arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · โกสิยวรรค

สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุหลายรูป เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๖–๙๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในโกสิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุหลายรูป (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๑๐๐–๑๐๖

หน้า ๑๐๐

๔. ฉัพพัสสสิกขาบท

ว่าด้วยเก็บสันถัตไว้ ๖ ปี

เรื่องภิกษุหลายรูป

{๘๖} [๕๕๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายใช้ให้เขาทำสันถัตทุก ๆ ปี พวกเธอร้องขอเขาอยู่ร่ำไปว่า “ท่าน ทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม” ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้จึง ได้ใช้ให้เขาทำสันถัตทุก ๆ ปี ร้องขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ‘ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม’ ก็สันถัตของพวกเราทำครั้งเดียว ถูกเด็ก ๆ ของพวกเราถ่ายอุจจาระรดบ้าง ถ่ายปัสสาวะรดบ้าง หนูกัดเสียบ้าง ก็ยังอยู่ได้ถึง ๕ ปี ๖ ปี ส่วนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ใช้ให้เขาทำสันถัตทุก

ๆ ปี ร้องขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ‘ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียมอาตมาต้องการขนเจียม’ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้ใช้ให้เขาทำสันถัตใช้ทุก ๆ ปี ร้องขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ‘ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม’ ดังนี้เล่า” จึงพา กันตำหนิภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้นแล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า

หน้า ๑๐๑

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายใช้ให้เขาทำสันถัตใช้ทุก ๆ ปี ร้องขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ‘ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม’ ดังนี้ จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลา ย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้ใช้ให้เขาทำสันถัตทุก ๆ ปี ร้องขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ‘ท่านทั้งหลาย จงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม’ ดังนี้เล่า การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่ เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่ เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิภิกษุทั้งหลายโดยอเนกปริยายดังนี้ แล้วตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๕๕๘] อนึ่ง ภิกษุใช้ให้ทำสันถัตใหม่แล้วพึงใช้สอยให้ได้ ๖ ปี ถ้ายังหย่อนกว่า ๖ ปี เธอสละไปแล้วก็ตาม ยังไม่สละไปก็ตาม ซึ่งสันถัตนั้น ใช้ให้ทำสันถัตอื่นใหม่ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุ ทั้งหลายด้วยประการฉะนี้

หน้า ๑๐๒

เรื่องภิกษุอาพาธ

{๘๗} [๕๕๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธอยู่ในพระนครโกสัมพี พวกญาติส่งทูตไปในสำนักภิกษุรูปนั้นว่า “นิมนต์ท่านมา พวกกระผมจักช่วยกันดูแลเอง” แม้ภิกษุทั้งหลายก็ได้กล่าวอย่างนี้ว่า “ไปเถิด คุณ พวกญาติจักได้ดูแลคุณ”ภิกษุนั้นได้ตอบอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ‘อนึ่ง ภิกษุใช้ให้ทำสันถัตใหม่แล้วพึงใช้สอยให้ได้ ๖ ปี’ ก็กระผมกำลังอาพาธ ไม่สามารถจะนำสันถัตไปด้วยได้ และกระผมขาดสันถัตแล้วก็ไม่สบาย กระผมจักไม่ไปละ”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงอนุญาตให้สมมติสันถัต

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติสันถัตแก่ภิกษุผู้อาพาธ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์พึงให้สมมติสันถัตนั้นอย่างนี้

วิธีสมมติสันถัต

ภิกษุผู้อาพาธนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

‘ท่านเจ้าข้า กระผมอาพาธ ไม่สามารถจะนำสันถัตไปด้วยได้ ท่านเจ้าข้า กระผมนั้นขอสมมติสันถัตต่อสงฆ์’ พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ พึงขอ แม้ครั้งที่ ๓

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา

ดังนี้

หน้า ๑๐๓

[๕๖๐] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้เป็นผู้อาพาธ ไม่สามารถจะนำสันถัตไปด้วยได้ เธอขอสมมติสันถัตต่อสงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สมมติสันถัตแก่ภิกษุชื่อนี้ นี่เป็น ญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุชื่อนี้เป็นผู้อาพาธ ไม่สามารถจะนำสันถัตไปด้วยได้ เธอขอสมมติสันถัตต่อสงฆ์ สงฆ์ให้สมมติสันถัตแก่ภิกษุชื่อนี้ การให้สมมติสันถัตแก่ภิกษุชื่อนี้ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น พึงนิ่งไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงการสมมติสันถัตอันสงฆ์ให้แล้วแก่ภิกษุชื่อนี้ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระอนุบัญญัติ

[๕๖๑] อนึ่ง ภิกษุใช้ให้ทำสันถัตใหม่แล้วพึงใช้สอยให้ได้ ๖ปี ถ้ายังหย่อนกว่า ๖ ปี เธอสละไปแล้วก็ตาม ยังไม่สละไปก็ตาม ซึ่งสันถัตนั้น ใช้ให้ทำสันถัตอื่นใหม่ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ

สิกขาบทวิภังค์

{๘๘} [๕๖๒] ที่ชื่อว่า ใหม่ ตรัสหมายถึงการทำ

ที่ชื่อว่า สันถัต ได้แก่ ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ ไม่ใช่ทอ

คำว่า ใช้ให้ทำ คือ ทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม

คำว่า พึงใช้สอยให้ได้ ๖ ปี คือ พึงใช้สอยให้ถึง ๖ ปีเป็นอย่างยิ่ง

คำว่า ถ้ายังหย่อนกว่า ๖ ปี คือ ยังไม่ถึง ๖ ปี

หน้า ๑๐๔

คำว่า สละไปแล้วก็ตาม ... ซึ่งสันถัตนั้น คือ ให้แก่คนอื่นไป

คำว่า ยังไม่สละไปก็ตาม คือ ยังไม่ได้ให้แก่ใคร ๆ

คำว่า เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ คือ ยกเว้นภิกษุผู้ได้รับสมมติ

ภิกษุทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม ซึ่งสันถัตอื่นใหม่ เป็นทุกกฏ เพราะประโยคที่ทำ เป็นนิสสัคคีย์เพราะได้สันถัตมา คือ เป็นของจำต้องสละแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่บุคคลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงสละสันถัตนั้นอย่างนี้

วิธีสละ

สละแก่สงฆ์

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุ ผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า‘ท่านเจ้าข้า สันถัตผืนนี้ของกระผม ให้ทำหย่อนกว่า ๖ ปี เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละสันถัตผืนนี้แก่สงฆ์’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สันถัตผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’

สละแก่คณะ

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

หน้า ๑๐๕

‘ท่านเจ้าข้า สันถัตผืนนี้ของกระผม ให้ทำหย่อนกว่า ๖ ปี เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละสันถัตผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้‘ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า สันถัตผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’

สละแก่บุคคล

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

‘อาวุโส สันถัตผืนนี้ของผม ให้ทำหย่อนกว่า ๖ ปี เว้นไว้แต่ภิกษุได้สมมติ เป็นนิสสัคคีย์ ผมสละสันถัตผืนนี้แก่ท่าน’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับสละนั้นพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เธอสละให้ด้วยคำว่า ‘ผมให้สันถัตผืนนี้แก่ท่าน’

บทภาชนีย์

จตุกกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

{๘๙} [๕๖๓] สันถัตตนทำค้างไว้ ตนทำต่อให้สำเร็จเอง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

สันถัตตนทำค้างไว้ ตนใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ตนทำต่อให้สำเร็จเอง เป็นนิสสัคคียปาจิตตีย์

สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ตนใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

หน้า ๑๐๖

อนาปัตติวาร

{๙๐} [๕๖๔] ครบ ๖ ปีแล้วภิกษุทำใหม่ ๑ เกิน ๖ ปีแล้วภิกษุทำใหม่ ๑ ภิกษุทำเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ๑ ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้วมาใช้สอย ๑ ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นม่านบังก็ดี เป็นปลอกฟูกก็ดี เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ ภิกษุผู้ได้สมมติ ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ ฉัพพัสสสิกขาบทที่ ๔

๕. นิสีทนสันถตสิกขาบท

ว่าด้วยการทำสันถัตรองนั่ง

เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร

{๙๑} [๕๖๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราปรารถนาจะหลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส ใคร ๆ อย่าเข้าไปหาเรา นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปให้รูปเดียว”ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธาณัติแล้ว ไม่มีใครเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในพระวิหารนี้เลย นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว ก็ตอนนั้น สงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีตั้งกติกากันไว้ว่า “อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะเสด็จหลีกออกเร้นอยู่ตลอด

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พุทธาณัติ หมายถึงพระบัญชาหรือพระดำรัสตรัสสั่งของพระพุทธเจ้า
  2. ๒กติกา ในทางพระวินัย หมายถึงข้อตกลงหรือข้อบังคับร่วมกันของสงฆ์

จบ สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุหลายรูป