arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · ภูตคามวรรค

สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระทัพพมัลลบุตร เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๖๘–๓๗๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในภูตคามวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระทัพพมัลลบุตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๓๙๔–๓๙๘

หน้า ๓๙๔

ความวิวาทจักมีแก่สงฆ์’ ๑ ภิกษุไม่ให้การด้วยคิดว่า ‘สงฆ์จักแตกกันหรือ สงฆ์จักร้าวฉาน’ ๑ ภิกษุไม่ให้การด้วยคิดว่า ‘สงฆ์จักทำกรรมโดยไม่ชอบ ธรรม โดยเป็นพวก หรือจักไม่ทำกรรมแก่ภิกษุผู้ควรแก่กรรม’ ๑ ภิกษุผู้ วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ อัญญวาทกสิกขาบทที่ ๒

๓. อุชฌาปนกสิกขาบท

ว่าด้วยการกล่าวโทษ

เรื่องพระทัพพมัลลบุตร

{๓๖๘} [๑๐๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระทัพพมัลลบุตรจัดแจงเสนาสนะและแจกภัตแก่สงฆ์ สมัย นั้น พระเมตติยะและพระภุมมชกะเป็นผู้บวชใหม่และมีบุญน้อย เสนาสนะ ของสงฆ์ที่ไม่ดีและอาหารที่ไม่ดีได้ตกมาถึงเธอทั้งสอง เธอทั้งสองจึงให้ภิกษุ ทั้งหลายกล่าวโทษท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า “จัดเสนาสนะตามความพอใจ และแจกภัตตามความพอใจ”บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระเมตติยะและพระภุมมชกะจึงได้ให้ภิกษุทั้งหลายกล่าวโทษท่าน พระทัพพมัลลบุตรเล่า” จึงพากันตำหนิพระเมตติยะและพระภุมมชกะโดย อเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

หน้า ๓๙๕

ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามท่านพระเมตติยะและพระภุมมชกะว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอให้ภิกษุทั้งหลาย กล่าวโทษภิกษุทัพพมัลลบุตร จริงหรือ”

พระเมตติยะและพระภุมมชกะทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้ให้ภิกษุทั้งหลายกล่าวโทษภิกษุทัพพมัลลบุตรเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะเป็นผู้กล่าวโทษ

ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยประการฉะนี้

เรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ

{๓๖๙} [๑๐๔] ก็โดยสมัยนั้นแล พระเมตติยะและพระภุมมชกะคิดว่า “ภิกษุทั้งหลายจักเชื่อฟังด้วยเหตุเพียงเท่านี้ว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามการกล่าวโทษแล้ว’ จึงติเตียนท่านพระทัพพมัลลบุตรต่อภิกษุทั้งหลายรอบด้านว่า “พระทัพพมัลลบุตรจัดแจงเสนาสนะตามความพอใจและแจกภัตตามความพอใจ”บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระเมตติยะและพระภุมมชกะจึงได้ติเตียนท่านพระทัพพมัลลบุตรอยู่เล่า” จึงพากันตำหนิพระเมตติยะและพระภุมมชกะโดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระูผู้มีพระภาคเจ้า

หน้า ๓๙๖

ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพระเมตติยะและพระ ภุมมชกะว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอติเตียนภิกษุทัพพมัลลบุตร จริงหรือ”

พระเมตติยะและพระภุมมชกะทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้ติเตียนภิกษุทัพพมัลลบุตรอยู่เล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้น ของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระอนุบัญญัติ

[๑๐๕] เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะเป็นผู้กล่าวโทษ ในเพราะเป็นผู้ติเตียน

สิกขาบทวิภังค์

{๓๗๐} [๑๐๖] ที่ชื่อว่า เป็นผู้กล่าวโทษ คือ ภิกษุผู้มุ่งกล่าวติเตียน มุ่งทำให้อัปยศ มุ่งทำให้เก้อเขิน ซึ่งอุปสัมบันผู้อันสงฆ์สมมติให้เป็นผู้จัดเสนาสนะ เป็นผู้แจกอาหาร แจกยาคู แจกผลไม้ แจกของเคี้ยว หรือแจกของเล็กน้อย กล่าวโทษก็ดี ติเตียนก็ดี ซึ่งอุปสัมบัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

{๓๗๑} กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะเป็นผู้กล่าวโทษ ในเพราะเป็นผู้ติเตียน

หน้า ๓๙๗

กรรมเป็นธรรม ภิกษุสงสัย ต้องอาบัติปาจิตตีย์ในเพราะเป็นผู้กล่าวโทษ ในเพราะเป็นผู้ติเตียน

กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะเป็นผู้กล่าวโทษ ในเพราะเป็นผู้ติเตียน

ทุกกฎ

ภิกษุกล่าวโทษก็ดี ติเตียนก็ดี ซึ่งอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ

ภิกษุผู้มุ่งกล่าวติเตียน มุ่งทำให้อัปยศ มุ่งทำให้เก้อเขิน ซึ่งอุปสัมบัน ผู้อันสงฆ์มิได้สมมติให้เป็นผู้จัดเสนาสนะ เป็นผู้แจกอาหาร แจกยาคู แจกผลไม้ แจกของเคี้ยว หรือแจกของเล็กน้อย กล่าวโทษก็ดี ติเตียนก็ดี ซึ่งอุปสัมบันหรืออนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏภิกษุผู้มุ่งกล่าวติเตียน มุ่งทำให้อัปยศ มุ่งทำให้เก้อเขิน ซึ่งอนุปสัมบัน ผู้อันสงฆ์สมมติก็ตาม มิได้สมมติก็ตาม ให้เป็นผู้จัดเสนาสนะ เป็นผู้แจกอาหาร แจกยาคู แจกผลไม้ แจกของเคี้ยว หรือแจกของเล็กน้อย กล่าวโทษก็ดี ติเตียนก็ดี ซึ่งอุปสัมบันหรืออนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ

ติกทุกกฏ

{๓๗๒} กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม ... ต้องอาบัติทุกกฏ

กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ

กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม ... ต้องอาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

{๓๗๓} [๑๐๗] ภิกษุกล่าวโทษหรือติเตียนภิกษุผู้ทำเพราะฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติโดยปกติ ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ อุชฌาปนสิกขาบทที่ ๓

หน้า ๓๙๘

๔. ปฐมเสนาสนสิกขาบท

ว่าด้วยจากไปไม่เก็บเสนาสนะ

เรื่องภิกษุมากรูปทิ้งเสนาสนะไว้กลางแจ้ง

{๓๗๔} [๑๐๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นเป็นฤดูหนาว ภิกษุทั้งหลายจัดตั้งเสนาสนะในที่กลางแจ้งผิงแดดอยู่ ครั้นเขาบอกเวลาฉันอาหาร เมื่อจะจากไปไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งเสนาสนะนั้น ไม่บอกมอบหมายแล้วจากไป เสนาสนะจึงถูกนํ้าค้างและฝนตกชะบรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายจัดตั้งเสนาสนะในที่แจ้งแล้ว เมื่อจะจากไป จึงได้ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งเสนาสนะนั้น ไม่บอกมอบหมายแล้วหลีกไปเล่า เสนาสนะจึงถูกนํ้าค้างและฝนตกชะ” จึงพากันตำหนิภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงสอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายจัดตั้งเสนาสนะในที่แจ้งแล้ว เมื่อจะจากไป ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งเสนาสนะนั้น ไม่บอกมอบหมายแล้วจากไป เสนาสนะจึงถูกนํ้าค้างและฝนตกชะ จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจัดตั้งเสนาสนะในที่แจ้งแล้ว เมื่อจะจากไป จึงได้ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งเสนาสนะนั้น ไม่บอกมอบหมายแล้วจากไปเล่า เสนาสนะจึงถูกน้ำค้างและฝนตกชะ การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้น

จบ สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระทัพพมัลลบุตร