arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จัมมขันธกะ

ทรงอนุญาตรองเท้า เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕–๑๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๖ ในจัมมขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค จัมมขันธกะ ทรงอนุญาตรองเท้า (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๑๘–๓๐

หน้า ๑๘

๒. พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้าสองชั้นเป็นต้น

{๕} [๒๔๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “เป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย พวกกุลบุตรย่อมพยากรณ์อรหัตตผล กล่าวแต่ใจความ และไม่น้อมตนเข้าไปหา ก็แต่ว่าโมฆบุรุษบางพวกในธรรมวินัยนี้ย่อมพยากรณ์อรหัตตผลเหมือนเป็นของสนุก ภายหลังต้องทุกข์เดือดร้อน”

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะท่านพระโสณะว่า “ดูก่อนโสณะ เธอเองเป็นสุขุมาลชาติ เราอนุญาตรองเท้าชั้นเดียวแก่เธอ”

ท่านพระโสณะกราบทูลว่า “ข้าพระพุทธเจ้าละเงินประมาณ ๘๐ เล่มเกวียนและกองพลที่มีช้าง ๗ เชือก ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตแล้ว จักมีผู้กล่าวหาข้าพระพุทธเจ้านั้นได้ว่า ‘โสณโกฬิวิสะละเงินประมาณ ๘๐ เล่มเกวียนและกองพลที่มีช้าง ๗ เชือก ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตแล้ว เดี๋ยวนี้ยังข้องอยู่ในเรื่องรองเท้าชั้นเดียว’ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงอนุญาตแก่พระภิกษุสงฆ์ แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็จักใช้สอย ถ้าจักไม่ทรงอนุญาตแก่พระภิกษุสงฆ์ แม้ข้าพระพุทธเจ้าก็จักไม่ใช้สอย พระพุทธเจ้าข้า”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรองเท้าชั้นเดียว ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าสองชั้น ไม่พึงสวมรองเท้าสามชั้น ไม่พึงสวมรองเท้าหลายชั้น รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กล่าวแต่ใจความ หมายถึงบอกให้รู้ลอยๆ แต่ว่าเป็นพระอรหันต์ (วิ.อ.๓/๑๖๖)
  2. ๒ไม่น้อมตนเข้าไปหา หมายถึงมิได้กล่าวผูกพันตนด้วยการแสดงให้ปรากฏว่าตน (เรา) เป็นพระอรหันต์ (วิ.อ. ๓/๑๖๖)
  3. ๓โมฆบุรุษ บุรุษเปล่า คนเปล่าประโยชน์ คนที่ใช้การไม่ได้ เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกคนที่ไม่มีอุปนิสัยต่อการบรรลุมรรคผลในอัตภาพชาติปัจจุบัน หรือถึงแม้จะมีอุปนิสัย แต่ยังไม่มีการบรรลุมรรคผลในขณะนั้น (นัย ม.มู.อ. ๑/๓๔๔)
หน้า ๑๙

๓. พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้าสีเขียวล้วนเป็นต้น

{๖} [๒๔๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าสีเขียวล้วน ... สวมรองเท้าสีเหลืองล้วน ... สวมรองเท้าสีแดงล้วน ... สวมรองเท้าสีบานเย็น ล้วน ... สวมรองเท้าสีดำล้วน ... สวมรองเท้าสีแสดล้วน ... สวมรองเท้าสีชมพูล้วน พวกชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าสีเขียวล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีเหลืองล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีแดงล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีบานเย็นล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีดำล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีแสดล้วน ไม่พึงสวมรองเท้าสีชมพูล้วน รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้ามีหูไม่สมควร

สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สวมรองเท้ามีหูสีเขียว ... สวมรองเท้ามีหูสีเหลือง ... สวมรองเท้ามีหูสีแดง ... สวมรองเท้ามีหูสีบานเย็น ... สวมรองเท้ามีหูสีดำ ... สวมรองเท้ามีหูสีแสด ... สวมรองเท้ามีหูสีชมพู พวกชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ภิกษุฉัพพัคคีย์ ภิกษุพวก ๖ เป็นภิกษุเหลวไหลที่ชอบก่อเรื่องเสียหายเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทหลายข้อ รวมกันเป็นพวกได้ ๖ รูป คือ (๑) พระอัสสชิ (๒) พระปุนัพพสุกะ สองรูปนี้ชอบก่อเรื่องเสียหายคู่กัน เรียกว่า พระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ (๓) พระเมตติยะ (๔) พระภุมมชกะ สองรูปนี้มักประพฤติชั่วคู่กันเสมอ เรียกว่า พระเมตติยะและพระภุมมชกะ (๕) พระปัณฑุกะ (๖) พระโลหิตกะ สองรูปนี้ก็ชอบทำเรื่องไม่เหมาะแก่ความเป็นพระภิกษุร่วมกัน เรียกว่า พระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ (นัย วิ.อ. ๒/๑๑๕-๑๑๖)
หน้า ๒๐

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีเขียว ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีเหลือง ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีแดง ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีบานเย็น ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีดำ ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีแสด ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูสีชมพู รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามสวมรองเท้าบางชนิด

สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าติดแผ่นหนังหุ้มส้น... สวมรองเท้าหุ้มแข้ง สวมรองเท้าปกหลังเท้า สวมรองเท้ายัดนุ่น สวมรองเท้ามีหูลายคล้ายขนปีกนกกระทา สวมรองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแกะ สวมรองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแพะ สวมรองเท้าที่ทำหูงอนดุจหางแมงป่อง สวมรองเท้าที่เย็บด้วยขนปีกนกยูง สวมรองเท้าอันวิจิตร พวกชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าติดแผ่นหนังหุ้มส้น ไม่พึงสวมรองเท้าหุ้มแข้ง ไม่พึงสวมรองเท้าปกหลังเท้า ไม่พึงสวมรองเท้ายัดนุ่น ไม่พึงสวมรองเท้ามีหูลายคล้ายปีกนกกระทา ไม่พึงสวมรองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแกะ ไม่พึงสวมรองเท้าที่ทำหูงอนมีสัณฐานดุจเขาแพะ ไม่พึงสวมรองเท้าที่ทำหูงอนดุจหางแมงป่อง ไม่พึงสวมรองเท้าที่เย็บด้วยขนปีกนกยูง ไม่พึงสวมรองเท้าอันวิจิตร รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติทรงห้ามสวมรองเท้าขลิบหนัง

สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังราชสีห์ ... สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังเสือโคร่ง สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังเสือเหลือง สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังชะมด สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังนาก สวม

หน้า ๒๑

รองเท้าขลิบด้วยหนังแมว สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังค่าง สวมรองเท้าขลิบด้วยหนังนกเค้า พวกชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติห้ามว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังราชสีห์ ... ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังเสือโคร่ง ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังเสือเหลือง ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังชะมด ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังนาก ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังแมว ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังค่าง ไม่พึงสวมรองเท้าขลิบด้วยหนังนกเค้า รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ”

๔. พระพุทธานุญาตให้สวมรองเท้าหลายชั้นที่ใช้แล้ว

{๗} [๒๔๗] ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก แล้วทรงถือบาตรจีวร มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นปัจฉาสมณะเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ แต่ภิกษุรูปนั้นเดินเขยกตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปทางเบื้องพระปฤษฎางค์ อุบาสกคนหนึ่งสวมรองเท้าหลายชั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมาแต่ไกลเทียว ครั้นแล้วจึงถอดรองเท้าเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้าไปหาภิกษุรูปนั้น อภิวาทแล้วได้ถามว่า “เพราะอะไร พระคุณเจ้าจึงเดินเขยก ขอรับ”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ถือบาตรจีวร เป็นสำนวนบาลีที่หมายถึงการเสด็จบิณฑบาตของพระพุทธเจ้าหรือเดินบิณฑบาตของพระภิกษุ โดยใช้พระหัตถ์หรือมือทั้งสองอุ้มบาตร เรียกว่าถือบาตร มีพระจีวรครองพระวรกาย หรือมีจีวรครองกาย เรียกว่าถือจีวร (วิ.อ. ๑/๑๘๐)
  2. ๒ปัจฉาสมณะ พระตามเสด็จอย่างใกล้ชิด หรือพระผู้ติดตาม หมายถึงพระภิกษุที่ถือบาตรจีวรตามเสด็จอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ (หลัง) ของพระพุทธเจ้า (ม.ม.อ. ๒๔๓)
หน้า ๒๒

ภิกษุรูปนั้นตอบว่า “เท้าทั้งสองของอาตมาแตกจ้ะ”

“นิมนต์พระคุณเจ้ารับรองเท้าไป ขอรับ”

“อย่าเลยท่าน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามรองเท้าหลายชั้นไว้แล้ว”

พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งว่า “เธอรับรองเท้านั้นไว้เถิด ภิกษุ”

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรองเท้าหลายชั้นที่ใช้แล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รองเท้าหลายชั้นที่ใหม่ ภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ”

๕. พระพุทธบัญญัติทรงห้ามสวมรองเท้าภายในอาราม

{๘} [๒๔๘] ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงฉลองพระบาท เสด็จพระดำเนินอยู่ในที่แจ้ง ภิกษุเถระทั้งหลายทราบว่าพระศาสดามิได้ทรงฉลองพระบาทเสด็จพระพุทธดำเนินอยู่ จึงเดินไม่สวมรองเท้า เมื่อพระศาสดาเสด็จพระดำเนินมิได้ทรงฉลองพระบาท แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายเดินก็ไม่สวมรองเท้า แต่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เดินสวมรองเท้า บรรดาภิกษุผู้มักน้อยต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “เมื่อพระศาสดาเสด็จพระดำเนินมิได้ทรงฉลองพระบาท แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายเดินก็ไม่สวมรองเท้า ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้เดินสวมรองเท้ากันเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าเมื่อเราผู้ศาสดาเดินมิได้สวมรองเท้า แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายก็เดินไม่สวมรองเท้า แต่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เดินสวมรองเท้ากัน จริงหรือ”

หน้า ๒๓

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราผู้ศาสดาเดินมิได้สวมรองเท้า แม้เมื่อภิกษุผู้เถระทั้งหลายก็เดินไม่สวมรองเท้า แต่ไฉนภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้เดินสวมรองเท้ากันเล่า ธรรมดาคฤหัสถ์ผู้นุ่งห่มผ้าขาวเหล่านี้ก็ยังได้มีความเคารพ มีความยำเกรง มีความประพฤติเสมอภาคในอาจารย์ทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งศิลปะซึ่งเป็นเครื่องเลี้ยงชีพอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่พวกเธอบวชในธรรมวินัยอันเรากล่าวดีแล้วอย่างนี้จะพึงมีความเคารพ มีความยำเกรง มีความประพฤติเสมอภาคในอาจารย์ ในภิกษุปูนอาจารย์ ในอุปัชฌาย์ ในภิกษุปูนอุปัชฌาย์อยู่ จะพึงงามในธรรมวินัยเป็นแน่ การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่ออาจารย์ ภิกษุปูนอาจารย์ อุปัชฌาย์ ภิกษุปูนอุปัชฌาย์มิได้เดินสวมรองเท้า ก็ไม่พึงเดินสวมรองเท้า รูปใดเดินสวม

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อาจารย์ หมายถึงพระภิกษุผู้ฝึกหัดอบรมมารยาทหรือผู้สั่งสอนวิชาความรู้ มี ๔ ประะภท คือ (๑) ปัพพัชชาจารย์ อาจารย์ในการบรรพชา (๒) อุปสัมปทาจารย์ อาจารย์ในการอุปสมบท (๓) นิสสยาจารย์ อาจารย์ในการให้นิสสัย (๔) อุทเทสาจารย์ อาจารย์ในการสอนธรรม ภิกษุปูนอาจารย์ ท่านกำหนดไว้ดังนี้ (๑) ภิกษุผู้มีพรรษา ๖ สำหรับภิกษุผู้ยังไม่มีพรรษา (๒) ภิกษุผู้มีพรรษา ๗ สำหรับภิกษุผู้บวชได้ ๑ พรรษา (๓) ภิกษุผู้มีพรรษา ๘ สำหรับภิกษุผู้บวชได้ ๒ พรรษา(๔) ภิกษุผู้มีพรรษา ๙ สำหรับภิกษุผู้บวชได้ ๓ พรรษา (๕) ภิกษุผู้มีพรรษา ๑๐ สำหรับภิกษุผู้บวชได้ ๔ พรรษา เป็นต้น (วิ.อ. ๓/๑๖๘)
  2. ๒คำว่า อุปัชฌาย์ แปลว่า ผู้เพ่งดูอยู่ไม่ห่างซึ่งโทษน้อยใหญ่ของศิษย์ เป็นคำเรียกพระภิกษุผู้รับรองกุลบุตรผู้ขอรับการอุปสมบทในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ โดยพระภิกษุผู้เป็นอุปัชฌาย์ตามวินัยกำหนดนั้นจะเป็นทั้งผู้นำเข้าหมู่สงฆ์และเป็นผู้ปกครองคอยดูแลรับผิดชอบในหน้าที่ฝึกสอน อบรมให้การศึกษาต่อไป ภิกษุปูนอุปัชฌาย์ คือพระภิกษุผู้เป็นเพื่อนพบปะแห่งพระอุปัชฌาย์ของภิกษุนั้น ได้แก่ภิกษุผู้มีพรรษาเกินกว่า ๑๐ ขึ้นไป (นัย วิ.อ. ๓/๑๖๘)
หน้า ๒๔

รองเท้า ต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมรองเท้าภายในอาราม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธานุญาตให้สวมรองเท้าเป็นพิเศษ

{๙} [๒๔๙] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นหน่อที่เท้า ภิกษุทั้งหลายพยุงภิกษุรูปนั้นให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวจาริกไปตามเสนาสนะ ได้ทอดพระเนตรเห็นพวกภิกษุกำลังพยุงภิกษุรูปนั้นให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง ครั้นแล้วจึงเสด็จเข้าไปทางภิกษุเหล่านั้น แล้วได้ตรัสถามว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้อาพาธเป็นอะไร” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “ท่านรูปนี้อาพาธเป็นหน่อที่เท้า พวกข้าพระพุทธเจ้าต้องพยุงท่านรูปนี้ให้ถ่ายอุจจาระบ้าง ให้ถ่ายปัสสาวะบ้าง พระพุทธเจ้าข้า”{๑๐} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้มีเท้าช้ำ หรือมีเท้าแตก หรืออาพาธมีหน่อที่เท้า สวมรองเท้าได้”

สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายมิได้ล้างเท้าขึ้นเตียงบ้าง ขึ้นตั่งบ้าง ทั้งจีวร ทั้งเสนาสนะจึงเสียหาย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวมรองเท้าในขณะที่คิดว่า ประเดี๋ยวจักขึ้นเตียงหรือขึ้นตั่ง”

สมัยต่อมา ในเวลากลางคืน ภิกษุทั้งหลายเดินไปสู่โรงอุโบสถก็ดี ที่ประชุมก็ดี เหยียบตอบ้าง หนามบ้าง ในที่มืด เท้าทั้งสองได้รับบาดเจ็บ

หน้า ๒๕

ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภายในอาราม เราอนุญาตให้สวมรองเท้า ใช้คบเพลิงตามประทีป และใช้ไม้เท้าได้”

๖. พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าไม้เป็นต้น

[๒๕๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ถึงเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ลุกขึ้นสวมเขียงเท้าไม้แล้วเดินอยู่กลางแจ้ง ส่งเสียงดังอึกทึก มีเสียงดังขฏะขฏะ กล่าวดิรัจฉานกถามีเรื่องต่าง ๆ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร เรื่องมหาอำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องรบ เรื่องข้าว เรื่องนํ้า เรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยาน เรื่องหมู่บ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้าหาญ เรื่องตรอก เรื่องท่านํ้า เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องหากินทางโลก เรื่องหากินทางทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ เหยียบแมลงตายบ้าง ทำให้ภิกษุทั้งหลายออกจากสมาธิบ้าง บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ เมื่อเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี จึงได้ลุกขึ้นสวมเขียงเท้าไม้แล้วเดินอยู่กลางแจ้ง ส่งเสียงดังอึกทึก มีเสียงดังขฏะขฏะ กล่าวดิรัจฉานกถามีเรื่องต่าง ๆ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ดิรัจฉานกถา ถ้อยคำที่ขวางทางไปส่สวรรค์และนิพพาน หมายถึงเรื่องราวที่ภิกษุไม่ควรนำมาพูดคุยกันในแง่ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เช่น พูดคุยเรื่องพระราชาในทำนองว่า พระราชาองค์นี้มีรูปงามอย่างนั้น องค์นั้นมีรูปงามอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับการพิจารณาสั่งสอนแนะนำทางธรรม อันทำให้คิดฟุ้งเพ้อและพากันหลงเพลินเสียเวลา และเสียกิจหน้าที่ที่พึงปฏิบัติตามธรรมไป (ที.สี.อ. ๘๔)
หน้า ๒๖

... เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ เหยียบแมลงตายบ้าง ทำให้ภิกษุทั้งหลายออกจากสมาธิบ้างเล่า” แล้วจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ เมื่อเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี ได้ลุกขึ้นสวมเขียงเท้าไม้แล้วเดินอยู่กลางแจ้ง ส่งเสียงอึกทึก มีเสียงดังขฏะขฏะ กล่าวดิรัจฉานกถามีเรื่องต่าง ๆ คือ พูดเรื่องพระราชา เรื่องโจร... เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ เหยียบแมลงตายบ้าง ทำให้ภิกษุทั้งหลายออกจากสมาธิบ้างจริงหรือ”ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เขียงเท้าไม้ อันภิกษุไม่พึงสวม รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าใบตาล

{๑๑} ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครราชคฤห์ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครพาราณสี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครพาราณสีแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสีนั้น

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์คิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามเขียงเท้าไม้ไว้ จึงให้ตัดต้นตาลเล็ก ๆ เอาใบตาลมาทำเขียงเท้าสวม ต้นตาลเล็ก ๆ นั้นถูกตัดแล้วก็เหี่ยวเฉา ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ให้ตัดต้นตาลเล็ก ๆ แล้วเอาใบตาลมาทำเขียงเท้าสวมเล่า ต้นตาลเล็ก ๆ ถูกตัดแล้วจึง

หน้า ๒๗

เหี่ยวเฉา พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ” ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกภิกษุฉัพพัคคีย์สั่งให้ตัดต้นตาลเล็ก ๆ แล้วเอาใบตาลมาทำเขียงเท้าสวม ต้นตาลเล็ก ๆ นั้นถูกตัดแล้วก็เหี่ยวเฉา จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าจึงทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้ให้ตัดต้นตาลเล็ก ๆ แล้วเอาใบตาลทำเขียงเท้าสวมเล่า ต้นตาลเล็ก ๆ นั้นถูกตัดแล้วก็ย่อมเหี่ยวเฉา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชาวบ้านมีความสำคัญในต้นไม้ว่ามีชีวะ การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมเขียงเท้าใบตาล รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าไม้ไผ่

สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์คิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามเขียงเท้าใบตาล จึงให้ตัดต้นไผ่เล็ก ๆ แล้วเอาใบไผ่มาทำเขียงเท้าสวม ต้นไผ่เล็ก ๆ นั้นถูกตัดแล้วก็เหี่ยวเฉา ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ให้ตัดต้นไผ่เล็ก ๆ แล้วเอาใบไผ่มาทำเขียงเท้าสวมเล่า ต้นไผ่เล็ก ๆ ถูกตัดแล้วก็เหี่ยวเฉา พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ” ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

หน้า ๒๘

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ... ครั้นแล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมเขียงเท้าไม้ไผ่ รูปใดสวมต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามสวมเขียงเท้าชนิดต่าง ๆ

{๑๒} [๒๕๑] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครพาราณสีตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางเมืองภัททิยะ เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงเมืองภัททิยะแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่ป่าชาติยาวัน ใกล้เมืองภัททิยะนั้น

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุชาวเมืองภัททิยะตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่ คือ ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าแฝก ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ พวกเธอละเลยอุทเทส ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสีย

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อุทเทส คือหัวข้อการแสดงพระปาติโมกข์โดยย่อ หรือหมวดหนึ่งๆ แห่งพระปาติโมกข์ที่จัดไว้สำหรับสวด (นัย วิ.อ. ๑/๒๖๙ และดูอุโปสถขันธกะ วิ.มหา. (แปล) ๔ /๑๓๓/๒๔๓-๒๔๔,๑๕๐/๒๖๔-๒๖๕) ปริปุจฉา คือการสอบถามในอุทเทสนั้น
  2. ๒อธิศีล คือข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมในทางความประพฤติชั้นสูง ได้แก่ ปาติโมกขสังวรศีล ศีล คือความสำรวมในพระปาติโมกข์ อธิจิต คือข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมจิตเพื่อให้เกิดสมาธิชั้นสูง ได้แก่ การฝึกจิตจนถึงขั้นสมาบัติ ๘ อันเป็นบาทฐานให้เกิดวิปัสสนา อธิปัญญา คือข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรมปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้งอย่างสูง มองเห็นสภาพของสิ่งทั้งหลายตามเป็นจริง ได้แก่ วิปัสสนาญาณ คือปัญญาที่กำหนดรู้อาการของไตรลักษณ์ (นัย วิ.อ. ๑/๒๕๙-๒๖๐)
หน้า ๒๙

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุชาวเมืองภัททิยะจึงได้ตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่ คือ ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าแฝก ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ ได้ละเลยอุทเทส ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสียเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกภิกษุชาวเมืองภัททิยะตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่ คือ ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยแฝก ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ ละเลย อุทเทส ปริปุจฉา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญาเสีย จริงหรือ”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้ตั้งหน้าพากเพียรตกแต่งเขียงเท้าหลากหลายอยู่ คือ ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้า ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าสานด้วยหญ้าแฝก ทำเองบ้าง สั่งให้ทำบ้างซึ่งเขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ ได้ละเลยอุทเทส ปริปุจฉา อธิศีล

หน้า ๓๐

อธิจิต อธิปัญญาเสียเล่า การกระทำของภิกษุโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมเขียงเท้าสานด้วยหญ้า เขียงเท้าสานด้วยหญ้ามุงกระต่าย เขียงเท้าสานด้วยหญ้าปล้อง เขียงเท้าสานด้วยใบเป้ง เขียงเท้าสานด้วยหญ้าแฝก เขียงเท้าถักด้วยขนสัตว์ เขียงเท้าประดับด้วยทองคำ เขียงเท้าประดับด้วยเงิน เขียงเท้าประดับด้วยแก้วมณี เขียงเท้าประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ เขียงเท้าประดับด้วยแก้วผลึก เขียงเท้าประดับด้วยทองสำริด เขียงเท้าประดับด้วยกระจก เขียงเท้าประดับด้วยดีบุก เขียงเท้าประดับด้วยสังกะสี เขียงเท้าประดับด้วยทองแดง รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏอนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวมเขียงเท้าบางชนิดสำหรับสวมเดิน รูปใดสวม ต้องอาบัติทุกกฏ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเขียงเท้าที่ตรึงอยู่กับที่ ไม่ใช่สำหรับใช้สวมเดิน ๓ ชนิด คือ เขียงเท้าสำหรับเหยียบถ่ายอุจจาระ ๑ เขียงเท้าสำหรับเหยียบถ่ายปัสสาวะ ๑ เขียงเท้าสำหรับเหยียบในที่ชำระ ๑

พระพุทธบัญญัติห้ามจับแม่โค

{๑๓} [๒๕๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่เมืองภัททิยะตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จพระดำเนินหลีกจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถีนั้น

ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์จับแม่โคที่กำลังข้ามแม่นํ้าอจิรวดีที่เขาบ้าง ที่หูบ้าง ที่คอบ้าง ที่หางบ้าง ขึ้นขี่หลังบ้าง มีจิตกำหนัด

จบ ทรงอนุญาตรองเท้า