พระวินัยปิฎก มหาวรรค · โกสัมพีขันธกะ
แยกกันทำอุโบสถในสีมา เป็นต้น เล่ม ๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๙ ในโกสัมพีขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค โกสัมพีขันธกะ แยกกันทำอุโบสถในสีมา เป็นต้น (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๓๖๐–๓๖๒
ปวารณาร่วมกับเราไม่ได้ จักต้องปวารณาแยกจากเรา จักทำสังฆกรรมร่วมกับเราไม่ได้ จักต้องทำสังฆกรรมแยกจากเรา จักนั่งบนอาสนะร่วมกับเราไม่ได้ จักต้องนั่งบนอาสนะแยกจากเรา จักนั่งในสถานที่ดื่มข้าวยาคูร่วมกับเราไม่ได้ จักต้องนั่งในสถานที่ดื่มข้าวยาคูแยกจากเรา จักนั่งในโรงฉันร่วมกับเราไม่ได้ จักต้องนั่งในโรงฉันแยกจากเรา จักอยู่ในที่มุงที่บังอันเดียวร่วมกับเราไม่ได้ จักต้องอยู่ในที่มุงที่บังอันเดียวแยกจากเรา จักทำอภิวาท ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมตามลำดับผู้แก่พรรษากับเราไม่ได้ จักต้องทำอภิวาท ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมตามลำดับผู้แก่พรรษาแยกจากเรา ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง ความวิวาท ความแตกแห่งสงฆ์ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ การถือต่างกันแห่งสงฆ์ การทำต่างกันแห่งสงฆ์ซึ่งมีข้อนั้นเป็นเหตุจักมีแก่สงฆ์’ ภิกษุผู้เกรงแต่ความแตกกันพึงยอมแสดงอาบัตินั้นเสีย แม้ด้วยความเชื่อผู้อื่น”ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้แก่ภิกษุพวกที่สนับสนุนภิกษุผู้ถูกยกวัตรแล้วทรงลุกจากที่ประทับ เสด็จกลับ
แยกกันทำอุโบสถในสีมาเป็นต้น
{๒๔๐} [๔๕๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุพวกที่สนับสนุนภิกษุผู้ถูกยกวัตรทำอุโบสถ ทำสังฆกรรมภายในสีมานั้นเอง ส่วนภิกษุพวกที่ยกวัตรไปทำอุโบสถ ทำสังฆกรรมนอกสีมา กาลต่อมา ภิกษุผู้ยกวัตรรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง นั่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุพวกที่สนับสนุนภิกษุผู้ถูกยกวัตรนั้นทำอุโบสถ ทำสังฆกรรมภายในสีมานั้นเอง ส่วนพวกข้าพระองค์เป็นภิกษุพวกที่ยกวัตรต้องไปทำอุโบสถ ทำสังฆกรรมนอกสีมา พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสังว่า “ดูก่อนภิกษุ ถ้าภิกษุพวกที่สนับสนุนภิกษุผู้ถูกยกวัตรนั้นได้ทำอุโบสถ ทำสังฆกรรมกันภายในสีมานั้นเองถูกตามญัตติและอนุสาวนาที่เราบัญญัติไว้ กรรมของพวกเธอนั้นก็ชอบธรรม ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ถ้าพวกเธอเป็นภิกษุพวกยกวัตรได้ทำอุโบสถ ทำสังฆกรรมภายในสีมานั้นเองถูกตามญัตติและอนุสาวนาที่เราบัญญัติไว้ แม้กรรมของพวกเธอนั้นก็ชอบธรรม ไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุพวกนั้นมีสังวาสต่างจากพวกเธอ และพวกเธอก็มีสังวาสต่างจากภิกษุพวกนั้น”นานาสังวาสภูมิ ๒ อย่าง
ดูก่อนภิกษุ ภูมิของภิกษุนานาสังวาสมี ๒ อย่างนี้ คือ ภิกษุทำตนเป็นนานาสังวาสด้วยตน ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันยกวัตรภิกษุนั้นฐานไม่เห็นอาบัติ ฐานไม่ทำคืนอาบัติ หรือฐานไม่ยอมสละทิฏฐิอันชั่วช้า ๑ ดูก่อนภิกษุ ภูมิของภิกษุนานาสังวาส ๒ อย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุ ภูมิของภิกษุสมานสังวาสมี ๒ อย่างนี้ คือ ภิกษุทำตนเป็นสมานสังวาสด้วยตน ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันรับภิกษุนั้นผู้ถูกยกวัตรฐานไม่เห็นอาบัติ ฐานไม่ทำคืนอาบัติ หรือฐานไม่ยอมสละทิฏฐิอันชั่วช้าเข้าหมู่ ๑ ดูก่อนภิกษุ ภูมิของภิกษุสมานสังวาส ๒ อย่างนี้แล”
- ๑นานาสังวาสภูมิ หมายถึงพื้นฐานที่เป็นเหตุให้เป็นนานาสังวาส โดยมีสังวาส คือธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกันของสงฆ์ มีอุโบสถและปวารณาเป็นต้นที่แยกจากกัน และทำอุโบสถทำสังฆกรรมแยกจากกัน
- ๒สมานสังวาสภูมิ หมายถึงพื้นฐานที่เป็นเหตุให้เป็นสมานสังวาส คือ มีสังวาสร่วมกัน ทำอุโบสถทำสังฆกรรมร่วมกัน
ภิกษุประมือกันในโรงฉัน
{๒๔๑} [๔๕๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายเกิดความบาดหมาง เกิดการทะเลาะ ถึงการวิวาทกัน แสดงกายกรรม วจีกรรมอันไม่สมควรต่อกันและกัน ทำการประมือกันในโรงฉัน ในละแวกบ้าน ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทั้งหลายจึงได้เกิดความบาดหมาง เกิดการทะเลาะ ถึงการวิวาทกัน แสดงกายกรรม วจีกรรมอันไม่สมควรต่อกันและกัน ทำการประมือกันในโรงฉัน ในละแวกบ้านเล่า” ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้เกิดความบาดหมาง ... ทำการประมือกันในโรงฉัน ในละแวกบ้านเล่า” แล้วได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงตำหนิห้ามปราม
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายเกิดความบาดหมาง ... ทำการประมือกันในโรงฉันในละแวกบ้าน จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์แตกกันแล้ว แต่ยังทำกิจที่ไม่เป็นธรรมอยู่ เมื่อถ้อยคำไม่ชวนให้ชื่นชมต่อกันเป็นไปอยู่ พวกเธอพึงนั่งบนอาสนะโดยนึกในใจว่า ‘ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พวกเราจักไม่แสดงกายกรรม วจีกรรมอันไม่สมควรต่อกันและกัน จักไม่ทำการประมือกัน’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อสงฆ์แตกกันแล้ว แต่ยังทำกิจที่เป็นธรรมอยู่ เมื่อถ้อยคำอัน
จบ แยกกันทำอุโบสถในสีมา เป็นต้น