พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ
พระอุปัชฌายะมีการศึกษาน้อยกว่าสัทธิวิหาริก เล่ม ๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๑–๙๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒๔/๕๒ ในมหาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ พระอุปัชฌายะมีการศึกษาน้อยกว่าสัทธิวิหาริก (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๑๒๕–๑๒๙
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีพรรษาตํ่ากว่า ๑๐ ไม่พึงให้อุปสมบท รูปใดให้อุปสมบท ต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุมีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐ ให้อุปสมบท”
เรื่องพระอุปัชฌาย์โง่เขลาให้อุปสมบท
{๙๑} [๗๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายคิดว่า “เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว” แต่ยังเป็นผู้โง่เขลา ไม่เฉียบแหลม ให้อุปสมบท จึงปรากฏว่าพระอุปัชฌาย์เป็นผู้โง่เขลา สัทธิวิหาริกเป็นผู้ฉลาด ปรากฏว่า พระอุปัชฌาย์เป็นผู้ไม่เฉียบแหลม สัทธิวิหาริกเป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าพระอุปัชฌาย์เป็นผู้มีสุตะน้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีสุตะมาก ปรากฏว่า พระอุปัชฌาย์เป็นผู้มีปัญญาด้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีปัญญาดี แม้ภิกษุรูปหนึ่งเคยเป็นอัญเดียรถีย์ เมื่อพระอุปัชฌาย์ว่ากล่าวโดยชอบธรรม ก็ได้ยกวาทะขึ้นโต้เถียงต่อพระอุปัชฌาย์แล้วกลับไปยังลัทธิเดียรถีย์นั้นตามเดิมบรรดาภิกษุผู้มักน้อย
... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้อ้างว่า ‘เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว’ แต่ยังเป็นผู้โง่เขลา ไม่เฉียบแหลม ให้อุปสมบทเล่า จึงปรากฏว่าพระอุปัชฌาย์เป็นผู้โง่เขลา สัทธิวิหาริกเป็นผู้ฉลาด ปรากฏว่า พระอุปัชฌาย์เป็นผู้ไม่เฉียบแหลม สัทธิวิหาริกเป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าพระอุปัชฌาย์เป็นผู้มีสุตะน้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีสุตะมาก ปรากฏว่าพระอุปัชฌาย์เป็นผู้มีปัญญาด้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีปัญญาดี” ต่อมา ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงอนุญาตพระอุปัชฌาย์ที่ฉลาดกว่าสัทธิวิหาริก
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายอ้างว่า ‘เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้
๑๐ แล้ว’ แต่ยังเป็นผู้โง่เขลา ไม่เฉียบแหลม ให้อุปสมบท จึงปรากฏว่าอุปัชฌาย์เป็นผู้โง่เขลา สัทธิวิหาริกเป็นผู้ฉลาด ปรากฏว่าอุปัชฌาย์เป็นผู้ไม่เฉียบแหลม สัทธิวิหาริกเป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าอุปัชฌาย์เป็นผู้มีสุตะน้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีสุตะมาก ปรากฏว่าอุปัชฌาย์เป็นผู้มีปัญญาด้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีปัญญาดี จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้อ้างว่า ‘เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว’ แต่ยังเป็นผู้โง่เขลา ไม่เฉียบแหลม ให้อุปสมบท จึงปรากฏว่า อุปัชฌาย์เป็นผู้โง่เขลา สัทธิวิหาริกเป็นผู้ฉลาด ปรากฏว่าอุปัชฌาย์เป็นผู้ไม่เฉียบแหลม สัทธิวิหาริกเป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าอุปัชฌาย์เป็นผู้มีสุตะน้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีสุตะมาก ปรากฏว่าอุปัชฌาย์เป็นผู้มีปัญญาด้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีปัญญาดีเล่า การกระทำของพวกโมฆบุรุษเหล่านั้น นั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้โง่เขลา ไม่เฉียบแหลม ไม่พึงให้อุปสมบท รูปใดให้อุปสมบท ต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ฉลาดสามารถ มีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐ ให้อุปสมบท”
เรื่องทรงอนุญาตอาจารย์
{๙๒} [๗๗] ก็โดยสมัยนั้นแล เมื่อพระอุปัชฌาย์ทั้งหลายหลีกไปเสียก็ดี สึกเสียก็ดี ถึงมรณภาพก็ดี ไปเข้ารีตเดียรถีย์เสียก็ดี ภิกษุทั้งหลายไม่มีอาจารย์ ไม่มีใครตักเตือน ไม่มีใครพร่ำสอน จึงนุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีมรรยาทไม่
สมควรเที่ยวบิณฑบาต เมื่อชาวบ้านกำลังบริโภคอยู่ น้อมบาตรสำหรับเที่ยวบิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้างข้าวสุกบ้างด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหารก็ส่งเสียงดังอื้ออึงอยู่
ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีอากัปกิริยาไม่เรียบร้อย เที่ยวบิณฑบาต เมื่อชาวบ้านกำลังบริโภคอยู่ น้อมบาตรสำหรับเที่ยว บิณฑบาตเข้าไปข้างบนของควรบริโภคบ้าง ข้างบนของควรเคี้ยวบ้าง ข้างบนของควรลิ้มบ้าง ข้างบนของควรดื่มบ้าง ขอแกงบ้างข้าวสุกบ้าง ด้วยตนเองมาฉัน แม้ในโรงอาหาร ก็ส่งเสียงดังอื้ออึงอยู่ เหมือนพวกพราหมณ์ในสถานที่เลี้ยงพราหมณ์ฉะนั้นเล่า”ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้นุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีอากัปกิริยาไม่เรียบร้อย ... ส่งเสียงดังอื้ออึงอยู่เล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายนุ่งห่มไม่เรียบร้อย มีอากัปกิริยาไม่เรียบร้อย ... จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตอาจารย์ อาจารย์จักตั้งจิตสนิทสนมฉันบุตรในอันเตวาสิก อันเตวาสิกก็จักตั้งจิตสนิทสนมฉันบิดาในอาจารย์ เมื่อเป็นเช่นนี้ อาจารย์และอันเตวาสิกนั้นต่างจักมีความเคารพ มีความ
ยำเกรง ประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ จักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมวินัยนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อาศัยภิกษุผู้มีพรรษา ๑๐ อยู่ อนุญาตให้ภิกษุผู้มีพรรษา ๑๐ ให้นิสสัย
วิธีถืออาจารย์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลอันเตวาสิก พึงถืออาจารย์ อย่างนี้
อันเตวาสิกนั้นพึงห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าแล้วนั่งกระหย่ง ประนมมือแล้วกล่าวอย่างนี้ ๓ ครั้งว่า
‘ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักอาศัยท่านอยู่ ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักอาศัยท่านอยู่ ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักอาศัยท่านอยู่’อาจารย์รับว่า ‘ดีละ’ หรือว่า ‘เบาใจได้’ หรือว่า ‘ชอบแก่อุบายละ’ หรือว่า ‘สมควรละ’ หรือจะรับว่า ‘จงยังความปฏิบัติให้ถึงพร้อมด้วยอาการอันน่าเลื่อมใสเถิด’ ดังนี้ก็ได้อาจารย์ให้รับรู้ด้วยกาย ให้รับรู้ด้วยวาจา ให้รับรู้ด้วยทั้งกายทั้งวาจาก็ได้ เป็นอันอันเตวาสิกถืออาจารย์แล้ว
- ๑คำว่า อันเตวาสิก ผู้อยู่ในสำนัก หมายถึงภิกษุผู้ขออยู่ร่วมสำนักหรือเป็นศิษย์ ส่วนภิกษุผู้รับให้อยู่ในสำนักเรียกว่า อาจารย์ อันเตวาสิกมี ๔ ประเภท คือ (๑) ปัพพชันเตวาสิก อันเตวาสิก ในการบรรพชา (๒) อุปสัมปทันเตวาสิก อันเตวาสิกในการอุปสมบท (๓) นิสสยันเตวาสิก อันเตวาสิกในการถือนิสสัย (๔) ธัมมันเตวาสิก อันเตวาสิกในการเรียนธรรม (นัย วิ.อ. ๓/๔๓)
- ๒คำว่า อาจารย์ หมายถึงภิกษุผู้ฝึกหัดอบรมมารยาทหรือผู้สั่งสอนวิชาความรู้ มี ๔ ประเภท เหมือนอันเตวาสิก คือ (๑) ปัพพัชชาจารย์ อาจารย์ในการบรรพชา (๒) อุปสัมปทาจารย์ อาจารย์ในการอุปสมบท (๓) นิสสยาจารย์ อาจารย์ในการให้นิสสัย (๔) อุทเทสาจารย์ หรือ ธัมมาจารย์ อาจารย์ในการสอนธรรม (นัย วิ.อ. ๓/๑๖๘)
ไม่รับรู้ด้วยกาย ไม่รับรู้ด้วยวาจา ไม่รับรู้ด้วยทั้งกายทั้งวาจา ไม่เป็นอันอันเตวาสิกถืออาจารย์แล้ว
อาจริยวัตร
{๙๓} [๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิกพึงประพฤติชอบในอาจารย์ วิธีประพฤติชอบในอาจารย์นั้น มีดังต่อไปนี้
อันเตวาสิกพึงลุกแต่เช้าตรู่ ถอดรองเท้า ห่มผ้าเฉวียงบ่าแล้วถวายไม้ชำระฟัน ถวายนํ้าล้างหน้า ปูอาสนะไว้
ถ้าข้าวยาคูมี พึงล้างภาชนะแล้วน้อมข้าวยาคูเข้าไปถวาย เมื่ออาจารย์ดื่มข้าวยาคูแล้ว พึงถวายน้ำ รับภาชนะมา ถือต่ำ ๆ อย่าให้กระทบ ล้างให้สะอาดแล้วเก็บไว้ เมื่ออาจารย์ลุกขึ้นแล้ว พึงเก็บอาสนะถ้าที่ตรงนั้นเปรอะเปื้อน พึงเก็บกวาดที่นั้นเสีย
ถ้าอาจารย์ประสงค์จะเข้าบ้าน พึงถวายผ้านุ่ง พึงรับผ้านุ่งผลัดมา พึงถวายประคดเอว พึงพับผ้าสังฆาฏิให้เป็นชั้นถวาย พึงล้างบาตรแล้ว ถวายพร้อมทั้งนํ้าด้วย
ถ้าอาจารย์ปรารถนาให้เป็นปัจฉาสมณะผู้ติดตาม พึงนุ่งให้เป็นปริมณฑลปิดมณฑล ๓ แล้วคาดประคดเอว คลุมสังฆาฏิทำเป็นชั้น กลัดลูกดุม ล้างบาตรแล้วถือไป เป็นปัจฉาสมณะของอาจารย์ ไม่พึงเดินให้ห่างนัก ไม่พึงเดินให้ชิดนัก พึงรับวัตถุที่เนื่องในบาตรเมื่ออาจารย์กำลังพูด ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง อาจารย์กล่าวถ้อยคำใกล้ต่ออาบัติ พึงห้ามเสีย
เมื่อกลับ พึงมาก่อนแล้วปูอาสนะที่นั่งฉันไว้ พึงเตรียมตั้งนํ้าล้างเท้า ตั่งรองเท้า กระเบื้องเช็ดเท้าไว้ พึงลุกขึ้นรับบาตรและจีวร พึงถวายผ้านุ่งผลัด พึงรับผ้านุ่งมา
จบ พระอุปัชฌายะมีการศึกษาน้อยกว่าสัทธิวิหาริก