arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · โกสิยวรรค

สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๑–๙๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในโกสิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๑๐๖–๑๑๕

หน้า ๑๐๖

อนาปัตติวาร

{๙๐} [๕๖๔] ครบ ๖ ปีแล้วภิกษุทำใหม่ ๑ เกิน ๖ ปีแล้วภิกษุทำใหม่ ๑ ภิกษุทำเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ๑ ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้วมาใช้สอย ๑ ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นม่านบังก็ดี เป็นปลอกฟูกก็ดี เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ ภิกษุผู้ได้สมมติ ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ ฉัพพัสสสิกขาบทที่ ๔

๕. นิสีทนสันถตสิกขาบท

ว่าด้วยการทำสันถัตรองนั่ง

เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร

{๙๑} [๕๖๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราปรารถนาจะหลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส ใคร ๆ อย่าเข้าไปหาเรา นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปให้รูปเดียว”ภิกษุเหล่านั้นรับพระพุทธาณัติแล้ว ไม่มีใครเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในพระวิหารนี้เลย นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว ก็ตอนนั้น สงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีตั้งกติกากันไว้ว่า “อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะเสด็จหลีกออกเร้นอยู่ตลอด

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พุทธาณัติ หมายถึงพระบัญชาหรือพระดำรัสตรัสสั่งของพระพุทธเจ้า
  2. ๒กติกา ในทางพระวินัย หมายถึงข้อตกลงหรือข้อบังคับร่วมกันของสงฆ์
หน้า ๑๐๗

ไตรมาส ใครๆไม่พึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว ภิกษุใดเข้าไปเฝ้าพระองค์ ต้องให้แสดงอาบัติปาจิตตีย์”{๙๒} ครั้งนั้น ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกับภิกษุบริษัท ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

พุทธประเพณี

อันการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี

ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า “ดูก่อนอุปเสน พวกเธอยังพอทนได้หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้หรือ พวกเธอเดินทางมาด้วยความลำบากน้อยหรือ”ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกราบทูลว่า “ยังพอทนได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า อนึ่ง พวกข้าพระองค์ เดินทางมาด้วยความลำบากเล็กน้อย พระพุทธเจ้าข้า”ก็แลขณะนั้น ภิกษุสัทธิวิหาริกของท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรนั่ง เฝ้าอยู่ไม่ห่างพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุนั้นว่า “ดูก่อนภิกษุ ผ้าบังสุกุลเป็นที่พอใจของเธอหรือ”ภิกษุรูปนั้นกราบทูลว่า “ผ้าบังสุกุลมิได้เป็นที่พอใจของข้าพระองค์เลยพระพุทธเจ้าข้า”

“ก็ทำไมเธอจึงได้ใช้สอยผ้าบังสุกุลเล่า ภิกษุ”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ภิกษุบริษัท ในที่นี้หมายถึงภิกษุจำนวนหลายรูปที่เป็นศิษย์บริวาร
  2. ๒คำว่า สัทธิวิหาริก แปลว่า ผู้อยู่ด้วย หมายถึงภิกษุผู้เป็นศิษย์ของภิกษุผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ เป็นคำเรียกเฉพาะภิกษุที่ได้รับการอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์รูปใด ก็เป็นสัทธิวิหาริกของพระอุปัชฌาย์รูปนั้น และต้องถึอนิสสัยต่อพระอุปัชฌาย์รูปนั้นด้วย
หน้า ๑๐๘

“พระอุปัชฌาย์ของข้าพระองค์ใช้สอยผ้าบังสุกุล ข้าพระองค์จึงต้องใช้สอยผ้าบังสุกุลอย่างนั้นด้วย พระพุทธเจ้าข้า”

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า “ดูก่อนอุปเสน บริษัทบริวารของเธอนี้น่าเลื่อมใสนัก เธอแนะนำบริษัทบริวารอย่างไร”

ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ผู้ใดมาขออุปสมบทต่อข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกกะเขาอย่างนี้ว่า ‘อาวุโส ฉันเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถ้าคุณจักถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง ฉันก็จักให้คุณอุปสมบทตามประสงค์’ ถ้าเขายอมรับคำของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงจะให้เขาอุปสมบท ถ้าเขาไม่ยอมรับคำของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็ไม่ให้เขาอุปสมบท ภิกษุใดขอนิสสัยต่อข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกกะภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ‘อาวุโส ผมเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถ้าคุณจักถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรบ้าง ฉันก็จักให้นิสสัยแก่คุณตามความประสงค์’ ถ้าภิกษุนั้นยอมรับคำของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงจะให้นิสสัย ถ้าภิกษุนั้นรับคำของข้าพระองค์ไม่ได้ ข้าพระองค์ก็ไม่ให้นิสสัย ข้าพระองค์แนะนำบริษัทบริวารอย่างนี้แล พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดีละ ดีแล้ว อุปเสน เธอแนะนำบริษัท บริวารได้ดีจริง ๆ เออก็ เธอรู้กติกาของสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีไหม อุปเสน”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า นิสสัย ในทางพระวินัย หมายถึงการขออยู่ในปกครองของพระอุปัชฌาย์พระอาจารย์ หรือการขอให้ท่านเป็นที่พึ่งในการศึกษาไตรสิกขาเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ยิ่งขึ้นต่อไป เป็นกิจเบื้องต้นในพิธีอุปสมบทโดยผู้อุปสมบทได้เปล่งวาจาขอนิสสัยกับพระอุปัชฌาย์แล้ว ในกรณีที่ไม่ได้อยู่ในปกครองของพระอุปัชฌาย์ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น อุปัชฌาย์ไปอยู่ที่อื่น ต้องถือนิสสัยต่อภิกษุอื่นเป็นนิสสยาจารย์ (ดู นิสสัย ๔ ใน วิ.มหา. (แปล) ๔)
หน้า ๑๐๙

“ไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนอุปเสน สงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีตั้งกติกากันไว้ว่า “ท่านทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะเสด็จหลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส ใคร ๆ อย่าเข้าไปเฝ้าพระองค์ นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว ภิกษุใดเข้าไปเฝ้าพระองค์ ต้องให้แสดงอาบัติปาจิตตีย์”“พระสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีจักชัดแจ้งด้วยกติกาของตน พวกข้าพระองค์จักไม่บัญญัติสิกขาบทที่พระองค์มิได้ทรงบัญญัติไว้ หรือจักไม่เพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานประพฤติในสิกขาบทตาม ที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานพรว่า “ดีละ ดีแล้ว อุปเสน ไม่ควรบัญญัติสิกขาบทที่เรายังมิได้บัญญัติไว้ หรือไม่ควรเพิกถอนสิกขาบทที่ เราบัญญัติไว้แล้ว ควรสมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่เราได้บัญญัติไว้แล้ว เราอนุญาตให้พวกภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เข้าหาเราได้ตามสะดวก”[๕๖๖] เวลานั้น ภิกษุหลายรูปกำลังรออยู่ที่นอกซุ้มประตูพระวิหาร ด้วยตั้งใจว่าจักให้ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรแสดงอาบัติปาจิตตีย์ ครั้นท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรกับภิกษุบริษัทลุกจากอาสนะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทำประทักษิณหลีกไปแล้ว จึงภิกษุเหล่านั้นได้ถามท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรว่า “อาวุโสอุปเสน ท่านทราบกติกาของสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีไหม”ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตรตอบว่า “อาวุโสทั้งหลาย แม้พระผู้มี พระภาคเจ้าก็รับสั่งถามกระผมอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนอุปเสน เธอทราบกติกาของสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีไหม’ กระผมกราบทูลว่า ไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า’ พระองค์รับสั่งต่อไปว่า ‘ดูก่อนอุปเสน สงฆ์ในพระนคร

หน้า ๑๑๐

สาวัตถีได้ตั้งกติกากันไว้ว่า ‘อาวุโสทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะเสด็จหลีกออกเร้นอยู่ตลอดไตรมาส ใคร ๆ อย่าเข้าไปเฝ้าพระองค์ นอกจากภิกษุผู้นำบิณฑบาตเข้าไปถวายรูปเดียว ภิกษุใดเข้าเฝ้าพระองค์ ต้องให้แสดงอาบัติปาจิตตีย์’ กระผมกราบทูลว่า ‘พระสงฆ์ในเขตพระนครสาวัตถีจักชัดแจ้งด้วยกติกาของตน พวกข้าพระองค์จักไม่บัญญัติสิกขาบทที่พระองค์มิได้ทรงบัญญัติไว้ และจักไม่เพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้’ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตกระผมว่า ‘ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เข้าหาเราได้ตามสะดวก”ภิกษุเหล่านั้นเห็นจริงด้วยในทันใดนั้นว่า “ท่านพระอุปเสนวังคันตบุตร พูดถูกต้องจริงแท้ พระสงฆ์ไม่ควรบัญญัติสิกขาบทที่ยังมิได้ทรงบัญญัติไว้ หรือไม่ควรเพิกถอนสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ควรสมาทานประพฤติในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติไว้”

{๙๓} ภิกษุทั้งหลายได้ทราบข่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุ ผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เข้าเฝ้าได้ตามสะดวกภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงต่างทิ้งสันถัตแล้วพากันสมาทานอารัญญิกธุดงค์บิณฑปาติกธุดงค์ ปังสุกูลิกธุดงค์

ต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมากเสด็จจาริกไปตามเสนาสนะ ได้ทอดพระเนตรเห็นสันถัตซึ่งถูกทิ้งไว้ในที่นั้น ๆ ครั้นแล้ว รับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สันถัตเหล่านี้ถูกทิ้งไว้ในที่นั้น ๆ ของใครกัน” จึงภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลเรื่องนั้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

หน้า ๑๑๑

ทรงบัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือเพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑

เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑

เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑

เพื่อความอยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑

เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑

เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑

เพื่อความเลื่อมใส ของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑

เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑

เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑

เพื่อเอื้อเฟื้อพระวินัย ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๕๖๗] อนึ่ง ภิกษุผู้ใช้ให้ทำสันถัตสำหรับนั่ง พึงเอาสันถัตเก่า หนึ่งคืบสุคตโดยรอบมาผสมเพื่อทำให้เสียสี ถ้าภิกษุไม่เอาสันถัตเก่า หนึ่งคืบสุคตโดยรอบมาผสม ใช้ให้ทำสันถัตสำหรับนั่งใหม่ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ข้อสังเกตในการบัญญัตสิกขาบทนี้ พระพุทธองค์มิได้รับสั่งให้ประชุมสงฆ์แล้วสอบถามเหมือนสิกขาบทอื่น ๆ ดังนั้น จึงใช้คำว่า ทรงบัญญัติสิกขาบท
หน้า ๑๑๒

สิกขาบทวิภังค์

{๙๔} [๕๖๘] ที่ชื่อว่า สำหรับนั่ง ตรัสหมายถึงผ้าที่มีชาย

ที่ชื่อว่า สันถัต ได้แก่ ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ ไม่ใช่ทอ

คำว่า ใช้ให้ทำ คือ ทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม

ที่ชื่อว่า สันถัตเก่า คือ ใช้นั่งครั้งเดียวก็ตาม ใช้นอนครั้งเดียวก็ตาม

คำว่า พึงเอา ... หนึ่งคืบสุคตโดยรอบมาผสมเพื่อทำให้เสียสี คือ ตัดกลม ๆ หรือสี่เหลี่ยม แล้วลาดลงในส่วนหนึ่ง หรือชีออกแล้วหล่อปนเพื่อ ความทนคำว่า ถ้าภิกษุไม่เอาสันถัตเก่าหนึ่งคืบสุคตโดยรอบ ความว่า ไม่เอา สันถัตเก่าหนึ่งคืบสุคตโดยรอบมาผสม แล้วทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม ซึ่งสันถัตสำหรับนั่งใหม่ เป็นทุกกฏเพราะประโยคที่ทำ เป็นนิสสัคคีย์ เพราะได้สันถัตมา คือ เป็นของจำต้องสละแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่บุคคลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงสละสันถัตสำหรับนั่งนั้น อย่างนี้

วิธีสละสันถัตที่เป็นนิสสัคคีย์

สละแก่สงฆ์

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า‘ท่านเจ้าข้า สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของกระผม ใช้ให้เขาทำไม่ได้เอาสันถัตเก่าหนึ่งคืบสุคตโดยรอบมาผสม เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละสันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่สงฆ์’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ชี เป็นคำกริยา หมายถึงทำสิ่งที่เป็นปุยอย่างสำลี หรือที่เป็นเส้นอย่างกลุ่มยาเส้น ให้กระจายตัวออก (พจนานุกรม)
หน้า ๑๑๓

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตสำหรับนั่งที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’

สละแก่คณะ

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

‘ท่านเจ้าข้า สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของกระผม ใช้ให้เขาทำไม่ได้เอาสันถัตเก่าหนึ่งคืบสุคตโดยรอบมาผสม เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละสันถัต สำหรับนั่งผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตสำหรับนั่งที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้

‘ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’

สละแก่บุคคล

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

‘อาวุโส สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ของผม ใช้ให้เขาทำไม่ได้เอาสันถัตเก่าหนึ่งคืบสุคตโดยรอบมาผสม เป็นนิสสัคคีย์ ผมสละสันถัตสำหรับนั่งผืนนี้ แก่ท่าน’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับสละนั้นพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตสำหรับนั่งที่เธอสละให้ด้วยคำว่า ‘ผมให้สันถัตสำหรับนั่งผืนนี้แก่ท่าน’

หน้า ๑๑๔

บทภาชนีย์

จตุกกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

{๙๕} [๕๖๙] สันถัตสำหรับนั่ง ตนทำค้างไว้ ตนทำต่อให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์สันถัตสำหรับนั่ง ตนทำค้างไว้ ใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์สันถัตสำหรับนั่ง คนอื่นทำค้างไว้ ตนทำต่อให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคิย ปาจิตตีย์สันถัตสำหรับนั่ง คนอื่นทำค้างไว้ ตนใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ทุกกฏ

ภิกษุทำเองก็ดี ใช้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ต้องอาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

{๙๖} [๕๗๐] ภิกษุเอาสันถัตเก่าหนึ่งคืบสุคตโดยรอบแล้วมาผสมทำ ๑ ภิกษุหาไม่ได้ จึงเอามาผสมแต่น้อยแล้วทำ ๑ ภิกษุหาไม่ได้ ไม่ถือเอาเลยแล้วทำ ๑ ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้วมาใช้สอย ๑ ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นม่านบังก็ดี เป็นปลอกฟูกก็ดี เป็นปลอก หมอนก็ดี ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ นิสีทนสันถตสิกขาบทที่ ๕

หน้า ๑๑๕

๖. เอฬกโลมสิกขาบท

ว่าด้วยการรับขนเจียม

เรื่องภิกษุรูปหนึ่ง

{๙๗} [๕๗๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเดินทางไปสู่พระนครสาวัตถี ในแคว้นโกศล ในระหว่างทาง มีขนเจียมเกิดขึ้น จึงภิกษุนั้นได้ใช้ผ้าอุตตราสงค์ห่อขนเจียมเหล่านั้นเดิน ทางไปชาวบ้านเห็นภิกษุนั้นแล้วพูดสัพยอกว่า “ท่านเจ้าข้า ท่านซื้อขนเจียมมาด้วยราคาเท่าไร กำไรจักมีสักเท่าไร”

ภิกษุรูปนั้นถูกชาวบ้านพูดสัพยอกเข้าก็เก้อเขิน ครั้นเธอไปถึงพระนครสาวัตถีแล้วได้โยนขนเจียมเหล่านั้นลงทั้งที่ยืนอยู่นั่นแล

ภิกษุทั้งหลายจึงถามภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า “อาวุโส ทำไมท่านจึงโยนขนเจียมเหล่านั้นลงทั้งที่ยังยืนอยู่เล่า”

ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “จริงอย่างนั้น ท่านทั้งหลาย ผมถูกพวกชาวบ้านพูดสัพยอก เพราะเหตุขนเจียมเหล่านี้”

ภิกษุทั้งหลายถามว่า “อาวุโส ก็ท่านนำขนเจียมเหล่านี้มาไกลเท่าไร”

ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “เกินกว่า ๓ โยชน์ ขอรับ”

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุจึงได้นำขนเจียมมาไกลเกิน ๓ โยชน์เล่า” จึงพากันตำหนิภิกษุนั้น โดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พูดสัพยอก หมายถึงกิริยาที่พูดหยอกเย้าในทำนองขบขัน (วิ.อ. ๒/๑๙๗)

จบ สิกขาบทที่ ๕ เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตร