arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · ปัตตวรรค

สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ เล่ม ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๕–๑๔๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในปัตตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒ หน้า ๑๗๖–๑๘๑

หน้า ๑๗๖

๔. วัสสิกสาฏิกสิกขาบท

ว่าด้วยผ้าอาบนํ้าฝน

เรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์

{๑๔๕} [๖๒๖] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตผ้าอาบนํ้าฝนแก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตผ้าอาบนํ้าฝนแล้ว จึงแสวงหาผ้าอาบน้ำฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่งเสียก่อนบ้าง ครั้นผ้าอาบนํ้าฝนเก่าแล้วก็เปลือยกายอาบนํ้าฝนกันบรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้แสวงหาผ้าอาบนํ้าฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่งเสียก่อนบ้าง เมื่อผ้าอาบนํ้าฝนเก่าแล้วก็เปลือยกายอาบนํ้าฝนกันเล่า” จึงพากันตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะ เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกเธอแสวงหาจีวรคือผ้าอาบน้ำฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่งเสียก่อนบ้าง เมื่อผ้าอาบนํ้าฝนเก่าแล้วก็เปลือยกายอาบนํ้าฝนกัน จริงหรือ”พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉนพวกเธอจึงได้แสวงหาผ้าอาบนํ้าฝนเสียก่อนบ้าง ทำแล้วนุ่งเสียก่อน

หน้า ๑๗๗

บ้าง เมื่อผ้าอาบนํ้าฝนเก่าแล้วก็เปลือยกายอาบนํ้าฝนกันเล่า การกระทำของพวกเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและ เพื่อความกลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว”ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิพวกภิกษุฉัพพัคคีย์โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ... ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ว่า

พระพุทธบัญญัติ

[๖๒๗] ภิกษุรู้ว่า ‘ฤดูร้อนยังเหลืออีก ๑ เดือน’ พึงแสวงหาผ้าอาบนํ้าฝน รู้ว่า ‘ฤดูร้อนยังเหลืออีกกึ่งเดือน’ พึงทำนุ่งได้ ถ้าเธอรู้ว่า ‘ฤดูร้อนเหลือเกินกว่า ๑ เดือน’ แสวงหาผ้าอาบนํ้าฝน รู้ว่า ‘ฤดูร้อนเหลือ เกินกว่ากึ่งเดือน’ ทำนุ่ง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

สิกขาบทวิภังค์

{๑๔๖} [๖๒๘] คำว่า ภิกษุรู้ว่า ‘ฤดูร้อนยังเหลืออีก ๑ เดือน’ พึงแสวงหา ผ้าอาบนํ้าฝนได้ อธิบายว่า ภิกษุพึงเข้าไปหาชาวบ้านบรรดาที่เคยถวาย ผ้าอาบน้ำฝนมาก่อน แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ถึงกาลแห่งผ้าอาบน้ำฝนแล้ว ถึงสมัยแห่งผ้าอาบนํ้าฝนแล้ว แม้พวกชาวบ้านอื่นก็ถวายจีวรคือผ้าอาบนํ้าฝนกัน’ แต่ไม่ควรพูดว่า ‘จงถวายผ้าอาบนํ้าฝนแก่อาตมา จงหา

หน้า ๑๗๘

ผ้าอาบนํ้าฝนมาให้อาตมา จงแลกเปลี่ยนผ้าอาบนํ้าฝนมาให้อาตมา จงซื้อจีวรคือผ้าอาบนํ้าฝนมาให้อาตมา’ ดังนี้เป็นต้น

คำว่า รู้ว่า ‘ฤดูร้อนยังเหลืออีกกึ่งเดือน’ พึงทำนุ่งได้ คือ เมื่อฤดูร้อนยังเหลืออยู่ครึ่งเดือน พึงทำนุ่งได้

คำว่า ถ้าเธอรู้ว่า ‘ฤดูร้อนเหลือเกินกว่า ๑ เดือน’ คือ เมื่อฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่า ๑ เดือน แสวงหาผ้าอาบน้ำฝน เป็นนิสสัคคีย์

คำว่า รู้ว่า ‘ฤดูร้อนเหลือเกินกว่ากึ่งเดือน’ คือ เมื่อฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่าครึ่งเดือน ทำนุ่ง เป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของจำต้องสละแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่บุคคลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุพึงสละจีวรคือผ้าอาบนํ้าฝนนั้นอย่างนี้

วิธีสละผ้าอาบนํ้าฝนที่เป็นนิสสัคคีย์

สละแก่สงฆ์

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุ ผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

‘ท่านเจ้าข้า ผ้าอาบนํ้าฝนผืนนี้ของกระผม แสวงหาได้มาในฤดูร้อน ซึ่งยังเหลือเกินกว่า ๑ เดือน ทำนุ่งในฤดูร้อนซึ่งยังเหลือเกินกว่ากึ่งเดือน เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละผ้าอาบนํ้าฝนผืนนี้แก่สงฆ์’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนผ้าอาบนํ้าฝนที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผ้าอาบนํ้าฝนผืนนี้ของภิกษุชื่อนี้เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่สงฆ์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้ผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’

หน้า ๑๗๙

สละแก่คณะ

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุหลายรูป ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่ากราบเท้าภิกษุผู้แก่พรรษากว่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

‘ท่านเจ้าข้า ผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้ของกระผม แสวงหาได้มาในฤดูร้อน ซึ่งยังเหลือเกินกว่า ๑ เดือน ทำนุ่งในฤดูร้อนซึ่งยังเหลือเกินกว่ากึ่งเดือน เป็นนิสสัคคีย์ กระผมสละผ้าอาบนํ้าฝนผืนนี้แก่ท่านทั้งหลาย’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงรับอาบัติ พึงคืนผ้าอาบน้ำฝนที่เธอสละให้ด้วยญัตติกรรมวาจา ดังนี้

‘ท่านทั้งหลาย ขอจงฟังข้าพเจ้า ผ้าอาบน้ำฝนนี้ของภิกษุชื่อนี้ เป็นนิสสัคคีย์ เธอสละแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ถ้าความพร้อมพรั่งของท่านทั้งหลายถึงที่แล้ว ท่านทั้งหลายพึงให้ผ้าอาบน้ำฝนนี้แก่ภิกษุชื่อนี้’

สละแก่บุคคล

ภิกษุนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า นั่งกระหย่งประนมมือกล่าวอย่างนี้ว่า

‘อาวุโส ผ้าอาบน้ำฝนผืนนี้ของผม แสวงหาได้มาในฤดูร้อนซึ่งยังเหลือเกินกว่า ๑ เดือน ทำนุ่งในฤดูร้อนซึ่งยังเหลือเกินกว่ากึ่งเดือน เป็นนิสสัคคีย์ ผมสละผ้าอาบนํ้าฝนผืนนี้แก่ท่าน’ครั้นสละแล้วพึงแสดงอาบัติ ภิกษุผู้รับสละนั้นพึงรับอาบัติ พึงคืนผ้าอาบน้ำฝนที่เธอสละให้ด้วยคำว่า ‘ผมให้ผ้าอาบนํ้าฝนผืนนี้แก่ท่าน’

บทภาชนีย์

ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์ (แสวงหา)

{๑๔๗} [๖๒๙] ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่า ๑ เดือน ภิกษุสำคัญว่าเกิน แสวงหา ผ้าอาบนํ้าฝน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

หน้า ๑๘๐

ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่า ๑ เดือน ภิกษุสงสัย แสวงหาผ้าอาบนํ้าฝน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่า ๑ เดือน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ถึง แสวงหา ผ้าอาบนํ้าฝน เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์ (ทำนุ่ง)

ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่ากึ่งเดือน ภิกษุสำคัญว่าเกิน ทำนุ่ง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่ากึ่งเดือน ภิกษุสงสัย ทำนุ่ง เป็นนิสสัคคิย ปาจิตตีย์ฤดูร้อนยังเหลือเกินกว่ากึ่งเดือน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ถึง ทำนุ่ง เป็น นิสสัคคิยปาจิตตีย์

ทุกกฏ

เมื่อผ้าอาบน้ำฝนมี ภิกษุเปลือยกายอาบน้ำฝน ต้องอาบัติทุกกฏ

ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึง ๑ เดือน ภิกษุสำคัญว่าเกิน ต้องอาบัติทุกกฏ

ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึง ๑ เดือน ภิกษุสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ต้องอาบัติ

ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึง ๑ เดือน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ถึง ไม่ต้องอาบัติ

ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึงกึ่งเดือน ภิกษุสำคัญว่าเกิน ต้องอาบัติทุกกฏ

ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึงกึ่งเดือน ภิกษุสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ

ฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึงกึ่งเดือน ภิกษุสำคัญว่ายังไม่ถึง ไม่ต้องอาบัติ

หน้า ๑๘๑

อนาปัตติวาร

{๑๔๘} [๖๓๐] ภิกษุสำคัญว่าฤดูร้อนยังเหลืออีก ๑ เดือน แสวงหาผ้าอาบน้ำฝน ๑ ภิกษุสำคัญว่าฤดูร้อนยังเหลืออีกกึ่งเดือน ทำนุ่ง ๑ ภิกษุสำคัญว่าฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึง ๑ เดือน แสวงหาจีวรคือผ้าอาบนํ้าฝน ๑ ภิกษุสำคัญว่าฤดูร้อนยังเหลือไม่ถึงกึ่งเดือน ทำนุ่ง ๑ เมื่อภิกษุแสวงหาผ้าอาบนํ้าฝนได้แล้ว ฝนแล้ง เมื่อภิกษุทำผ้าอาบนํ้าฝนนุ่งแล้ว ฝนแล้ง ภิกษุซักเก็บไว้ ๑ ภิกษุนุ่งในสมัย ๑ ภิกษุผู้มีจีวรถูกโจรชิงไป ๑ ภิกษุผู้มีจีวรหายไป ๑ มีอันตราย ๑ ภิกษุผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ วัสสิกสาฏิกสิกขาบทที่ ๔

๕. จีวรอัจฉินทนสิกขาบท

ว่าด้วยการชิงจีวรคืน

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

{๑๔๙} [๖๓๑] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นท่านพระอุปนันทศากยบุตรได้กล่าวชวนภิกษุสัทธิวิหาริกของภิกษุผู้เป็นพี่น้องกันว่า ‘มาเถิด คุณ พวกเราจักหลีกจาริกไปตามชนบทกัน’

ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “กระผมไม่ไปละขอรับ เพราะกระผมมีจีวรชำรุด”

ท่านพระอุปนันทศากยบุตรกล่าวคะยั้นคะยอว่า “ไปเถอะ คุณ ฉันจักให้จีวรแก่คุณเอง” แล้วได้ให้จีวรแก่ภิกษุรูปนั้น

จบ สิกขาบทที่ ๔ เรื่องพระฉัพพัคคีย์