พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จัมมขันธกะ
เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร เล่ม ๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑–๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๖ ในจัมมขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค จัมมขันธกะ เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๑–๑๘
พระไตรปิฎกภาษาไทย
พระบาลีวินัยปิฎก
มหาวรรค
[ทุติยภาค]
ฉบับเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
พุทธศักราช ๒๕๔๙
มหาเถรสมาคม จัดพิมพ์
๕
พระบาลีวินัยปิฎก
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. เรื่องพระโสณโกฬิวิสะ
{๑} [๒๔๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชเสวยราชสมบัติเป็นอิสราธิบดีในหมู่บ้าน ๘ หมื่นแห่ง ก็สมัยนั้น ในนครจัมปา มีเศรษฐีบุตรโกฬิวิสโคตร ชื่อโสณะ เป็นสุขุมาลชาติ ที่ฝ่าเท้า
- ๑มหาวรรค แปลว่า หมวดใหญ่ เป็นชื่อคัมภีร์ที่ ๓ ในบรรดาคัมภีร์ทั้งห้าของพระวินัยปิฎก ว่าด้วยสิกขาบทนอกพระปาติโมกข์ที่เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติอันดีงามของสงฆ์ เป็นหลักการศึกษาอบรมในฝ่ายขนบธรรมเนียมที่จะชักนำความประพฤติและความเป็นอยู่ของพระสงฆ์ให้ดีงามมีคุณยิ่งขึ้นไป ซึ่งเรียกว่า อภิสมาจาริกสิกขา (สิกขาฝ่ายอภิสมาจาร) โดยสงฆ์ไม่ต้องยกขึ้นแสดงทุกครึ่งเดือนเหมือนกับอาทิพรหมจริยกสิกขาซึ่่งเป็นสิกขาบทที่มาในพระปาติโมกข์ จัดเป็น ๒ ภาค (๒ เล่มหนังสือ) แบ่งเนื้อหาออกเป็นตอนๆ ซึ่งเรียกว่า ขันธกะ ได้ ๑๐ ขันธกะ คือ (๑) มหาวรรค ปฐมภาค (ภาค ๑) มี ๔ ขันธกะ ได้แก่ พระบาลีวินัยปิฎก เล่ม ๔ (๒) มหาวรรค ทุติยภาค (ภาค ๒) มี ๖ ขันธกะ ได้แก่ พระบาลีวินัยปิฎก เล่ม ๕ นี้
- ๒จัมมขันธกะ แปลว่า ตอนว่าด้วยเครื่องหนัง ที่ตั้งชื่ออย่างนี้เพราะเนื้อหาส่วนมากว่าด้วยรองเท้าหนังสัตว์และเครื่องลาดหนังที่ทรงอนุญาตและไม่ทรงอนุญาต มี ๑๒ หัวข้อ ๖๓ เรื่อง
- ๓หมายถึงมีบิดาเป็นเศรษฐี เกิดในตระกูลโกฬิวิสะ นิยมเรียกรวมว่า โสณโกฬิวิสะ
ทั้งสองของเขามีขนงอกขึ้น คราวหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช มีพระราชกระแสรับสั่งให้ประชาชนใน ๘ หมื่นหมู่บ้านนั้นประชุมกัน แล้วทรงส่งผู้แทนพระองค์ไปในสำนักเศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะ ดุจทรงมีพระราชกรณียกิจบางอย่างด้วยพระราชกระแสว่า “เจ้าโสณะจงมา เราปรารถนาการมาของเจ้าโสณะ”
ลำดับนั้น มารดาบิดาของเศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะได้พูดตักเตือนโสณโกฬิวิสะว่า “พ่อโสณะ พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรเท้าทั้งสองของเจ้า พ่อโสณะ เจ้าระวังอย่าเหยียดเท้าทั้งสองไปทางที่พระเจ้าอยู่หัวประทับอยู่ จงนั่งขัดสมาธิตรงพระพักตร์ของพระองค์ เมื่อเจ้านั่งแล้ว พระเจ้าอยู่หัวจักทอดพระเนตรเท้าทั้งสองได้”
ครั้งนั้น พวกบริวารชนได้นำเศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะไปด้วยเสลี่ยง ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมแล้วนั่งขัดสมาธิตรงเบื้องพระพักตร์ของท้าวเธอ ท้าวเธอจึงได้ทอดพระเนตรเห็นโลมชาติที่ฝ่าเท้าทั้งสองของเขา ต่อมา ท้าวเธอทรงสั่งสอนประชาชน ๘ หมื่นหมู่บ้านนั้นในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ แล้วทรงส่งไปว่า “ดูก่อนพนาย เจ้าทั้งหลายอันเราสั่งสอนแล้วในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ จงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราพระองค์นั้นจักทรงสั่งสอนเจ้าทั้งหลายในสัมปรายิกัตถประโยชน์ต่อไป”
- ๑ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ประโยชน์ในปัจจุบัน ในที่นี้หมายถึงการงานอันสุจริตชอบธรรม เช่น การเกษตร การค้าขาย เป็นต้น ตลอดถึงหน้าที่อันชอบธรรม เช่น การเลี้ยงดูมารดาบิดา เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นประโยชน์ในโลกนี้ (วิ.อ. ๓/๑๖๓) อนึ่ง ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ตามที่ตรัสไว้ในพระบาลีสุตตันตปิฎก มี ๔ ประการ (ดู องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๕๔)
- ๒สัมปรายิกัตถประโยชน์ ประโยชน์ในภายภพหน้า หมายถึงประโยชน์ในขั้นสูงขึ้นไป ได้แก่ การประพฤติตนให้ถึงพร้อมด้วยหลักธรรม ๔ ประการ คือ ศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญา (ดู องฺ.อฏฐก. (แปล) ๒๓/๕๔)
พระสาคตเถระแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
ต่อจากนั้น ประชาชน ๘ หมื่นหมู่บ้านนั้นพากันไปทางภูเขาคิชฌกูฏ ก็สมัยนั้น ท่านพระสาคตะเป็นพระอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงประชาชน ๘ หมื่นหมู่บ้านนั้นได้พากันเข้าไปหาท่านพระสาคตะถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กราบเรียนว่า “ท่านขอรับ ประชาชน ๘ หมื่นหมู่บ้านเหล่านี้เข้ามากันในที่นี้ก็เพื่อขอเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า”
ท่านพระสาคตะบอกว่า “ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงรอกันอยู่ ณ ที่นี้แหละสักครู่หนึ่ง จนกว่าอาตมาจะกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบ” และเมื่อพวกเขากำลังเพ่งมองอยู่ข้างหน้า ท่านพระสาคตะก็ได้ดำลงไปในแผ่นหินรูปอัฒจันทร์ ผุดขึ้นตรงพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ประชาชน ๘ หมื่นหมู่บ้านเหล่านี้พากันเข้ามา ณ ที่นี้ก็เพื่อขอเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งว่า “ดูก่อนสาคตะ ถ้ากระนั้น เธอจงปูลาดอาสนะที่ร่มเงาหลังวิหาร” ท่านพระสาคตะทูลสนองพระพุทธดำรัสว่า “ทราบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า” แล้วถือตั่งดำลงไปตรงพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อประชาชน ๘ หมื่นหมู่บ้านนั้นกำลังเพ่งมองอยู่ตรงหน้า ก็ผุดขึ้นจากแผ่นหินรูปอัฒจันทร์แล้วปูลาดอาสนะที่ร่มเงาหลังพระวิหาร
ทรงรับสั่งให้พระสาคตะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระวิหารแล้วประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่จัดไว้ ณ ร่มเงาหลังพระวิหาร จึงประชาชน ๘ หมื่นหมู่บ้านนั้นได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง และพวกเขา
พากันสนใจแต่ท่านพระสาคตะเท่านั้น หาได้สนใจพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความดำริแห่งใจของพวกเขาด้วยพระทัย จึงตรัสเรียกท่านพระสาคตะมารับสั่งว่า “ดูก่อนสาคตะ ถ้ากระนั้น เธอจงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ซึ่งเป็นธรรมอันยวดยิ่งของมนุษย์ให้ยิ่งขึ้นไปอีก”
ท่านพระสาคตะทูลรับสนองว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า” แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาส เดินบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง บังหวนควันบ้าง โพลงไฟบ้าง หายตัวบ้าง ในอากาศกลางหาว ครั้นแสดงอิทธิปาฏิหาริย์อันเป็นธรรมยวดยิ่งของมนุษย์หลายอย่างในอากาศกลางหาวแล้ว ท่านพระสาคตะได้ลงมาซบศีรษะลงที่พระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระศาสดาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวก”จึงประชาชน ๘ หมื่นหมู่บ้านนั้นต่างสรรเสริญว่า “เจ้าข้าเอ๋ย น่าอัศจรรย์นัก เจ้าข้าเอ๋ย ไม่เคยมีมาเลย นี่ขนาดสาวกยังมีฤทธิ์มากถึงเพียงนี้ ยังมีอานุภาพมากถึงเพียงนี้ พระศาสดาต้องอัศจรรย์แน่” ดังนี้แล้วพากันสนใจแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น มิได้สนใจท่านพระสาคตะอย่างนั้น
ทรงแสดงอนุปุพพิกถาและจตุราริยสัจ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความดำริแห่งใจของพวกเขาด้วยพระทัย จึงทรงแสดงอนุปุพพิกถา คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา
- ๑อนุปุพพิกถา หมายถึงพระธรรมเทศนาที่แสดงไปโดยลำดับเพื่อฟอกจิตให้หมดจดเป็นชั้นๆ จากง่ายไปหายาก เพื่อเตรียมจิตของผู้ฟังให้พร้อมที่จะรับฟังอริยสัจต่อไป มี ๕ คือ (๑) ทานกถา พรรณนาทาน คือกล่าวถึงคุณของทานโดยประการต่าง ๆ เช่น ทานเป็นเหตุแห่งความสุข เป็นรากฐานแห่งสรรพสมบัติ เป็นแหล่งเกิดโภคสมบัติทั้งหลาย เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายทั้งในโลกนี้และโลกหน้า (๒) สีลกถา พรรรณนาศีล คือกล่าวถึงคุณของศีลเป็นต้นว่าศีลเป็นที่พึ่ง
สัคคกถา กามาทีนวกถา คือ โทษความต่ำทรามความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการออกจากกาม เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบว่าพวกเขามีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีปราศจากมลทินว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา” ได้เกิดขึ้นแก่ประชาชน ๘ หมื่นหมู่บ้านเหล่านั้น ณ ที่นั่งนั้นเอง ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากด่างดำพึงรับนํ้าย้อมได้เป็นอย่างดีฉะนั้น
- ที่อาศัย ที่พักหน่วงเหนี่ยว โภคสมบัติทั้งหลายทั้งในโลกนี้และโลกหน้าล้วนอาศัยศีลเป็นที่พึ่งจึงได้มา (๓) สัคคกถา พรรณนาสวรรค์ (ความสุขที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาม) คือกล่าวถึงความสุขในสวรรค์ว่าน่าปรารถนา น่าใคร น่าพอใจ เป็นต้น ซึ่งในการที่จะเข้าถึงได้ ต้องให้ทาน รักษาศีลโดยเคร่งครัด (๔) กามาทีนวกถา พรรณนาโทษเป็นต้นของกาม คือกล่าวถึงโทษ ข้อบกพร่องต่าง ๆ ของกามทั้งหลาย เป็นต้นว่า กามสุขในสวรรค์ไม่ยั่งยืน มีช่วงยินดีน้อย มีทุกข์มีความคับแค้นมาก (๕) เนกขัมมานิสังสกถา พรรณนาอานิสงส์ในการออกจากกาม คือกล่าวถึงความมีจิตอิสระปลอดโปร่งในการไม่ติดใจเพลิดเพลินอยู่ในกาม การออกบวชเพื่อให้มีฉันทะที่จะแสวงหาความดีงามและความสุขที่สงบประณีตอย่างแท้จริง (นัย ที.สี.อ. ๒๕๐, ที.ม.อ. ๖๘-๖๙, ม.ม.อ. ๖๘-๖๙, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๓๕-๒๓๖, ขุ.อุ.อ. ๓๐๐-๓๐๒)
- ๑คำว่า กาม หมายถึงความใคร่ ความอยาก ความปรารถนา สิ่งที่น่าใคร่น่าปรารถนา มี ๒ ประเภท คือ (๑) วัตถุกาม วัตถุอันน่าใคร่ วัตถุต้องประสงค์ สิ่งที่น่าปรารถนา สิ่งที่อยากได้ โดยสรุปได้แก่ กามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันน่าปรารถนา (๒) กิเลสกาม กิเลสที่ทำให้จิตคิดใคร่ ความอยากที่เป็นตัวกิเลส (ขุ.ม. (แปล) ๒๙/๑)
- ๒นิวรณ์ หมายถึงกิเลสที่กั้นจิตมิให้บรรลุความดี ๕ อย่าง คือ (๑) กามฉันทนิวรณ์ กิเลสที่กั้นจิตคือความพอใจรักใคร่ในกาม (๒) พยาปาทนิวรณ์ กิเลสที่กั้นจิตคือความพยาบาท (๓) ถีนมิทธนิวรณ์ กิเลสที่กั้นจิตคือความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม (๔) อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ กิเลสที่กั้นจิตคือความฟุ้งซ่านและรำคาญ (๕) วิจิกิจฉานิวรณ์ กิเลสที่กั้นจิตคือความลังเลสงสัย (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕, องฺ.ปญฺจก. (แปล) ๒๒/๕๑)
- ๓เรียกว่า สามุกกังสิกเทศนา หรือ อริยสัจจเทศนา (ที.สี.อ. ๒๕๐, ม.ม.อ. ๗๐, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๓๗, ขุ.อุ.อ. ๓๐๓)
พวกเขาได้เห็นธรรมแล้ว ได้บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าเหล่านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดทรงจำพวกข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะออกบวช
{๒} [๒๔๓] ครั้งนั้นแล เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะได้มีความดำริดังนี้ว่า “ด้วยวิธีอย่างไร ๆ เราจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว อันการที่บุคคลผู้ยังครองเรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัดแล้ว มิใช่จะทำได้ง่าย อย่ากระนั้นเลย เราพึงปลงผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสายะ ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตดีกว่า” ครั้นประชาชน ๘ หมื่นหมู่บ้านนั้นชื่นชมยินดีพระ
- ๑คำว่า พรหมจรรย์ หมายถึงความประพฤติประเสริฐ มีความหมาย ๑๐ ประการ คือ ทาน การให้ เวยยาวัจจะ การขวนขวายช่วยเหลือ ปัญจสีละ ศีล ๕ อัปปมัญญา การประพฤติพรหมวิหารอย่างไม่มีขอบเขต เมถุนวิรัติ การงดเว้นจากการเสพเมถุนธรรม สทารสันโดษ ความยินดีเฉพาะคู่ครองของตน วิริยะ ความเพียร อุโปสถังคะ องค์อุโบสถ อริยมรรค ทางอันประเสริฐ และ ศาสนา คือไตรสิกขา ในที่นี้หมายถึงศาสนา (ที.สี.อ. ๑๖๐-๑๖๒)
ภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากที่นั่งถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณหลีกไปแล้ว หลังจากประชาชนเหล่านั้นหลีกไปแล้วไม่นานนัก เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะนั่งอยู่ ณ ที่นั้นแล ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ด้วยวิธีอย่างไร ๆ ข้าพระพุทธเจ้าจึงจะรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว อันการที่บุคคลผู้ยังครองเรือนอยู่จะประพฤติพรหมจรรย์นี้ให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวดุจสังข์ที่ขัดแล้ว มิใช่จะทำได้ง่าย ข้าพระพุทธเจ้าปรารถนาจะปลงผมและหนวดแล้วครองผ้ากาสายะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ขอพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดบวชให้ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะได้รับบรรพชาอุปสมบทในพุทธสำนักแล้ว ก็แลท่านพระโสณะอุปสมบทแล้วไม่นาน ได้พำนักอยู่ ณ ป่าสีตวัน ท่านปรารภความเพียรเกินขนาด เดินจงกรมจนเท้าทั้งสองข้างแตก สถานที่เดินจงกรมเปื้อนโลหิตเหมือนเป็นที่ฆ่าโค
ครั้งนั้น ท่านพระโสณะปลีกตัวเร้นอยู่ในที่สงัด ได้มีความดำริแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “บรรดาพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ปรารภความเพียรอยู่ เราก็เป็นรูปหนึ่ง แต่ไฉนจิตของเราจึงยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นเล่า สมบัติในตระกูลของเราก็ยังมีอยู่ เรา
- ๑ปรารภความเพียร หมายถึงริเริ่มระดมทำความเพียรในสัมมัปปธาน (ความเพียรชอบหรือความเพียรหลัก ๔ ประการ) อย่างเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว (นัย สารตฺถ. ๓/๒๙๒,๓๕๑)
- ๒อาสวะทั้งหลาย คำว่า อาสวะ หมายถึงกิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน กิเลสที่ไหลซึมซ่านไปย้อมใจเมื่อประสบอารมณ์ต่าง ๆ มี ๓ คือ (๑) กามาสวะ อาสวะคือกาม (๒) ภวาสวะ อาสวะคือภพ (๓) อวิชชาสวะ อาสวะคืออวิชชา ในที่บางแห่งจัดอาสวะเป็น ๔ ตามนัยอภิธรรม โดยแยกภวาสวะเป็น ทิฎฐาสวะ อาสวะคือทิฏฐิ (นัย ม.มู.อ. ๑/๗๔. สํ.สฬา.อ. ๑๔)
อาจใช้สอยสมบัติและบำเพ็ญบุญได้ ถ้ากระไร เราพึงสึกไปเป็นคฤหัสถ์แล้วใช้สอยสมบัติและบำเพ็ญบุญเถิด”
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความดำริแห่งจิตของท่านพระโสณะด้วยพระทัยแล้วจึงทรงอันตรธานที่คิชฌกูฏบรรพตมาปรากฏพระองค์ ณ ป่าสีตวัน เปรียบเหมือนบุรุษผู้แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น คราวนั้น พระองค์พร้อมด้วยภิกษุเป็นอันมากเสด็จเที่ยวจาริกไปตามเสนาสนะ ได้เสด็จเข้าไปทางสถานที่เดินจงกรมของท่านพระโสณะ ได้ทอดพระเนตรเห็นสถานที่เดินจงกรมเปื้อนโลหิต ครั้นแล้วจึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสถามว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สถานที่เดินจงกรมแห่งนี้ของใครหนอ เปื้อนโลหิตเหมือนเป็นที่ฆ่าโค”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ท่านพระโสณะปรารภความเพียรเกินขนาด เดินจงกรมจนเท้าทั้งสองข้างแตก สถานที่เดินจงกรมแห่งนี้ของท่านจึงเปื้อนโลหิตเหมือนเป็นที่ฆ่าโค พระพุทธเจ้าข้า”
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จเข้าไปทางที่อยู่ของท่านพระโสณะ ครั้นแล้วประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่จัดไว้ถวาย แม้ท่านพระโสณะก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
ทรงยกเสียงพิณ ๓ สายเป็นข้ออุปมากับการตั้งความเพียร
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามพระโสณะผู้นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควร ข้างหนึ่งว่า “ดูก่อนโสณะ เธอปลีกตัวหลีกเร้นอยู่ในที่สงัด ได้มีความดำริแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘บรรดาพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ปรารภความเพียรอยู่ เราก็เป็นรูปหนึ่ง แต่ไฉนจิตของเราจึงยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะไม่ถือมั่นเล่า สมบัติในตระกูลของเราก็ยังมีอยู่ เราอาจใช้สอยสมบัติและบำเพ็ญบุญได้ ถ้ากระไร เราพึงสึกไปเป็นคฤหัสถ์แล้วใช้สอยสมบัติและบำเพ็ญบุญเถิด’ ดังนี้มิใช่หรือ”
ท่านพระโสณะทูลรับว่า “อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อครั้งเธอยังเป็นคฤหัสถ์ เธอฉลาดในเสียงสายพิณมิใช่หรือ”
“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คราวใดสายพิณของเธอตึงเกินไป คราวนั้นพิณของเธอจะมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม”
“หาเป็นเช่นนั้นได้ไม่ พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คราวใดสายพิณของเธอหย่อนเกินไป คราวนั้นพิณของเธอจะมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม”
“หาเป็นเช่นนั้นได้ไม่ พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนโสณะ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คราวใดสายพิณของเธอไม่ตึงนัก ไม่หย่อนนัก อยู่ในคุณภาวะพอดี ๆ คราวนั้นพิณของเธอจะมีเสียงหรือใช้การได้บ้างไหม”
“เป็นอย่างนั้นได้ พระพุทธเจ้าข้า”
“ดูก่อนโสณะ เหมือนกันนั่นแล ความเพียรที่ปรารภเกินไปนักย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่หย่อนนักก็เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้นแล เธอจงตั้งความเพียรแต่พอเหมาะ จงทราบข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายเสมอกัน และจงถือนิมิตในความสมํ่าเสมอนั้น”
- ๑ข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายเสมอกัน คำว่า อินทรีย์ ในที่นี้หมายถึงอินทรียธรรม ๕ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายเสมอกัน คือการประกอบอินทรียธรรมที่เป็นคู่ ปรับกันให้ทำหน้าที่เท่าเทียมเสมอกัน ไม่ให้ยิ่งหรือหย่อนกว่ากัน โดยปรับสัทธาให้เสมอกับปัญญาและในขณะเดียวกันก็ปรับปัญญาให้เสมอกับสัทธา ปรับวิริยะให้เสมอกับสมาธิและพร้อมกันนั้นก็ปรับสมาธิให้เสมอกับวิริยะ ส่วนสตินั้นเป็นสภาพคอยกำกับให้สม่ำเสมอกัน ยิ่งมีมากเท่าไรยิ่งดี ไม่มีคำว่าเกิน (นัย วิ.อ. ๓/๑๖๔)
- ๒นิมิต ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เป็นเครื่องหมายสำหรับให้จิตกำหนดในการประกอบความเพียร ได้แก่ นิมิตในสมถะ วิปัสสนา มรรค และผล ถือนิมิต ก็คือการทำให้เกิดขึ้น (นัย วิ.อ. ๓/๑๖๔)
ท่านพระโสณะทูลรับสนองพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “จะปฏิบัติตามพระพุทธโอวาทอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสั่งสอนท่านพระโสณะด้วยพระโอวาทข้อนี้แล้วทรงอันตรธานที่ป่าสีตวันต่อหน้าท่านพระโสณะแล้วมาปรากฏพระองค์ ณ คิชฌกูฏบรรพต เปรียบเหมือนคนที่แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น
พระโสณะสำเร็จพระอรหัตตผล
ครั้นกาลต่อมา ท่านพระโสณะได้ตั้งความเพียรแต่พอเหมาะ ทราบข้อที่อินทรีย์ทั้งหลายเสมอกัน และได้ถือนิมิตในความสม่ำเสมอนั้น ครั้นแล้วได้ปลีกตัวออกไปอยู่ตามลำพัง ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่ ไม่นานเท่าไรนัก ก็ได้ทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันเป็นคุณยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการกัน ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่แล้ว รู้ชัดว่า “ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว
- ๑ชาติสิ้นแล้ว คำว่า ชาติ ในที่นี้หมายถึงรูปกายของสัตว์ที่เกิดอยู่ในภพที่มีขันธ์ ๑ (อสัญญีสัตว์) ขันธ์ ๔ (อรูปพรหม) และขันธ์ ๕ (สัตว์ที่เกิดในอบายภูมิ มนุษย์ เทพ รูปพรหม) ไม่ได้หมายถึงชาติก่อน ชาติหน้า ชาติปัจจุบัน (ที.สี.อ. ๒๐๒-๒๐๓, สํ.ส.อ. ๑๙๔, องฺ.ติก.อ. ๑๖๕, ขุ.อุ.อ. ๑๘๓, ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๐)
- ๒พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว คำว่า พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงมรรค คือสำเร็จมรรคผล เป็นพระอรหันตขีณาสพแล้ว ในที่นี้หมายถึงมรรคพรหมจรรย์ (วิ.อ. ๑/๑๖๙, ที.สี.อ. ๑/๑๖๙, สํ.ส.อ. ๑๙๔, องฺ.ติก.อ. ๑๖๖, ขุ.อุ.อ. ๑๘๔, ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๐)
- ๓กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว คำว่า กิจ ในที่นี้หมายถึงกิจในอริยสัจ ๔ คือ (๑) ปริญญากิจ กิจคือการกำหนดรู้ทุกข์ (๒) ปหานกิจ กิจคือการละเหตุเกิดแห่งทุกข์ (๓) สัจฉิกิริยากิจ กิจคือการทำให้แจ้งซึ่งความดับทุกข์ (๔) ภาวนากิจ กิจคือการอบรมอริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญ ซึ่งแต่ละกิจประกอบในมรรค ๔ จึงรวมเป็นกิจ ๑๖ (ที.สี.อ. ๒๐๓, สํ.ส.อ. ๑๙๔, องฺ.ติก.อ. ๑๖๖, ขุ.อุ.อ. ๑๘๔, ขุ.สุ.อ. ๑/๑๖๐)
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก” ดังนี้ ก็แลบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านพระโสณะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งแล้ว
พรรณนาคุณของพระขีณาสพ
{๓} [๒๔๔] ครั้งนั้นแล ท่านพระโสณะบรรลุพระอรหัตแล้วได้คิดว่า “อย่ากระนั้นเลย เราพึงพยากรณ์อรหัตตผลในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า” จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า“พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดเป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตน
- ๑กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก หมายถึงไม่มีกิจหรือหน้าที่ในการบำเพ็ญมรรคญาณเพื่อความหมดสิ้นกิเลสอีกต่อไป เพราะการบรรลุอรหัตตผลเป็นจุดสิ้นสุดทุกข์และเป็นจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา (ที.สี.อ. ๒๐๓, สํ.ส.อ. ๑๙๔, ฯลฯ)
- ๒พยากรณ์อรหัตตผล หมายถึงบอกเป็นนัยให้ทราบว่าตนเป็นพระอรหันต์ (วิ.อ. ๓/๑๖๔)
- ๓อรหันตขีณาสพ หมายถึงเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คำว่า อรหันต์ มีความหมาย ๕ อย่าง คือ (๑) ผู้ไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง (๒) ผู้ทำลายข้าศึกคือกิเลสได้หมดสิ้น (๓) ผู้หักกงกำแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้เด็ดขาด (๔) ผู้ควรรับทักษิณาอย่างยิ่ง (๕) ผู้ไม่มีที่ลับในการทำบาป คำว่า ขีณาสพ แปลว่า ผู้สิ้นอาสวะแล้ว หมายถึงละกิเลสที่ชื่อว่าอาสวะ ๔ อย่างได้เด็ดขาดแล้ว (นัย วิ.อ. ๑/๑๐๓, ที.ปา.อ. ๔๘ ฯลฯ)
- ๔อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว หมายถึงอยู่จบธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วมกับครู ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันเลิศคืออริยมรรค และธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยะ ๑๐ ประการแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗ ฯลฯ)
- ๕มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว หมายถึงเป็นผู้สำเร็จกิจที่เหล่าเสขบุคคลจำต้องทำด้วยอริยมรรค ๔ แล้ว กล่าวคือไม่มีกิจที่ต้องทำเกี่ยวกับการบรรลุภาวะสิ้นทุกข์อีกแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗ ฯลฯ)
- ๖ปลงภาระได้แล้ว หมายถึงเป็นผู้วางภาระ (สิ่งที่ต้องนำพา) ๓ อย่าง คือ เบญจขันธ์ กิเลส อภิสังขาร (บุญ บาป ฌานสมาบัติ) และกามคุณ ๕ ลงได้หมดแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗, สํ.ส.อ. ๑๓๑)
- ๗บรรลุประโยชน์ตนแล้ว หมายถึงบรรลุประโยชน์อย่างยิ่งของตนคือพระอรหัตตผลแล้ว (ม.มู.อ. ๑/๔๗, สํ.ส.อ. ๑๓๑ ฯลฯ)
แล้ว มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ ภิกษุนั้นย่อมน้อมใจไปสู่เหตุ ๖ สถาน คือ
๑. น้อมใจไปสู่บรรพชา ๒. น้อมใจไปสู่ความเงียบสงัด
๓. น้อมใจไปสู่ความไม่เบียดเบียน ๔. น้อมใจไปสู่ความสิ้นอุปาทาน
๕. น้อมใจไปสู่ความสิ้นตัณหา ๖. น้อมใจไปสู่ความไม่หลง
พระพุทธเจ้าข้า ก็บางทีจะมีบางท่านในพระธรรมวินัยนี้สำคัญเห็นเช่นนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้อาศัยแต่เพียงศรัทธาอย่างเดียวเป็นแน่ จึงน้อมใจไปสู่บรรพชาได้’ ดังนี้ พระพุทธเจ้าข้า ก็ข้อนี้ไม่พึงเห็นอย่างนั้นเลย ภิกษุขีณาสพผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว เมื่อไม่เห็นว่าตนยังมีกิจที่จะต้องทำหรือจะต้องเพิ่มพูนกิจที่ได้ทำเสร็จแล้วอีก จึงน้อมใจไปสู่บรรพชาโดยที่ตนปราศจากราคะเพราะสิ้นราคะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่บรรพชาโดยที่ตนปราศจากโทสะเพราะสิ้นโทสะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่บรรพชาโดยที่ตนปราศจากโมหะเพราะสิ้นโมหะแล้ว
- ๑มีกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพหมดสิ้นแล้ว หมายถึงเป็นผู้ละกิเลสที่ชื่อว่าสังโยชน์ (กิเลสเครื่องประกอบคือผูกมัดเหล่าสัตว์ไว้ในภพ หรือประกอบภพไว้ด้วยภพ) ๑๐ อย่าง คือ (๑) กามราคะ ความติดใจในกามคุณ (๒) ปฏิฆะ ความขัดเคืองใจ (๓) มานะ ความสำคัญตน (๔) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๕) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๖) สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต (๗) ภวราคะ ความติดใจอยู่ในภพ (๘) อิสสา ความริษยา (๙) มัจฉริยะ ความตระหนี่ (๑๐) อวิชชา ความหลงไม่รู้สภาพจริง ได้อย่างเด็ดขาด (ม.มู.อ. ๑/๔๗, ขุ.อิติ. ๑๘๙) สังโยชน์ ๑๐ ในที่นี้เป็นอีกนัยหนึ่ง ซึ่งต่างจากสังโยชน์ในพระบาลีบางแห่ง (ดู ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕)
- ๒หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ หมายถึงเป็นผู้มีความหลุดพ้นทางจิตโดยมีภาวะจิตหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลายและหลุดพ้นทางนิพพานโดยมีภาวะจิตที่น้อมอยู่ในภาวะสิ้นทุกข์ (ม.มู.อ. ๑/๔๘, ขุ.อิติ.อ.๑๘๙) หรือรู้แจ้งอริยสัจ ๔ ด้วยมรรคปัญญาแล้วจึงหลุดพ้นด้วยผลวิมุตติ (สํ.ส.อ.๑๓๑) หรือหลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยเหตุที่ถูกต้อง (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๙)
- ๓ย่อมน้อมใจไปสู่เหตุ ๖ สถาน คำว่า ย่อมน้อมใจไป หมายถึงเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอดอย่างประจักษ์ชัด คำว่า เหตุ ๖ สถาน ทั้งหมดเป็นชื่อของอรหัตตผล (วิ.อ. ๓/๑๖๔)
พระพุทธเจ้าข้า ก็บางทีจะมีบางท่านในพระธรรมวินัยนี้สำคัญเห็นเช่นนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้ปรารถนาลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นแน่ จึงน้อมใจไปสู่ความเงียบสงัด’ ดังนี้ พระพุทธเจ้าข้า ก็ข้อนี้ไม่พึงเห็นอย่างนั้นเลย ภิกษุขีณาสพผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว เมื่อไม่เห็นว่าตนยังมีกิจที่จำจะต้องทำหรือจะต้องเพิ่มพูนกิจที่ได้ทำเสร็จแล้วอีก จึงน้อมใจไปสู่ความเงียบสงัดโดยที่ตนปราศจากราคะเพราะสิ้นราคะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่ความเงียบสงัดโดยที่ตนปราศจากโทสะเพราะสิ้นโทสะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่ความเงียบสงัดโดยที่ตนปราศจากโมหะเพราะสิ้นโมหะแล้วพระพุทธเจ้าข้า ก็บางทีจะมีบางท่านในพระธรรมวินัยนี้สำคัญเห็นเช่นนี้ว่า
‘ท่านผู้นี้เชื่อถือสีลัพพตปรามาสว่าเป็นแก่นสารเป็นแน่ จึงน้อมใจไปสู่ความไม่เบียดเบียน’ ดังนี้ พระพุทธเจ้าข้า ก็ข้อนี้ไม่พึงเห็นอย่างนั้นเลย ภิกษุขีณาสพผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีกิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว เมื่อไม่เห็นว่าตนยังมีกิจที่จำจะต้องทำหรือจะต้องเพิ่มพูนกิจที่ได้ทำเสร็จแล้วอีก จึงน้อมใจไปสู่ความไม่เบียดเบียนโดยที่ตนปราศจากราคะเพราะสิ้นราคะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่ความไม่เบียดเบียนโดยที่ตนปราศจากโทสะเพราะสิ้นโทสะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่ความไม่เบียดเบียนโดยที่ตนปราศจากโมหะเพราะสิ้นโมหะแล้วจึงน้อมใจไปสู่ความสิ้นอุปาทานโดยที่ตนปราศจากราคะเพราะสิ้นราคะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่ความสิ้นอุปาทานโดยที่ตนปราศจากโทสะเพราะ
- ๑อุปาทาน ความถือมั่น หมายถึงภาวะจิตที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นผูกพันเอาตัวตนเป็นที่ตั้งด้วยอำนาจกิเลส มี ๔ อย่าง คือ (๑) กามุปาทาน ความถือมั่นกาม ได้แก่ ความกำหนัดที่เกี่ยวเนื่องด้วยกามคุณ ๕ (๒) ทิฏฐุปาทาน ความถือมั่นทิฏฐิ ได้แก่ ความเห็นผิดที่ดิ่งสุดโต่งต่าง ๆ เช่น เห็นว่าอัตตาและโลกเที่ยง เป็นต้น (๓) สีลัพพตุปาทาน ความถือมั่นศีลพรต ได้แก่ หลักความประพฤติลัทธิพิธีต่าง ๆ ของนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนาที่ยึดถือว่าสามารถทำให้บริสุทธิ์ได้ (๔) อัตตวาทุปาทาน ความถือมั่นวาทะว่าตัวตน ได้แก่ สักกายทิฏฐิ คือความถือหรือสำคัญมั่นหมายอยู่ภายในว่ามีตัวตนที่จะได้ จะมี จะเป็น จะสูญสลายเป็นต้น (นัย ม.มู.อ. ๑/๒๓๒-๒๓๓)
สิ้นโทสะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่ความสิ้นอุปาทานโดยที่ตนปราศจากโมหะเพราะสิ้นโมหะแล้ว
จึงน้อมใจไปสู่ความสิ้นตัณหาโดยที่ตนปราศจากราคะเพราะสิ้นราคะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่ความสิ้นตัณหาโดยที่ตนปราศจากโทสะเพราะสิ้นโทสะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่ความสิ้นตัณหาโดยที่ตนปราศจากโมหะเพราะสิ้นโมหะแล้วจึงน้อมใจไปสู่ความไม่หลงใหลโดยที่ตนปราศจากราคะเพราะสิ้นราคะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่ความไม่หลงใหลโดยที่ตนปราศจากโทสะเพราะสิ้นโทสะแล้ว จึงน้อมใจไปสู่ความไม่หลงใหลโดยที่ตนปราศจากโมหะเพราะสิ้นโมหะแล้วพระพุทธเจ้าข้า แม้หากรูปารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ผ่านมาสู่คลองจักษุของภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ ก็ครอบงำจิตของภิกษุนั้นไม่ได้เลย จิตของภิกษุนั้นย่อมเป็นธรรมชาติที่อารมณ์ทำให้
- ๑ตัณหา หมายถึงความทะยานอยาก ความดิ้นรน ความปรารถนา ความแส่หาในอารมณ์ มี ๓ อย่าง คือ (๑) กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม (๒) ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป (๓) วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ ความอยากทำลาย อยากให้ดับสูญ (นัย ที.ปา.อ. ๑๘๒, อภิ.วิ.อ. ๑/๑๙)
- ๒รูปารมณ์ อารมณ์คือรูป คำว่า อารมณ์ ในทางธรรม หมายถึงเครื่องยึดหน่วงของจิต สิ่งที่จิตยึดหน่วง หรือสิ่งที่จิตรับรู้ ได้แก่ อายตนะภายนอก ๖ คือ (๑) รูปารมณ์ อารมณ์คือรูป หรือสิ่งที่จิตรับรู้ทางตา ได้แก่ รูปหรือแสงสีต่าง ๆ ที่ตามองเห็น (๒) สัททารมณ์ อารมณ์คือเสียง หรือสิ่งที่จิตรับรู้ทางหู ได้แก่ เสียงต่าง ๆ ที่หูได้ยิน (๓) คันธารมณ์ อารมณ์คือกลิ่น หรือสิ่งที่จิตรับรู้ทางจมูก ได้แก่ กลิ่นต่าง ๆ ที่จมูกสูดดม (๔) รสารมณ์ อารมณ์คือรส หรือสิ่งที่จิตรับรู้ทางลิ้น ได้แก่ รสต่าง ๆ ที่ลิ้นลิ้มรู้ (๕) โผฏฐัพพารมณ์ อารมณ์คือโผฏฐัพพะ หรือสิ่งที่จิตรับรู้ทางกายประสาท ได้แก่ สิ่งใด ๆ ที่กระทบถูกต้องกายแล้วเกิดการรับรู้ได้ เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นต้น หรือเรียกสามัญว่า สัมผัสทางกาย (๖) ธรรมารมณ์ อารมณ์ทางใจ หรือสิ่งที่จิตนึกคิด ได้แก่ สิ่งที่เป็นนามธรรมต่าง ๆ ที่จิตคิดปรุงแต่ง หรือความคิด (นัย องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๐๒)
เจือติดอยู่ไม่ได้ ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิดความดับของจิตนั้น
แม้หากสัททารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยโสตะ ...
แม้หากคันธารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ...
แม้หากรสารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ..
แม้หากโผฏฐัพพารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยกาย ...
แม้หากธรรมารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยมโน (ใจ) ผ่านมาสู่คลองมโนของภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ ก็ครอบงำจิตของภิกษุนั้นไม่ได้เลย จิตของภิกษุนั้นย่อมเป็นธรรมชาติที่อารมณ์ทำให้เจือติดอยู่ไม่ได้ ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิดความดับของจิตนั้นพระพุทธเจ้าข้า ภูเขาศิลาที่ไม่มีช่องไม่มีโพรงเป็นแท่งทึบเดียวกัน แม้หากลมฝนที่แรงกล้าจะพัดมาแต่ทิศตะวันออก ก็ทำให้ภูเขานั้นหวั่นไหวสะเทือนสะท้านไม่ได้เลย
แม้หากลมฝนอย่างแรง จะพัดมาแต่ทิศตะวันตก ...
แม้หากลมฝนอย่างแรง จะพัดมาแต่ทิศเหนือ ...
แม้หากลมฝนอย่างแรง จะพัดมาแต่ทิศใต้ ก็ทำให้ภูเขานั้นหวั่นไหวสะเทือนสะท้านไม่ได้เลย แม้ฉันใด
พระพุทธเจ้าข้า แม้หากรูปารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยจักษุผ่านมาสู่คลองจักษุของภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ ก็ครอบงำจิตของภิกษุนั้นไม่ได้เลย จิตของภิกษุนั้นย่อมเป็นธรรมชาติที่อารมณ์ทำให้เจือติดอยู่ไม่ได้ ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิดความดับของจิตนั้นแม้หากสัททารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยโสตะ ...
แม้หากคันธารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ...
แม้หากรสารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ...
แม้หากโผฏฐัพพารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยกาย ...
แม้หากธรรมารมณ์ที่หยาบ ซึ่งจะพึงรู้แจ้งด้วยมโน ผ่านมาสู่คลองมโนของภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบอย่างนี้ ก็ครอบงำจิตของภิกษุนั้นไม่ได้เลย จิตของภิกษุนั้นย่อมเป็นธรรมชาติที่อารมณ์ทำให้เจือติดอยู่ไม่ได้ ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว และภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นความเกิดความดับของจิตนั้น ฉันนั้นเหมือนกันแล”
{๔} จิตของภิกษุผู้น้อมไปสู่บรรพชา ๑ ผู้น้อมไปสู่ความ
เงียบสงัดแห่งใจ ๑ ผู้น้อมไปสู่ความไม่เบียดเบียน ๑
ผู้น้อมไปสู่ความสิ้นอุปาทาน ๑ ผู้น้อมไปสู่ความสิ้น
ตัณหา ๑ ผู้น้อมไปสู่ความไม่หลงใหลแห่งใจ ๑ ย่อม
หลุดพ้นโดยชอบ เพราะเห็นความเกิดและความดับ
แห่งอายตนะทั้งหลาย
ภิกษุผู้มีจิตหลุดพ้นแล้วโดยชอบ ผู้มีจิตสงบ
แล้วนั้นไม่มีการเพิ่มพูนกิจที่ได้ทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจที่
จำจะต้องทำอีก
ภูเขาศิลาล้วนเป็นแท่งทึบเดียวกันย่อมไม่สะเทือน
ด้วยลม ฉันใด รูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ และ
ธรรมารมณ์ทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาทั้งสิ้น
ย่อมทำจิตที่ตั้งมั่นแล้ว หลุดพ้นวิเศษแล้วของท่านผู้
คงที่ให้หวั่นไหวไม่ได้ ฉันนั้น ท่านย่อมพิจารณาเห็น
ความเกิดและความดับของจิตนั้นด้วย
- ๑นิคมคาถา คือคำบาลีร้อยกรองยํ้าความหรือสรุปความที่กล่าวมาเพื่อเน้นประเด็นให้เด่นชัด
๒. พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้าสองชั้นเป็นต้น
{๕} [๒๔๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย พวกกุลบุตรย่อมพยากรณ์อรหัตตผล กล่าวแต่ใจความ และไม่น้อมตนเข้าไปหา ก็แต่ว่าโมฆบุรุษบางพวกในธรรมวินัยนี้ย่อมพยากรณ์อรหัตตผลเหมือนเป็นของสนุก ภายหลังต้องทุกข์เดือดร้อน”
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระโสณะว่า “ดูก่อนโสณะ เธอเองเป็นสุขุมาลชาติ เราอนุญาตรองเท้าชั้นเดียวแก่เธอ”
ท่านพระโสณะกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าละเงินประมาณ ๘๐ เล่มเกวียนและกองพลที่มีช้าง ๗ เชือก ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตแล้ว จักมีผู้กล่าวหาข้าพระพุทธเจ้านั้นได้ว่า ‘โสณโกฬิวิสะละเงินประมาณ ๘๐ เล่มเกวียนและกองพลที่มีช้าง ๗ เชือก ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตแล้ว เดี๋ยวนี้ยังข้องอยู่ในเรื่องรองเท้าชั้นเดียว’ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงอนุญาตแก่พระภิกษุสงฆ์ แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็จักใช้สอย ถ้าจักไม่ทรงอนุญาตแก่พระภิกษุสงฆ์ แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็จักไม่ใช้สอย พระพุทธเจ้าข้า”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรองเท้าชั้นเดียว ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าสองชั้น ไม่พึงสวมรองเท้าสามชั้น ไม่พึงสวมรองเท้าหลายชั้น รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ”
- ๑กล่าวแต่ใจความ หมายถึงบอกให้รู้ลอยๆ แต่ว่าเป็นพระอรหันต์ (วิ.อ.๓/๑๖๖)
- ๒ไม่น้อมตนเข้าไปหา หมายถึงมิได้กล่าวผูกพันตนด้วยการแสดงให้ปรากฏว่าตน (เรา) เป็นพระอรหันต์ (วิ.อ. ๓/๑๖๖)
- ๓โมฆบุรุษ บุรุษเปล่า คนเปล่าประโยชน์ คนที่ใช้การไม่ได้ เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกคนที่ไม่มีอุปนิสัยต่อการบรรลุมรรคผลในอัตภาพชาติปัจจุบัน หรือถึงแม้จะมีอุปนิสัย แต่ยังไม่มีการบรรลุมรรคผลในขณะนั้น (นัย ม.มู.อ. ๑/๓๔๔)
จบ เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร