พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · ปัตตวรรค
สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ เล่ม ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๘–๑๔๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในปัตตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๑๖๖–๑๗๖
๓. เภสัชชสิกขาบท
ว่าด้วยเภสัช
เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ
{๑๓๘} [๖๑๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นท่านพระปิลินทวัจฉะให้พระทำความสะอาดเงื้อมเขาใกล้พระนครราชคฤห์อยู่ ประสงค์จะทำเป็นสถานที่เร้นอยู่ขณะนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช เสด็จเข้าไปหาท่านพระปิลินทวัจฉะถึงสำนัก ครั้นแล้วทรงอภิวาทท่านพระปิลินทวัจฉะแล้วประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ตรัสถามท่าน พระปิลินทวัจฉะว่า “พระคุณเจ้า พระคุณเจ้ากำลังให้คนทำอะไรอยู่”ท่านพระปิลินทวัจฉะถวายพระพรว่า “อาตมภาพให้พระทำความสะอาดเงื้อมเขาอยู่ ประสงค์จะทำเป็นสถานที่เร้น ขอถวายพระพร”
“พระคุณเจ้าจะต้องการคนงานวัดบ้างไหม”
“ขอถวายพระพร คนงานวัดพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ทรงอนุญาต”
“ถ้าเช่นนั้น โปรดทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วบอกให้โยมทราบด้วย”
ท่านพระปิลินทวัจฉะถวายพระพรว่า “จะปฏิบัติอย่างนั้น ขอถวายพระพร” แล้วถวายพระพรชี้แจงพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ให้ทรงเห็นแจ้ง ให้ทรงสมาทาน ให้ทรงอาจหาญ ให้ทรงร่าเริงด้วย ธรรมีกถาแล้ว
- ๑จอมเสนามาคธราช หมายถึงเป็นพระเจ้าแผ่นดินแห่งแคว้นมคธ
ลำดับนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชอันท่านพระปิลินทวัจฉะให้ทรงเห็นแจ้ง ให้ทรงสมาทาน ให้ทรงอาจหาญ ให้ทรงร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว เสด็จลุกจากพระอาสน์ ทรงอภิวาทท่านพระปิลินทวัจฉะ ทรงทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับ[๖๑๙] หลังจากนั้น ท่านพระปิลินทวัจฉะส่งผู้แทนไปกราบทูลในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชทรงมีพระราชประสงค์จะถวายคนงานวัด ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
ทรงอนุญาตให้มีคนงานวัด
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น ทรงทำธรรมีกถาแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้มีคนงานวัด”
พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชเสด็จเข้าไปหาท่านพระปิลินทวัจฉะ ถึงสำนักเป็นคำรบสอง ครั้นแล้วทรงอภิวาทท่านพระปิลินทวัจฉะ ประทับนั่งเหนือพระอาสน์ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ตรัสถามท่านพระปิลินทวัจฉะว่า “พระคุณเจ้า คนงานวัดพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้วหรือ”ท่านพระปิลินทวัจฉะถวายพระพรว่า ”ขอถวายพระพร ทรงอนุญาตแล้ว”
พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้น โยมจักถวายคนงานวัดแก่พระคุณเจ้า”
ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชครั้นทรงรับปฏิญาณว่า จะถวายคนงานวัดแก่ท่านพระปิลินทวัจฉะ แต่ทรงลืมเสีย ต่อนานมาทรงระลึกได้ จึงตรัสถามมหาอำมาตย์ผู้รับสนองราชกิจทั้งปวงผู้หนึ่งว่า “พนาย
คนงานวัดที่เราได้รับปฏิญาณว่าจะถวายแก่พระคุณเจ้านั้น เราได้ถวายไปแล้วหรือยัง”
มหาอำมาตย์กราบทูลว่า “ขอเดชะ ยังไม่ได้พระราชทาน พระพุทธเจ้าข้า”
พระราชาตรัสถามว่า “จากวันนั้นมานานกี่ราตรีแล้ว พนาย”
ท่านมหาอำมาตย์นับราตรีแล้วกราบทูลในทันใดนั้นแลว่า “ขอเดชะ ๕๐๐ ราตรีแล้ว พระพุทธเจ้าข้า”
พระราชารับสั่งว่า “พนาย ถ้าเช่นนั้นจงถวายท่านไป ๕๐๐ คน”
ท่านมหาอำมาตย์รับพระราชกระแสรับสั่งแล้วได้จัดคนงานวัดไปถวายท่านพระปิลินทวัจฉะ ๕๐๐ คน หมู่บ้านของคนงานวัดพวกนั้นได้แยกออกอยู่เป็นหมู่บ้านหมู่หนึ่งต่างหาก คนทั้งหลายเรียกหมู่บ้านนั้นว่าหมู่บ้าน อารามิกบ้าง หมู่บ้านปิลินทวัจฉะบ้าง
{๑๓๙} [๖๒๐] ก็สมัยนั้นแลท่านพระปิลินทวัจฉะได้เป็นพระกุลุปกะในหมู่บ้านนั้น ครั้นเช้าวันหนึ่ง ท่านครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านปิลินทวัจฉะ สมัยนั้น ในหมู่บ้านนั้นมีมหรสพ พวกเด็ก ๆ ตกแต่งกายประดับดอกไม้เล่นมหรสพกันอยู่ พอดีท่านพระปิลินทวัจฉะ เที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกในหมู่บ้านปิลินทวัจฉะ ได้เข้าไปถึงเรือนคนงานวัดผู้หนึ่งแล้วนั่งบนอาสนะที่เขาจัดถวายขณะนั้น ลูกสาวของหญิงคนงานวัดนั้นเห็นพวกเด็กอื่นตกแต่งกาย ประดับดอกไม้กัน จึงร้องอ้อนว่า “จงให้ดอกไม้แก่หนูบ้าง จงให้เครื่องแต่งกายแก่หนูบ้าง”
ท่านพระปิลินทวัจฉะจึงถามหญิงคนงานวัดนั้นว่า “เด็กหญิงคนนี้ร้องอ้อนอยากได้อะไร”
นางกราบเรียนว่า “ท่านเจ้าข้า เด็กหญิงคนนี้เห็นพวกเด็กอื่นตกแต่งกายประดับดอกไม้กันจึงร้องอ้อนว่า ‘จงให้ดอกไม้แก่หนูบ้าง จงให้เครื่องแต่งกายแก่หนูบ้าง’ ดิฉันบอกว่า ‘เราเป็นคนจน จะได้ดอกไม้มาจากไหน จะได้เครื่องแต่งกายมาจากไหน”ขณะนั้น ท่านพระปิลินทวัจฉะหยิบเสวียนหญ้าอันหนึ่งส่งให้แล้วกล่าวว่า ‘‘เจ้าจงสวมเสวียนหญ้านี้ที่ศีรษะเด็กหญิงนั้น’
หญิงคนงานวัดนั้นจึงรับเสวียนหญ้านั้นแล้วก็สวมลงที่ศีรษะเด็กหญิงนั้นโดยฉับพลัน เสวียนหญ้านั้นได้กลายเป็นพวงดอกไม้ทองคำที่งดงามน่าดูน่าชื่นชม พวงดอกไม้ทองคำเช่นนั้นแม้ในพระราชฐานก็ไม่มี
ชาวบ้านกราบทูลแด่พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชว่า “ขอเดชะ พวงดอกไม้ทองคำที่เรือนของคนงานวัดชื่อโน้นงดงามน่าดูน่าชื่นชม แม้ในพระราชฐานก็ไม่มี เขาเป็นคนเข็ญใจจะได้มาแต่ไหน เป็นต้องได้มาด้วยโจรกรรมแน่นอน”ท้าวเธอจึงรับสั่งให้จองจำครอบครัวคนงานวัดนั้น
ครั้นเช้าวันที่สอง ท่านพระปิลินทวัจฉะครองอันตรวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านปิลินทวัจฉะ เที่ยวบิณฑบาตไปตาม ลำดับตรอกในหมู่บ้านปิลินทวัจฉะ ได้เดินผ่านไปทางเรือนคนงานวัดผู้นั้น ครั้นแล้วได้ถามคนที่คุ้นเคยกันว่า “ครอบครัวคนงานวัดนี้ไปไหนเสีย”คนพวกนั้นกราบเรียนว่า “เขาถูกรับสั่งให้จองจำเพราะเรื่องพวงดอกไม้ทองคำนั้น ขอรับ”
[๖๒๑] ทันใดนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะได้เข้าไปถึงพระราชนิเวศน์ แล้วนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดถวาย
- ๑คำว่า เสวียน ได้แก่ของเป็นวงกลมสำหรับรองหรือรับสิ่งต่าง ๆ มีพ้อมข้าวเป็นต้น (พจนานุกรม) ในที่นี้ เสวียนหญ้า คือหญ้าที่ทำเป็นวงกลมสำหรับรองสิ่งต่าง ๆ
ขณะนั้น พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชเสด็จเข้าไปหาท่าน พระปิลินทวัจฉะถึงที่พัก แล้วทรงอภิวาทท่านพระปิลินทวัจฉะ ประทับนั่ง เหนือพระราชอาสน์ที่สมควรข้างหนึ่ง
ท่านพระปิลินทวัจฉะได้ทูลถามพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ผู้ประทับนั่งเรียบร้อยแล้วว่า “ขอถวายพระพร ครอบครัวคนงานวัดถูก รับสั่งให้จองจำด้วยเรื่องอะไร”
พระเจ้าพิมพิสารตรัสว่า “พระคุณเจ้า เพราะที่เรือนของเขามีพวง ดอกไม้ทองคำที่งดงามน่าดูน่าชื่นชม แม้ที่ในวังของพวกโยมก็ยังไม่มีพวง ดอกไม้ทองคำเช่นนั้น เขาเป็นคนจนจะได้มาแต่ไหนเป็นต้องได้มาด้วย โจรกรรมแน่นอน”
ขณะนั้นแล ท่านพระปิลินทวัจฉะได้อธิษฐานให้ปราสาทของพระเจ้า พิมพิสารจอมเสนามาคธราชเป็นทองคำ ปราสาทนั้นได้กลายเป็นทองคำไป ทั้งหมด
พระเถระถวายพระพรทูลถามว่า “ขอถวายพระพร ทองคำมากมาย ถึงเพียงนั้นของมหาบพิตรนี้มาจากไหน”
“โยมทราบแล้ว นี้เป็นอิทธานุภาพของพระคุณเจ้า” พระเจ้าพิมพิสาร ตรัสดังนี้แล้วรับสั่งให้ปล่อยครอบครัวคนงานวัดนั้น
{๑๔๐} พวกชาวบ้านทราบข่าวว่าท่านพระปิลินทวัจฉะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ซึ่งเป็นธรรมอันยิ่งของมนุษย์แก่บริษัทพร้อมทั้งพระราชา จึงต่างพากันยินดีเลื่อมใสยิ่งนัก แล้วได้นำเภสัช ๕ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน นํ้าผึ้ง น้ำอ้อย มาถวายท่านพระปิลินทวัจฉะ แม้ตามปกติท่านก็ได้เภสัช ๕ อยู่เสมอ ท่านจึงแบ่งเภสัชที่ได้ ๆ มาถวายบริษัทไป แต่บริษัทของท่านเป็นผู้มักมากเก็บเภสัชที่ได้ ๆ มาไว้ในกระถางบ้าง ในหม้อนํ้าบ้างจนเต็ม บรรจุลงในหม้อกรองนํ้าบ้าง ในถุงย่ามบ้างแล้วแขวนไว้ที่หน้าต่าง เภสัชเหล่านั้นก็เยิ้มซึม
อยู่ วิหารจึงคลาคล่ำไปด้วยหนู ชาวบ้านที่เดินเที่ยวชมไปตามวิหารพบเข้า ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร เหล่านี้มีเรือนคลังภายในเหมือนพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช”
ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้คิดที่จะมักมากเช่นนี้เล่า” จึงพากันตำหนิภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลาย ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายคิดที่จะมักมากเช่นนี้ จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้คิดที่จะมักมากเช่นนี้เล่า การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิภิกษุเหล่านั้นโดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๖๒๒] อนึ่ง มีเภสัชที่ควรลิ้มของภิกษุผู้อาพาธ คือ เนยใส เนยข้น นํ้ามัน นํ้าผึ้ง นํ้าอ้อย ภิกษุรับประเคนเภสัชเหล่านั้นแล้ว พึงเก็บไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างมาก ภิกษุให้เกินกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๑๔๑} [๖๒๓] คำว่า มีเภสัชที่ควรลิ้มของภิกษุผู้อาพาธ เป็นต้น มีอธิบาย ดังต่อไปนี้
ที่ชื่อว่า เนยใส ได้แก่ เนยใสที่ทำจากน้ำนมโคบ้าง น้ำนมแพะบ้าง น้ำนมกระบือบ้าง มังสะของสัตว์เหล่าใดเป็นของควร เนยใสที่ทำจากนํ้านมของสัตว์ที่มีเนื้อเป็นกัปปิยะก็ใช้ได้ที่ชื่อว่า เนยข้น ได้แก่ เนยข้นที่ทำจากน้ำนมของสัตว์เหล่านั้นแหละ
ที่ชื่อว่า นํ้ามัน ได้แก่ น้ำมันที่สกัดออกจากเมล็ดงาบ้าง จากเมล็ดผักกาดบ้าง จากเมล็ดมะซางบ้าง จากเมล็ดละหุ่งบ้าง จากไขมันสัตว์บ้างที่ชื่อว่า นํ้าผึ้ง ได้แก่ น้ำหวานที่แมลงผึ้งทำ
ที่ชื่อว่า น้ำอ้อย ได้แก่ นํ้าหวานที่เกิดจากอ้อย
คำว่า ภิกษุรับประเคนของนั้นแล้ว พึงเก็บไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างมาก คือ เก็บไว้ฉันได้ ๗ วันเป็นอย่างยิ่ง
คำว่า ภิกษุให้เกินกำหนดนั้นไป เป็นนิสสัคคีย์ ความว่า เมื่ออรุณขึ้น มาในวันที่ ๘ เภสัชนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของจำต้องสละแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่บุคคลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงสละเภสัชนั้นอย่างนี้
วิธีสละเภสัชที่เป็นนิสสัคคีย์
สละแก่สงฆ์
ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า‘ท่านเจ้าข้า เภสัชนี้ของกระผม เกินกำหนด ๗ วัน เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละเภสัชนี้แก่สงฆ์’
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนเภสัชที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เภสัชนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้เภสัชนี้ แก่ภิกษุชื่อนี้’
สละแก่คณะ
ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า‘ท่านเจ้าข้า เภสัชนี้ของกระผม เกินกำหนด ๗ วัน เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละเภสัชนี้แก่ท่านทั้งหลาย’
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนเภสัชที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้
‘ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า เภสัชนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้เภสัชนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’
สละแก่บุคคล
ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า‘อาวุโส เภสัชนี้ของผม เกินกำหนด ๗ วัน เป็นนิสสัคคีย์ ผมสละเภสัชนี้แก่ท่าน’
ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับสละนั้นพึงรับอาบัติพึงคืน เภสัชที่เธอสละให้ด้วยคำว่า ‘ผมให้เภสัชนี้แก่ท่าน’
บทภาชนีย์
นิสสัคคิยปาจิตตีย์
{๑๔๒} [๖๒๔] เภสัชเกินกำหนด ๗ วันแล้ว ภิกษุสำคัญว่าเกินแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์เภสัชเกินกำหนด ๗ วันแล้ว ภิกษุสงสัย เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
เภสัชเกินกำหนด ๗ วันแล้ว ภิกษุสำคัญว่ายังไม่เกิน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่ได้อธิษฐาน ภิกษุสำคัญว่าไม่ได้อธิษฐาน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่ได้สละให้ไป ภิกษุสำคัญว่าสละให้ไปแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่สูญหายไป ภิกษุสำคัญว่าสูญหายไปแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่เสีย ภิกษุสำคัญว่าเสียแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่ถูกไฟไหม้ ภิกษุสำคัญว่าถูกไฟไหม้แล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
เภสัชยังไม่ถูกชิงไป ภิกษุสำคัญว่าถูกชิงไปแล้ว เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
{๑๔๓} เภสัชที่สละแล้ว ภิกษุนั้นได้คืนมา ไม่พึงใช้ด้วยการใช้ที่เกี่ยวกับกาย และไม่ควรฉัน พึงน้อมเข้าไปในการตามประทีปหรือในการผสมสี ภิกษุอื่นจะใช้ด้วยการใช้ที่เกี่ยวกับกายได้อยู่ แต่ไม่ควรฉัน
ทุกกฏ
เภสัชยังไม่เกินกำหนด ๗ วัน ภิกษุสำคัญว่าเกินแล้ว ต้องอาบัติทุกกฏ
เภสัชยังไม่เกินกำหนด ๗ วัน ภิกษุสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ
ไม่ต้องอาบัติ
เภสัชยังไม่เกินกำหนด ๗ วัน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่เกิน ๗ วัน ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
{๑๔๔} [๖๒๕] ภิกษุผูกใจว่าจะไม่บริโภคในภายในกำหนด ๗ วัน ๑ ภิกษุสละไปในภายในกำหนด ๗ วัน ๑ เภสัชนั้นสูญหายไป ๑ เภสัชนั้นเสียไป ๑ เภสัชนั้นถูกไฟไหม้ ๑ เภสัชนั้นถูกโจรชิงไป ๑ ภิกษุผู้ถือวิสาสะ ๑ ภิกษุให้แก่อนุปสัมบันด้วยจิตคิดสละแล้ว ทิ้งแล้ว ปล่อยแล้ว ไม่ห่วงใย ได้คืนมาฉันได้ ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ เภสัชชสิกขาบทที่ ๓
๔. วัสสิกสาฏิกสิกขาบท
ว่าด้วยผ้าอาบนํ้าฝน
เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์
{๑๔๕} [๖๒๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตผ้าอาบนํ้าฝนแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตผ้าอาบนํ้าฝนแล้ว จึงแสวงหาผ้าอาบน้ำฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่งเสียก่อนบ้าง ครั้นผ้าอาบนํ้าฝนเก่าแล้วก็เปลือยกายอาบนํ้าฝนกันบรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้แสวงหาผ้าอาบนํ้าฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่งเสียก่อนบ้าง เมื่อผ้าอาบนํ้าฝนเก่าแล้วก็เปลือยกายอาบนํ้าฝนกันเล่า” จึงพากันตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะ เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอแสวงหาจีวรคือผ้าอาบน้ำฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่งเสียก่อนบ้าง เมื่อผ้าอาบนํ้าฝนเก่าแล้วก็เปลือยกายอาบนํ้าฝนกัน จริงหรือ”พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้แสวงหาผ้าอาบนํ้าฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่งเสียก่อน
จบ สิกขาบทที่ ๓ เรื่องพระปิลินทวัจฉเถระ