะอยู่จำพรรษา ณ ที่นี้ได้” จึงนอนแทรกแซงพระเถระทั้งหลายด้วยหมายใจว่า “รูปที่มีความคับใจก็จักหลบไปเอง”บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้นอนแทรกแซงพระเถระทั้งหลายเล่า” จึงพากันตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระ ผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอนอนแทรกแซงพระเถระทั้งหลาย จริงหรือ”
พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้นอนแทรกแซงพระเถระทั้งหลายเล่า การกระทำของพวกเธอ นั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความ เลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูก่อนภิกษทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
จบ สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์