arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · ปวารณาขันธกะ

พระพุทธานุญาตเตวาจิกาปวารณา เล่ม ๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๔๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๐ ในปวารณาขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๑๔๐. เทฺววาจิกาทิปวารณา

๑๔๐. เทฺววาจิกาทิปวารณา

ว่าด้วยสงฆ์ปวารณา ๒ หนเป็นต้น

เรื่องชาวป่า

พระวินัยปิฎก มหาวรรค ปวารณาขันธกะ พระพุทธานุญาตเตวาจิกาปวารณา (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๔ หน้า ๒๖๔–๒๖๖ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๔ หน้า ๓๗๔–๓๗๗

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน โกสเลสุ ชนปเท อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย สวรภยํ อโหสิ. ภิกฺขู นาสกฺขึสุ เตวาจิกํ ปวาเรตุํ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว เทฺววาจิกํ ปวาเรตุนฺติ.

พาฬฺหตรํ สวรภยํ อโหสิ. ภิกฺขู นาสกฺขึสุ เทฺววาจิกํ ปวาเรตุํ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว เอกวาจิกํ ปวาเรตุนฺติ.

พาฬฺหตรํ สวรภยํ อโหสิ. ภิกฺขู นาสกฺขึสุ เอกวาจิกํ ปวาเรตุํ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว สมานวสฺสิกํ ปวาเรตุนฺติ.

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย มนุสฺเสหิ ทานํ เทนฺเตหิ เยภุยฺเยน รตฺติ เขปิตา โหติ. อถ โข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ “มนุสฺเสหิ ทานํ เทนฺเตหิ เยภุยฺเยน รตฺติ เขปิตา, สเจ สํโฆ เตวาจิกํ ปวาเรสฺสติ, อปฺปวาริโตว สํโฆ ภวิสฺสติ, อถายํ รตฺติ วิภายิสฺสติ, กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺ”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย มนุสฺเสหิ ทานํ เทนฺเตหิ เยภุยฺเยน รตฺติ เขปิตา โหติ, ตตฺร เจ ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ เอวํ โหติ “มนุสฺเสหิ ทานํ เทนฺเตหิ เยภุยฺเยน รตฺติ เขปิตา, สเจ สํโฆ เตวาจิกํ ปวาเรสฺสติ, อปฺปวาริโตว สํโฆ ภวิสฺสติ, อถายํ รตฺติ วิภายิสฺสตี”ติ พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-

“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, มนุสฺเสหิ ทานํ เทนฺเตหิ เยภุยฺเยน รตฺติ เขปิตา, สเจ สํโฆ เตวาจิกํ ปวาเรสฺสติ, อปฺปวาริโตว สํโฆ ภวิสฺสติ, อถายํ รตฺติ วิภายิสฺสติ; ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ เทฺววาจิกํ เอกวาจิกํ สมานวสฺสิกํ ปวาเรยฺยา”ติ.

อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย ภิกฺขูหิ ธมฺมํ ภณนฺเตหิ ฯเปฯ สุตฺตนฺติเกหิ สุตฺตนฺตํ สงฺคายนฺเตหิ. วินยธเรหิ วินยํ วินิจฺฉินนฺเตหิ. ธมฺมกถิเกหิ ธมฺมํ สากจฺฉนฺเตหิ. ภิกฺขูหิ กลหํ กโรนฺเตหิ เยภุยฺเยน รตฺติ เขปิตา โหติ. ตตฺร เจ ภิกฺขูนํ เอวํ โหติ “ภิกฺขูหิ กลหํ กโรนฺเตหิ เยภุยฺเยน รตฺติ เขปิตา, สเจ สํโฆ เตวาจิกํ ปวาเรสฺสติ, อปฺปวาริโตว สํโฆ ภวิสฺสติ, อถายํ รตฺติ วิภายิสฺสตี”ติ พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-

“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ภิกฺขูหิ กลหํ กโรนฺเตหิ เยภุยฺเยน รตฺติ เขปิตา, สเจ สํโฆ เตวาจิกํ ปวาเรสฺสติ, อปฺปวาริโตว สํโฆ ภวิสฺสติ, อถายํ รตฺติ วิภายิสฺสติ; ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ เทฺววาจิกํ เอกวาจิกํ สมานวสฺสิกํ ปวาเรยฺยา”ติ.

เตน โข ปน สมเยน โกสเลสุ ชนปเท อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย มหาภิกฺขุสํโฆ สนฺนิปติโต โหติ. ปริตฺตญฺจ อโนวสฺสิกํ โหติ. มหา จ เมโฆ อุคฺคโต โหติ. อถ โข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ “อยํ โข มหาภิกฺขุสํโฆ สนฺนิปติโต, ปริตฺตญฺจ อโนวสฺสิกํ, มหา จ เมโฆ อุคฺคโต, สเจ สํโฆ เตวาจิกํ ปวาเรสฺสติ, อปฺปวาริโตว สํโฆ ภวิสฺสติ, อถายํ เมโฆ ปวสฺสิสฺสติ, กถํ นุ โข อเมฺหหิ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺ”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย มหาภิกฺขุสํโฆ สนฺนิปติโต โหติ, ปริตฺตญฺจ อโนวสฺสิกํ โหติ, มหา จ เมโฆ อุคฺคโต โหติ. ตตฺร เจ ภิกฺขูนํ เอวํ โหติ “อยํ โข มหาภิกฺขุสํโฆ สนฺนิปติโต, ปริตฺตญฺจ อโนวสฺสิกํ, มหา จ เมโฆ อุคฺคโต, สเจ สํโฆ เตวาจิกํ ปวาเรสฺสติ, อปฺปวาริโตว สํโฆ ภวิสฺสติ, อถายํ เมโฆ ปวสฺสิสฺสตี”ติ. พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-

“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อยํ มหาภิกฺขุสํโฆ สนฺนิปติโต, ปริตฺตญฺจ อโนวสฺสิกํ, มหา จ เมโฆ อุคฺคโต, สเจ สํโฆ เตวาจิกํ ปวาเรสฺสติ, อปฺปวาริโตว สํโฆ ภวิสฺสติ, อถายํ เมโฆ ปวสฺสิสฺสติ; ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ เทฺววาจิกํ เอกวาจิกํ สมานวสฺสิกํ ปวาเรยฺยา”ติ. อิธ ปน ภิกฺขเว อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุปวารณาย ราชนฺตราโย โหติ ฯเปฯ โจรนฺตราโย โหติ. อคฺยนฺตราโย โหติ. อุทกนฺตราโย โหติ. มนุสฺสนฺตราโย โหติ. อมนุสฺสนฺตราโย โหติ. วาฬนฺตราโย โหติ. สิรึสปนฺตราโย โหติ. ชีวิตนฺตราโย โหติ. พฺรหฺมจริยนฺตราโย โหติ. ตตฺร เจ ภิกฺขูนํ เอวํ โหติ “อยํ โข พฺรหฺมจริยนฺตราโย, สเจ สํโฆ เตวาจิกํ ปวาเรสฺสติ, อปฺปวาริโตว สํโฆ ภวิสฺสติ, อถายํ พฺรหฺมจริยนฺตราโย ภวิสฺสตี”ติ. พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-

“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, อยํ พฺรหฺมจริยนฺตราโย, สเจ สํโฆ เตวาจิกํ ปวาเรสฺสติ, อปฺปวาริโตว สํโฆ ภวิสฺสติ อถายํ พฺรหฺมจริยนฺตราโย ภวิสฺสติ. ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สํโฆ เทฺววาจิกํ เอกวาจิกํ สมานวสฺสิกํ ปวาเรยฺยา”ติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น ณ อาวาสแห่งหนึ่ง ในแคว้นโกศล ในวันปวารณานั้น มีชาวป่ามาพลุกพล่าน ภิกษุทั้งหลายไม่อาจปวารณา ๓ หน จึงนำเรื่องนี้ไป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปวารณา ๒ หน”

ชาวป่าได้มาพลุกพล่านมากขึ้น ภิกษุทั้งหลายไม่อาจปวารณา ๒ หน จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปวารณาหนเดียว”

ชาวป่าได้มาพลุกพล่านมากยิ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายไม่อาจปวารณาหนเดียว จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ปวารณามีพรรษา เท่ากัน”

เรื่องปวารณาเมื่อราตรีจวนสว่าง

สมัยนั้น ณ อาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น ชาวบ้านมัวให้ทานจน ราตรีจวนสว่าง ครั้นแล้ว ภิกษุเหล่านั้นได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “ชาวบ้านมัวให้ทาน จนราตรีจวนสว่าง ถ้าสงฆ์จักปวารณา ๓ หนไซร้ สงฆ์จักปวารณาไม่ทัน เมื่อ เป็นเช่นนี้ ราตรีก็จักสว่าง พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” จึงนำเรื่องนี้ไป กราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น ชาวบ้านให้ทานจนราตรีจวนสว่าง ถ้าภิกษุทั้งหลายในอาวาส นั้นได้ปรึกษากันดังนี้ว่า ”ชาวบ้านมัวให้ทานจนราตรีจวนสว่าง ถ้าสงฆ์จักปวารณา ๓ หนไซร้ สงฆ์จักปวารณาไม่ทัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ราตรีก็จักสว่าง”ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติกรรมวาจาว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ชาวบ้านให้ทานอยู่จนราตรีจวนสว่าง ถ้าสงฆ์จักปวารณา ๓ หนไซร้ สงฆ์จักปวารณาไม่ทัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ราตรีก็จักสว่าง ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว สงฆ์พึงปวารณา ๒ หน ปวารณาหนเดียว ปวารณามี พรรษาเท่ากันภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น ภิกษุ ทั้งหลายกล่าวธรรมกัน ฯลฯ

... ภิกษุผู้ชำนาญพระสูตรก็สาธยายพระสูตรกัน...

... พระวินัยธรก็วินิจฉัยพระวินัยกัน...

... พระธรรมกถึกก็สนทนาธรรมกัน...

... ภิกษุทั้งหลายทะเลาะกันจนราตรีจวนสว่าง ถ้าภิกษุทั้งหลายได้ปรึกษากัน ดังนี้ว่า ภิกษุทั้งหลายทะเลาะกันจนราตรีจวนสว่าง ถ้าสงฆ์จักปวารณา ๓ หนไซร้ สงฆ์จักปวารณาไม่ทัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ราตรีก็จักสว่าง

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุทั้งหลายทะเลาะกันจนราตรีจวนสว่าง ถ้าสงฆ์จักปวารณา ๓ หนไซร้ สงฆ์จักปวารณาไม่ทัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ราตรีก็จักสว่าง ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว สงฆ์พึงปวารณา ๒ หน ปวารณาหนเดียว ปวารณามี พรรษาเท่ากัน”

เรื่องปวารณาขณะที่ฝนตั้งเค้า

สมัยนั้น ณ อาวาสแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล ในวันปวารณานั้น ภิกษุสงฆ์มา ประชุมกันมาก ที่ประชุมจึงคับแคบ คุ้มฝนไม่ได้ และฝนก็ตั้งเค้าใหญ่ ภิกษุเหล่านั้น ได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “ภิกษุสงฆ์มาประชุมกันมาก ที่ประชุมจึงคับแคบ คุ้มฝนไม่ได้ และฝนก็ตั้งเค้าใหญ่ ถ้าสงฆ์จักปวารณา ๓ หนไซร้ สงฆ์จักปวารณาไม่ทัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝนก็จักตกเสียก่อน พวกเราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” จึงนำเรื่อง นี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น ภิกษุสงฆ์มาประชุมกันมาก ที่ประชุมจึงคับแคบ คุ้มฝนไม่ได้ และ ฝนก็ตั้งเค้าใหญ่ ถ้าภิกษุทั้งหลายได้ปรึกษากันดังนี้ว่า ภิกษุสงฆ์มาประชุมกันมาก ที่ประชุมจึงคับแคบ คุ้มฝนไม่ได้ และฝนก็ตั้งเค้าใหญ่ ถ้าสงฆ์จักปวารณา ๓ หนไซร้ สงฆ์จักปวารณาไม่ทัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝนก็จักตกเสียก่อนภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุสงฆ์มาประชุมกันมาก ที่ประชุม ก็คับแคบ คุ้มฝนไม่ได้ ทั้งฝนก็ตั้งเค้าใหญ่ ถ้าสงฆ์จักปวารณา ๓ หนไซร้ สงฆ์จักปวารณาไม่ทัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ฝนก็จักตกเสียก่อน ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว สงฆ์พึงปวารณา ๒ หน ปวารณาหนเดียว ปวารณามีพรรษาเท่ากัน

เรื่องปวารณาเมื่อมีอันตราย ๑๐ อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง

ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ในอาวาสแห่งหนึ่ง ในวันปวารณานั้น

๑. พระราชาเสด็จมา ๒. โจรมาปล้น

๓. ไฟไหม้ ๔. น้ำหลากมา

๕. คนมามาก ๖. ผีเข้าสิงภิกษุ

๗. สัตว์ร้ายเข้ามา ๘. งูร้ายเลื้อยเข้ามา

๙. ภิกษุจะถึงแก่ชีวิต ๑๐. มีอันตรายต่อพรหมจรรย์

ในอันตรายนั้น ถ้าภิกษุทั้งหลายได้ปรึกษากันดังนี้ว่า เหตุนี้แหละ คืออันตราย ต่อพรหมจรรย์ ถ้าสงฆ์จักปวารณา ๓ หนไซร้ สงฆ์จักปวารณาไม่ทัน เมื่อ เป็นเช่นนี้ อันตรายต่อพรหมจรรย์ก็จักเกิดเสียก่อน

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า เหตุนี้แหละ คืออันตรายต่อพรหมจรรย์ ถ้าสงฆ์จักปวารณา ๓ หนไซร้สงฆ์จักปวารณาไม่ทัน เมื่อเป็นเช่นนี้ อันตราย ต่อพรหมจรรย์ก็จักเกิดเสียก่อน ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว สงฆ์พึงปวารณา ๒ หน ปวารณาหนเดียว ปวารณามีพรรษาเท่ากัน

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑หมายถึง ให้ภิกษุที่มีพรรษาเท่ากัน ปวารณาพร้อมกัน (วิ.อ. ๓/๒๓๔/๑๕๘)

จบ พระพุทธานุญาตเตวาจิกาปวารณา