พระวินัยปิฎก มหาวรรค · โกสัมพีขันธกะ
เสด็จพาลกโลณการกคาม เล่ม ๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๘–๒๕๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๙ ในโกสัมพีขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค โกสัมพีขันธกะ เสด็จพาลกโลณการกคาม (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๓๗๙–๓๘๖
ถ้าไม่ได้ผู้มีปัญญา ไปกันได้ เป็นนักปราชญ์
คอยช่วยเหลือกันมาเป็นสหาย ก็พึงเที่ยวไปคนเดียว
ดุจพระราชาทรงสละแว่นแคว้นคือราชอาณาจักรเที่ยว
ไปพระองค์เดียว และดุจช้างมาตังคะที่ละฝูงเที่ยวไป
ในป่าแต่ลำพังฉะนั้น
การเที่ยวไปคนเดียวดีกว่า เพราะความเป็น
สหายไม่มีในคนพาล พึงเที่ยวไปคนเดียว และไม่พึง
ทำบาป ดุจช้างมาตังคะมีความขวนขวายน้อย เที่ยว
ไปในป่าแต่ลำพังฉะนั้น
๓. ว่าด้วยการเสด็จพาลกโลณการกคาม
{๒๔๘} [๔๖๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนตรัสพระคาถาเหล่านี้ท่ามกลางสงฆ์แล้วเสด็จพระดำเนินไปทางบ้านพาลกโลณการกคาม ก็สมัยนั้น ท่านพระภคุพักอยู่ที่บ้านพาลกโลณการกคาม ได้แลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จพระดำเนินมาแต่ไกลทีเดียว ครั้นแล้วได้จัดที่ประทับ ตั้งนํ้าล้างพระบาท ตั่งรองพระบาท กระเบื้องเช็ดพระบาท รับเสด็จแล้ว รับบาตรจีวร พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่จัดไว้ ครั้นแล้วให้ล้างพระบาทยุคล ฝ่ายท่านพระภคุถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระภคุผู้นั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งว่า “ดูก่อนภิกษุ เธอยังพอทนได้อยู่หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่หรือ เธอไม่ลำบากด้วยอาหารบิณฑบาตหรือ”
ท่านพระภคุกราบทูลว่า “ยังพอทนได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า และข้าพระองค์ก็ไม่ลำบากด้วยอาหารบิณฑบาต พระพุทธเจ้าข้า”
จึงพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงท่านพระภคุให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากที่ประทับ เสด็จพระดำเนินไปทางปาจีนวังสทายวัน
๔. ว่าด้วยการเสด็จปาจีนวังสทายวัน
[๔๖๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละพักอยู่ที่ปาจีนวังสทายวัน คนเฝ้าสวนได้แลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกลทีเดียว ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนพระสมณะ ท่านอย่าได้เข้ามายังสวนนี้ ในสวนนี้มีกุลบุตรอยู่ ๓ ท่านต่างกำลังมุ่งประโยชน์ของตนอยู่ ท่านอย่าได้ทำความไม่สำราญแก่พวกเขาเลย’ท่านพระอนุรุทธะได้ยินเสียงคนเฝ้าสวนกำลังโต้ตอบกับพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้บอกคนเฝ้าสวนว่า ‘นายทายบาล ท่านอย่าห้ามพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย พระองค์ทรงเป็นศาสดาของพวกเรา เสด็จมาถึงแล้วโดยลำดับ” ครั้นแล้วเข้าไปหาท่านพระนันทิยะและท่านพระกิมพิละถึงที่พัก ครั้นแล้ว ได้แจ้งความข้อนี้แก่ท่านทั้งสองว่า “จงรีบออกไปเถิดพวกท่าน จงรีบออกไปเถิดพวกท่าน พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศาสดาของพวกเราเสด็จมาถึงแล้วโดยลำดับ”จึงท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละพากันลุกไปรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า รูปหนึ่งรับบาตรจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้า รูปหนึ่งปูอาสนะ รูปหนึ่งตั้งนํ้าล้างพระบาท ตั่งรองพระบาท กระเบื้องเช็ด
พระบาท พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ที่จัดไว้ ครั้นแล้วให้ล้างพระบาทยุคล ท่านเหล่านั้นก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถามว่า “ดูก่อนอนุรุทธะ พวกเธอยังพอทนได้อยู่หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่หรือ พวกเธอไม่ลำบากด้วยอาหารบิณฑบาตหรือ”พวกท่านพระอนุรุทธะกราบทูลว่า “ยังพอทนได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า และพวกข้าพระองค์ไม่ลำบากด้วยอาหารบิณฑบาต พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนอนุรุทธะ ก็พวกเธอยังพร้อมเพรียงกัน ยังปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจนํ้านมกับนํ้า มองดูกันด้วยสายตารักกันอยู่หรือ”
“ข้าพระองค์ยังพร้อมเพรียงกัน ยังปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจน้ำนมกับนํ้า มองดูกันด้วยสายตารักกันอยู่โดยส่วนเดียว พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนอนุรุทธะ พวกเธอพร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจนํ้านมกับน้ำ มองดูกันด้วยสายตารักกันอยู่ด้วยวิธีอย่างไรเล่า”
วิธีอยู่ด้วยกันให้เป็นผาสุก
พระอนุรุทธะกราบทูลว่า “ขอประทานวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่เราได้อยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมพรหมจรรย์เห็นปานนี้’ ข้าพระองค์นั้น ได้เข้าไปตั้งเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมไว้ในท่านเหล่านี้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ข้าพระองค์นั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ไฉนหนอเราพึงวางจิตของตนให้เป็นไปตามอำนาจจิตของท่านเหล่านี้เท่านั้น’ ดังนี้แล้ว วางจิตของตนให้เป็นไปตามอำนาจจิตของท่านเหล่านี้แหละ ก็
พวกข้าพระองค์จะต่างกันก็แต่กายเท่านั้น แต่จิตเป็นเหมือนดวงเดียวกัน พระพุทธเจ้าข้า”
ฝ่ายท่านพระนันทิยะและท่านพระกิมพิละก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ก็มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่เราได้อยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมพรหมจรรย์เห็นปานนี้’ ข้าพระองค์นั้นได้เข้าไปตั้งเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมไวัในท่านเหล่านี้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ข้าพระองค์นั้นมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘ไฉนหนอเราพึงวางจิตของตนให้เป็นไปตามอำนาจจิตของท่านเหล่านี้เท่านั้น’ ดังนี้แล้ววางจิตของตนให้เป็นไปตามอำนาจจิตของท่านเหล่านี้แหละ ก็พวกข้าพระองค์จะต่างกันก็แต่กายเท่านั้น แต่จิตเป็นเหมือนดวงเดียวกันพระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน เป็นดุจน้ำนมกับน้ำ มองดูกันด้วยสายตารักกัน อยู่ด้วยวิธีอย่างนี้แล พระพุทธเจ้าข้า”“ดูก่อนอนุรุทธะ ก็พวกเธอเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่กันหรือ”
“พวกข้าพระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่โดยส่วนเดียว พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนอนุรุทธะ ก็พวกเธอเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ด้วยวิธีอย่างไรเล่า”
วิธีอยู่แบบไม่ประมาท
พระอนุรุทธะกราบทูลว่า “ขอประทานวโรกาสเถิด พระพุทธเจ้าข้า บรรดาพวกข้าพระองค์ รูปใดบิณฑบาตกลับจากหมู่บ้านก่อน รูปนั้นก็ปูอาสนะ ตั้งน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ ล้างสำรับกับข้าว
แล้วตั้งไว้ ตั้งนํ้าฉันนํ้าใช้ไว้ รูปใดบิณฑบาตกลับจากหมู่บ้านทีหลัง ถ้ามีอาหารที่ฉันแล้วเหลืออยู่ ถ้าต้องการ ก็ฉัน ถ้าไม่ต้องการ ก็เททิ้งในที่ที่ปราศจากของสดเขียว หรือล้างเสียในนํ้าที่ไม่มีตัวสัตว ์รูปนั้นก็จะเก็บ อาสนะ เก็บน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้า ล้างสำรับกับข้าวแล้วเก็บไว้ เก็บน้ำฉันน้ำใช้ กวาดโรงฉัน รูปใดเห็นหม้อนํ้าฉันหม้อน้ำใช้ หรือหม้อน้ำในวัจกุฎีว่างเปล่า รูปนั้นก็ตักนํ้าตั้งไว้ ถ้ารูปนั้นไม่สามารถ พวกข้าพระองค์ก็กวักมือเรียกเพื่อนมาแล้วช่วยกันตักยกเข้าไปตั้งไว้ แต่พวกข้าพระองค์มิได้บ่นว่าเพราะข้อนั้นเป็นเหตุเลย และพวกข้าพระองค์นั่งประชุมกันด้วยธรรมีกถาตลอดคืนยันรุ่งทุก ๆ ๕ วัน พวกข้าพระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพาน ด้วยวิธีอย่างนี้แล พระพุทธเจ้าข้า”
๕. ว่าด้วยการเสด็จบ้านปาริไลยกะ
{๒๔๙} [๔๖๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงชี้แจงท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมพิละให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วทรงลุกจากที่ประทับ เสด็จพระดำเนินไปทางบ้านปาริไลยกะ เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงบ้านปาริไลยกะแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่โคนไม้สาละใหญ่ ในไพรสณฑ์รักขิตวัน เขตบ้านปาริไลยกะนั้น
เรื่องพญาช้างปาริไลยกะ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ในที่อันสงัด ได้มีความดำริแห่งพระทัยเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “เมื่อก่อนเราวุ่นวายอยู่ด้วยภิกษุชาวพระนครโกสัมพีที่ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อ
ความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์เหล่านั้น จึงอยู่ไม่สำราญเลย เดี๋ยวนี้เราว่างเว้นจากภิกษุชาวพระนครโกสัมพีผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์เหล่านั้น มาอยู่ตามลำพัง ไม่มีเพื่อน เป็นสุขสำราญดี”
แม้ช้างใหญ่เชือกหนึ่งก็มัววุ่นวายอยู่ด้วยช้างพลาย ช้างพัง ลูกช้างใหญ่ ลูกช้างเล็ก ได้กินแต่หญ้ายอดด้วน ส่วนกิ่งไม้ที่พญาช้างนั้นหักลง มากองไว้ ช้างเหล่านั้นก็กินหมด ได้ดื่มแต่นํ้าขุ่น ๆ เมื่อพญาช้างนั้นลงและขึ้นจากท่า ช้างพังก็เดินเสียดสีกายไป ต่อมา พญาช้างนั้นได้มีความดำริดังนี้ว่า “เราวุ่นวายอยู่ด้วยช้างพลาย ช้างพัง ลูกช้างใหญ่ ลูกช้างเล็ก ได้กินแต่หญ้ายอดด้วน ส่วนกิ่งไม้ที่เราหักลงมากองไว้ ช้างเหล่านั้นก็กินหมด ได้ดื่มแต่น้ำขุ่น ๆ เมื่อเราลงและขึ้นจากท่า ช้างพังก็เดินเสียดสีกายไป ไฉนหนอ เราพึงหลีกออกจากโขลงอยู่ตามลำพัง” ครั้นแล้วได้หลีกออกจากโขลงเดินไปทางบ้านปาริไลยกะ ไพรสณฑ์รักขิตวัน ควงไม้สาละใหญ่ เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ครั้นแล้วได้ใช้งวงตักนํ้าฉันน้ำใช้เข้าไปตั้งไว้เพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าและปราบสถานที่ให้ปราศจากของเขียวสดครั้นกาลต่อมา พญาช้างนั้นได้คำนึงว่า “เมื่อก่อนเรามัวแต่วุ่นวายอยู่ด้วยช้างพลาย ช้างพัง ลูกช้างใหญ่ ลูกช้างเล็ก จึงอยู่ไม่สำราญเลย ได้กินแต่หญ้ายอดด้วน ส่วนกิ่งไม้ที่เราหักลงมากองไว้ช้างเหล่านั้นก็กินหมด ได้ดื่มแต่น้ำขุ่น ๆ เมื่อเราลงและขึ้นจากท่า ช้างพังก็เดินเสียดสีกายไป เดี๋ยวนี้ เราว่างเว้นจากช้างพลาย ช้างพัง ลูกช้างใหญ่ ลูกช้างเล็ก มาอยู่ตามลำพัง ไม่มีเพื่อน เป็นสุขสำราญดี”
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความเงียบสงัดของพระองค์ และทรงทราบความดำริแห่งจิตของพญาช้างนั้นด้วยพระทัย จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ขึ้นในเวลานั้นว่า
จิตของพญาช้างผู้มีงางามดุจงอนรถนั้นเสมอด้วย
จิตของท่านผู้ประเสริฐเพราะยินดีในป่าตามลำพัง
เหมือนกัน
{๒๕๐} ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่บ้านปาริไลยกะตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถีนั้น
ชาวพระนครโกสัมพีลงโทษภิกษุที่ทะเลาะกัน
ครั้งนั้น อุบาสกอุบาสิกาชาวพระนครโกสัมพีได้หารือกันว่า “พระคุณเจ้าเหล่าภิกษุชาวพระนครโกสัมพีนี้แลทำความเสียหายใหญ่หลวงให้พวกเรา พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกท่านเหล่านี้รบกวนจึงเสด็จหลีกไปเสีย เอาละ พวกเราไม่ต้องอภิวาท ไม่ต้องลุกรับ ไม่ต้องทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม ไม่ต้องทำสักการะ ไม่ต้องเคารพ ไม่ต้องนับถือ ไม่ต้องบูชาพระคุณเจ้าเหล่าภิกษุชาวพระนครโกสัมพี แม้เข้ามาบิณฑบาตก็ไม่ต้องถวายบิณฑบาต ท่านเหล่านี้ถูกพวกเราไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา เป็นผู้ไม่มีสักการะอย่างนี้ ก็จักหลีกไปหรือจักสึกไป หรือจักให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรด”{๒๕๑} ครั้นแล้วไม่อภิวาท ไม่ลุกรับ ไม่ทำอัญชลีกรรม สามีจิกรรม ไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชาพวกภิกษุชาวพระนครโกสัมพี แม้เข้ามาบิณฑบาตก็ไม่ถวายบิณฑบาต
ครั้งนั้น พวกภิกษุชาวพระนครโกสัมพีถูกอุบาสกอุบาสิกาชาวพระนครโกสัมพีไม่สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา เป็นผู้ไม่มีสักการะจึงปรึกษากันอย่างนี้ว่า “อาวุโสทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลย พวกเราไปพระนครสาวัตถี แล้วระงับอธิกรณ์นี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้ากัน”
๖. ว่าด้วยวัตถุ ๑๘ ประการ
[๔๖๘] ครั้งนั้นแล พวกภิกษุชาวพระนครโกสัมพีเก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรจีวรแล้วพากันเดินทางไปพระนครสาวัตถี
{๒๕๒} ท่านพระสารีบุตรได้สดับข่าวว่า “พวกภิกษุชาวพระนครโกสัมพีผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์เหล่านั้นกำลังเดินทางมาพระนครสาวัตถี” จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
ท่านพระสารีบุตรนั่งเรียบร้อยแล้วได้ทูลถามข้อปฏิบัติกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ได้ข่าวมาว่าพวกภิกษุชาวพระนครโกสัมพีผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์เหล่านั้น กำลังเดินทางมาพระนครสาวัตถี ข้าพระองค์จะปฏิบัติในภิกษุเหล่านั้นอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “สารีบุตร ถ้าเช่นนั้น เธอจงดำรงอยู่ตามธรรม”
ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงทราบธรรมหรืออธรรมอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”
เหตุให้รู้ว่าเป็นอธรรมวาที ๑๘ ประการ
“สารีบุตร อธรรมวาทีภิกษุ เธอจะพึงรู้ได้ด้วยเหตุ ๑๘ ประการ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
๑. แสดงสิ่งที่ไม่เป็นธรรมว่า เป็นธรรม
๒. แสดงสิ่งที่เป็นธรรมว่า ไม่เป็นธรรม
๓. แสดงสิ่งที่ไม่เป็นวินัยว่า เป็นวินัย
๔. แสดงสิ่งที่เป็นวินัยว่า ไม่เป็นวินัย
จบ เสด็จพาลกโลณการกคาม