arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · ภูตคามวรรค

สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุมากรูป เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๗๔–๓๗๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในภูตคามวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุมากรูป (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๓๙๘–๔๐๒

หน้า ๓๙๘

๔. ปฐมเสนาสนสิกขาบท

ว่าด้วยจากไปไม่เก็บเสนาสนะ

เรื่องภิกษุมากรูปทิ้งเสนาสนะไว้กลางแจ้ง

{๓๗๔} [๑๐๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นเป็นฤดูหนาว ภิกษุทั้งหลายจัดตั้งเสนาสนะในที่กลางแจ้งผิงแดดอยู่ ครั้นเขาบอกเวลาฉันอาหาร เมื่อจะจากไปไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งเสนาสนะนั้น ไม่บอกมอบหมายแล้วจากไป เสนาสนะจึงถูกนํ้าค้างและฝนตกชะบรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายจัดตั้งเสนาสนะในที่แจ้งแล้ว เมื่อจะจากไป จึงได้ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งเสนาสนะนั้น ไม่บอกมอบหมายแล้วหลีกไปเล่า เสนาสนะจึงถูกนํ้าค้างและฝนตกชะ” จึงพากันตำหนิภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายจัดตั้งเสนาสนะในที่แจ้งแล้ว เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งเสนาสนะนั้น ไม่บอกมอบหมายแล้วจากไป เสนาสนะจึงถูกนํ้าค้างและฝนตกชะ จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจัดตั้งเสนาสนะในที่แจ้งแล้ว เมื่อจะจากไป จึงได้ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งเสนาสนะนั้น ไม่บอกมอบหมายแล้วจากไปเล่า เสนาสนะจึงถูกน้ำค้างและฝนตกชะ การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น

หน้า ๓๙๙

นั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๑๐๙] อนึ่ง ภิกษุใดวางก็ดี ให้วางก็ดี ซึ่งเตียงก็ดี ตั่งก็ดี ฟูกก็ดี เก้าอี้ก็ดี อันเป็นของสงฆ์ไว้ในที่แจ้ง เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้เก็บก็ดี ซึ่งเสนาสนะที่วางไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย เป็นปาจิตตีย์

ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการฉะนี้

ทรงอนุญาตให้เก็บเสนาสนะ

{๓๗๕} [๑๑๐] ก็โดยสมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายอยู่ในที่แจ้งรีบเก็บเสนาสนะก่อนเวลาอันสมควร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุเหล่านั้นผู้รีบเก็บเสนาสนะก่อนเวลาอันสมควร ครั้นแล้วจึงทรงทำธรรมีกถาในเพราะ เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เก็บเสนาสนะไว้ในปะรำ หรือที่โคนไม้ หรือในที่ซึ่งกาหรือเหยี่ยวจะไม่ถ่ายมูลรดได้ ตลอด ๘ เดือนซึ่ง มิใช่ฤดูฝน”

สิกขาบทวิภังค์

{๓๗๖} [๑๑๑] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ... คำว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรงประสงค์ว่า ‘ภิกษุ’ ในข้อความตอนนี้

หน้า ๔๐๐

ที่ชื่อว่า เป็นของสงฆ์ ได้แก่ ของที่เขาถวายแล้วบริจาคแล้วแก่สงฆ์

ที่ชื่อว่า เตียง ได้แก่ เตียง ๔ ชนิด คือ เตียงมีแม่แคร่สอดเข้าในขา ๑ เตียงมีแคร่เนื่องเป็นอันเดียวกันกับขา ๑ เตียงมีขาดังก้ามปู ๑ เตียงมีขาเสียบแม่แคร่ ๑ที่ชื่อว่า ตั่ง ได้แก่ ตั่ง ๔ ชนิด คือ ตั่งมีแม่แคร่สอดเข้าในขา ๑ ตั่งมีแม่แคร่เนื่องเป็นอันเดียวกันกับขา ๑ ตั่งมีขาดังก้ามปู ๑ ตั่งมีขาเสียบ แม่แคร่ ๑ที่ชื่อว่า ฟูก ได้แก่ ฟูก ๕ ชนิด คือ ฟูกขนสัตว์ ๑ ฟูกเปลือก ไม้ ๑ ฟูกเศษผ้า ๑ ฟูกหญ้า ๑ ฟูกใบไม้ ๑

ที่ชื่อว่า เก้าอี้ ได้แก่ เก้าอี้ที่เขาถักร่วมใน ทำด้วยเปลือกไม้ก็มี ทำด้วยหญ้าคมบางก็มี ทำด้วยหญ้ามุงกระต่ายก็มี ทำด้วยหญ้าปล้องก็มี

คำว่า วางไว้ คือ วางไว้เอง

คำว่า ให้วางไว้ คือ ใช้ให้คนอื่นวางไว้ ภิกษุใช้ให้อนุปสัมบันวาง เป็นธุระของภิกษุผู้ใช้นั้น ภิกษุใช้ให้อุปสัมบันวาง เป็นธุระของอุปสัมบันผู้วาง

คำว่า เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเอง ... ซึ่งเสนาสนะที่วางไว้นั้น คือ ไม่เก็บด้วยตนเอง

คำว่า ไม่ไห้เก็บ คือ ไม่ให้คนอื่นเก็บ

คำว่า หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ความว่า ภิกษุไม่บอกมอบหมายภิกษุ สามเณร หรือคนงานวัด เดินล่วงเลฑฑุบาต (ระยะขว้างก้อนดินไปตก) ของบุรุษมีกำลังปานกลางไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์

หน้า ๔๐๑

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

{๓๗๗} [๑๑๒] เสนาสนะเป็นของสงฆ์ ภิกษุสำคัญว่าเป็นของสงฆ์ วางไว้เองก็ดี ให้คนอื่นวางไว้ก็ดี ในที่แจ้ง เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งเสนาสนะนั้น หรือไม่ได้บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์เสนาสนะเป็นของสงฆ์ ภิกษุสงสัย วางไว้เองก็ดี ให้คนอื่นวางไว้ก็ดีในที่แจ้ง เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งเสนาสนะนั้น หรือไม่ได้บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์เสนาสนะเป็นของสงฆ์ ภิกษุสำคัญว่าเป็นของบุคคล วางไว้เองก็ดี ให้คนอื่นวางไว้ก็ดี ในที่แจ้ง เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งเสนาสนะนั้น หรือไม่ได้บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์ภิกษุวางไว้เองก็ดี ให้คนอื่นวางไว้ก็ดี ซึ่งเครื่องลาดรักษาผิวพื้นก็ดี ซึ่งเครื่องลาดบนเตียงก็ดี เครื่องลาดพื้นก็ดี เสื่ออ่อนก็ดี แผ่นหนังก็ดี เครื่องเช็ดเท้าก็ดี ตั่งกระดานก็ดี ในที่แจ้ง เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งเครื่องลาดรักษาผิวพื้นเป็นต้นนั้น หรือไม่ได้บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติทุกกฏ

ติิกทุกกฏ

เสนาสนะเป็นของบุคคล (ของส่วนตัว) ภิกษุสำคัญว่าเป็นของสงฆ์ ... ต้องอาบัติทุกกฏ

เสนาสนะเป็นของบุคคล ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ

เสนาสนะเป็นของบุคคล ภิกษุสำคัญว่าเป็นของบุคคล ... ต้องอาบัติทุกกฏเพราะเป็นของบุคคลของผู้อื่น

ไม่ต้องอาบัติในเพราะเป็นของบุคคลของตน

หน้า ๔๐๒

อนาปัตติวาร

{๓๗๘} [๑๑๓] ภิกษุเก็บเองแล้วไป ๑ ภิกษุให้คนอื่นเก็บแล้วไป ๑ ภิกษุบอกมอบหมายแล้วไป ๑ ภิกษุเอาออกผึ่งแดดไว้แล้วไปด้วยตั้งใจว่าจะกลับมาเก็บ ๑ เสนาสนะมีเหตุบางอย่างมารบกวน ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ ปฐมเสนาสนสิกขาบทที่ ๔

๕. ทุติยเสนาสนสิกขาบท

ว่าด้วยใช้เสนาสนะแล้วไม่เก็บ

เรื่องภิกษุสัตตรสวัคคีย์๑

{๓๗๙} [๑๑๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นพวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์เป็นสหายกัน ภิกษุเหล่านั้นเมื่ออยู่ ก็อยู่พร้อมกัน เมื่อจะจากไป ก็จากไปพร้อมกัน พวกเธอปูที่นอนในวิหารอันเป็นของสงฆ์แห่งหนึ่งแล้ว เมื่อจากไป ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งที่นอนนั้น ไม่ได้บอกมอบหมาย จากไป เสนาสนะถูกปลวกกัดบรรดาภิกษุผู้มักน้อย...ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุสัตตรสวัคคีย์ปูที่นอนในวิหารอันเป็นของสงฆ์แห่งหนึ่งแล้ว เมื่อ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สัตตรสวัคคีย์ ภิกษุพวก ๑๗ คือ ภิกษุพวกหนึ่งรวมกลุ่มอยู่ด้วยกัน ๑๗ รูป เป็นภิกษุที่เป็นเด็กเพราะอุปสมบทเมื่ออายุยังไม่ครบ ๒๐ ปี โดยอุปสมบทก่อนมีพระพุทธบัญญัติห้ามบวชคนมีอายุไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ (ดู ข้อ ๔๐๒ อูนวีสติวัสสสิกขาบท แห่งสัปปาณกวรรค ในเล่มนี้) เป็นต้นบัญญัติแห่งสิกขาบทหลายข้อ มักถูกพวกภิกษุฉัพพัคคีย์กลั่นแกล้งรังแกประจำ

จบ สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุมากรูป