arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · โกสิยวรรค

สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๒–๘๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในโกสิยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ โกสิยวรรค สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๙๕–๑๐๐

หน้า ๙๕

อนาปัตติวาร

{๘๑} [๕๕๑] ภิกษุทำเป็นเพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นผ้าม่านก็ดี เป็นปลอกฟูกก็ดี เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สุทธกาฬกสิกขาบทที่ ๒

๓. เทฺวภาคสิกขาบท

ว่าด้วยการทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำสองส่วน

เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์

{๘๒} [๕๕๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามการทำสันถัตขนเจียมดำล้วน จึงให้เอาขนเจียมขาวหน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัต แล้วให้ทำสันถัตขนเจียมดำล้วนเหมือนอย่างเดิมนั่นแหละบรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้ให้เอาขนเจียมขาวหน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัต แล้วให้ทำสันถัตขนเจียมดำล้วนเหมือนอย่างเดิมนั้นเล่า” จึงพากันตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคเจ้า

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพวกภิกษุ

หน้า ๙๖

ฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอให้เอาขนเจียมขาว หน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัต แล้วให้ทำสันถัตขนเจียมดำล้วนเหมือนอย่างเดิมนั่นแหละ จริงหรือ”

พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ‘ไฉนพวกเธอจึงได้ให้เอาขนเจียมขาวหน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัต แล้วให้ทำสันถัตขนเจียมดำล้วนเหมือนอย่างเดิมนั้นเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใส ยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยาย ดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๕๕๓] อนึ่ง ภิกษุผู้ใช้ให้ทำสันถัตใหม่ พึงเอาขนเจียมดำล้วน ๒ ส่วน ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓ ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ ถ้าภิกษุไม่เอาขนเจียมดำล้วน ๒ ส่วน ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓ ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ ใช้ให้ทำสันถัตใหม่ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

หน้า ๙๗

สิกขาบทวิภังค์

{๘๐} [๕๕๔] ที่ชื่อว่า ใหม่ ตรัสหมายถึงการทำ

ที่ชื่อว่า สันถัต ได้แก่ ผ้ารองนั่งที่เขาหล่อ ไม่ใช่ทอ

คำว่า ใช้ให้ทำ คือ ทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม

คำว่า พึงเอาขนเจียมดำล้วน ๒ ส่วน ความว่า พึงชั่งแล้วเอาขนเจียมดำล้วนหนัก ๒ ชั่ง

คำว่า ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓ คือ ขนเจียมขาวหนัก ๑ ชั่ง

คำว่า ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ คือ ขนเจียมแดงหนัก ๑ ชั่ง

คำว่า ถ้าภิกษุไม่เอาขนเจียมดำล้วน ๒ ส่วน ขนเจียมขาวเป็นส่วนที่ ๓ ขนเจียมแดงเป็นส่วนที่ ๔ ความว่า ไม่เอาขนเจียมขาว ๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง ทำเองก็ตาม ใช้ให้เขาทำก็ตาม ซึ่งสันถัตใหม่ เป็นทุกกฏเพราะประโยคที่ทำ เป็นนิสสัคคีย์เพราะได้สันถัตมา คือ เป็นของจำต้องสละแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่บุคคลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงสละสันถัตนั้นอย่างนี้

วิธีสละ

สละแก่สงฆ์

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า‘ท่านเจ้าข้า สันถัตผืนนี้ของกระผม ไม่ได้เอาขนเจียมขาว ๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง ใช้ให้ทำแล้วเป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละสันถัตผืนนี้ แก่สงฆ์’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้

หน้า ๙๘

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สันถัตผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’

สละแก่คณะ

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

‘ท่านเจ้าข้า สันถัตผืนนี้ของกระผม ไม่ได้เอาขนเจียมขาว ๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง ใช้ให้ทำแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละสันถัตผืนนี้ แก่ท่านทั้งหลาย’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้

‘ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า สันถัตผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้สันถัตผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’

สละแก่บุคคล

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

‘อาวุโส สันถัตผืนนี้ของผม ไม่ได้เอาขนเจียมขาว ๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง ใช้ให้ทำแล้ว เป็นนิสสัคคีย์ ผมสละสันถัตผืนนี้แก่ท่าน’

ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับสละนั้นพึงรับอาบัติ พึงคืนสันถัตที่เธอสละให้ด้วยคำว่า ‘ผมให้สันถัตผืนนี้แก่ท่าน’

หน้า ๙๙

บทภาชนีย์

จตุกกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

{๘๔} [๕๕๕] สันถัตตนทำค้างไว้ ตนทำต่อให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์สันถัตตนทำค้างไว้ ใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ตนทำต่อให้สำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

สันถัตคนอื่นทำค้างไว้ ใช้ผู้อื่นทำต่อจนสำเร็จ เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ทุกกฏ

ภิกษุทำเองก็ดี ใช้ผู้อื่นทำก็ดี เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น ต้องอาบัติทุกกฏ

ภิกษุได้สันถัตที่คนอื่นทำไว้แล้วมาใช้สอย ต้องอาบัติทุกกฏ

อนาปัตติวาร

{๘๕} [๕๕๖] ภิกษุผู้เอาขนเจียมขาว ๑ ชั่ง ขนเจียมแดง ๑ ชั่ง แล้วทำ ๑ ภิกษุผู้เอาขนเจียมขาวมากกว่า ขนเจียมแดงมากกว่า แล้วทำ ๑ ภิกษุผู้เอาขนเจียมขาวล้วน ขนเจียมแดงล้วน แล้วทำ ๑ ภิกษุผู้ทำเป็นเพดานก็ดี เป็นเครื่องลาดพื้นก็ดี เป็นม่านบังก็ดี เป็นปลอกฟูกก็ดี เป็นปลอกหมอนก็ดี ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ เทฺวภาคสิกขาบทที่ ๓

หน้า ๑๐๐

๔. ฉัพพัสสสิกขาบท

ว่าด้วยเก็บสันถัตไว้ ๖ ปี

เรื่องภิกษุหลายรูป

{๘๖} [๕๕๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายใช้ให้เขาทำสันถัตทุก ๆ ปี พวกเธอร้องขอเขาอยู่ร่ำไปว่า “ท่าน ทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม” ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้จึง ได้ใช้ให้เขาทำสันถัตทุก ๆ ปี ร้องขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ‘ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม’ ก็สันถัตของพวกเราทำครั้งเดียว ถูกเด็ก ๆ ของพวกเราถ่ายอุจจาระรดบ้าง ถ่ายปัสสาวะรดบ้าง หนูกัดเสียบ้าง ก็ยังอยู่ได้ถึง ๕ ปี ๖ ปี ส่วนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ใช้ให้เขาทำสันถัตทุก

ๆ ปี ร้องขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ‘ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียมอาตมาต้องการขนเจียม’ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้ใช้ให้เขาทำสันถัตใช้ทุก ๆ ปี ร้องขอเขาอยู่ร่ำไปว่า ‘ท่านทั้งหลายจงให้ขนเจียม อาตมาต้องการขนเจียม’ ดังนี้เล่า” จึงพา กันตำหนิภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้นแล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า

จบ สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระฉัพพัคคีย์