พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ · สัตตรสกัณฑ์
สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๓ เรื่องอันเตวาสินีของพระเถรีภัททากาปิลานี เล่ม ๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๐–๔๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๑ ในสัตตรสกัณฑ์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ สัตตรสกัณฑ์ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๓ เรื่องอันเตวาสินีของพระเถรีภัททากาปิลานี (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓ หน้า ๓๖–๔๓
หญิงโจร ภิกษุณีสำคัญว่ามิใช่หญิงโจร รับให้บวช เว้นแต่บวชมา แล้ว ไม่ต้องอาบัติ
มิใช่หญิงโจร ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นหญิงโจร รับให้บวช เว้นแต่บวช มาแล้ว ต้องอาบัติทุกกฏ
มิใช่หญิงโจร ภิกษุณีสงสัย รับให้บวช เว้นแต่บวชมาแล้ว ต้อง อาบัติทุกกฏ
มิใช่หญิงโจร ภิกษุณีสำคัญว่ามิใช่หญิงโจร รับให้บวช เว้นแต่บวช มาแล้ว ไม่ต้องอาบัติ
อนาปัตติวาร
{๓๙} [๖๘๖] ภิกษุณีไม่รู้ รับให้บวช ๑ ขออนุญาตแล้ว รับให้บวช ๑ บวชมาในฝ่ายอื่นแล้ว รับให้อยู่ในสำนัก ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้ เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๒
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓
ว่าด้วยภิกษุณีเดินทางระหว่างหมู่บ้านคนเดียว
เรื่องอันเตวาสินีของพระภัททากาปิลานีเถรี
{๔๐} [๖๘๗] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีอันเตวาสินีของพระภัททากาปิลานีเถรีทะเลาะกับภิกษุณีทั้งหลาย แล้วหนีไปยังตระกูลญาติในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พระภัททากาปิลานีเถรีไม่เห็น นางจึงถามภิกษุณีทั้งหลายว่า “ภิกษุณีชื่อนี้หายไปไหน”
ภิกษุณีทั้งหลายตอบว่า“เธอทะเลาะกับพวกภิกษุณีแล้วก็หายไป เจ้าค่ะ”
พระเถรีขอร้องว่า “ตระกูลญาติของเธออยู่ที่หมู่บ้านโน้น ขอพวก แม่เจ้าไปสืบหาดูที่หมู่บ้านนั้น”
ภิกษุณีทั้งหลายไปที่หมู่บ้านนั้นพบเธอแล้วถามว่า“แม่เจ้า ทำไม เธอจึงมาคนเดียวเล่า ไม่ถูกคนรังแกบ้างหรือ”ภิกษุณีนั้นตอบว่า “ไม่ถูกเจ้าค่ะ”
บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีจึงได้เดินทางระหว่างหมู่บ้านคนเดียวเล่า” ...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีเดินทางระหว่างหมู่บ้านคนเดียว จริงหรือ”ภิกษุทั้งหลายทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีจึงได้เดินทางระหว่างหมู่บ้านคนเดียวเล่า การกระทำของภิกษุณีนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
อนึ่ง ภิกษุณีใดเดินทางระหว่างหมู่บ้านคนเดียว ภิกษุณีแม้นี้ต้อง อาบัติสังฆาทิเสสชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุณี ทั้งหลายด้วยประการฉะนี้
เรื่องภิกษุณีสองรูป
{๔๑} [๖๘๘] สมัยต่อมา ภิกษุณีสองรูปเดินทางไกลจากเมืองสาเกตไป พระนครสาวัตถี ในระหว่างทางต้องข้ามแม่นํ้า ครั้งนั้น ภิกษุณีสองรูป นั้นเข้าไปหาพวกคนเรือแล้วขอร้องว่า“ขอท่านได้โปรดสงเคราะห์ให้พวก ข้าพเจ้าข้ามฟากด้วยเถิด”พวกคนเรือกล่าวว่า “แม่เจ้าทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าไม่สามารถพาข้าม แม่นํ้าคราวเดียวสองรูปได้”คนเรือคนหนึ่งรับภิกษุณีรูปหนึ่งข้ามฟากไป ครั้นแล้วได้ประทุษร้ายภิกษุณีรูปที่ข้ามฟากไป ส่วนคนเรือที่ยังไม่ข้ามฟาก ไปก็ประทุษร้ายภิกษุณีรูปที่ยังไม่ข้ามฟากไปเธอทั้งสองนั้นพบกันในภายหลัง จึงถามกันขึ้นว่า “เธอไม่ถูกรังแก ดอกหรือ”
รูปที่ถูกถามบอกว่า “ดิฉันถูกค่ะ ก็เธอเล่าไม่ถูกรังแกหรือ” อีกรูปหนึ่งตอบว่า “ดิฉันก็ถูกเจ้าค่ะ”
ครั้นภิกษุณีเหล่านั้นไปถึงพระนครสาวัตถีแล้วได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณี ทั้งหลาย บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ว่า“ไฉนภิกษุณีจึงได้ข้ามฟากแม่น้ำไปคนเดียวเล่า” จึงภิกษุณีเหล่านั้น ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลายภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระ ผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีได้ข้ามฟากแม่น้ำไปคนเดียว จริงหรือ”
- ๑ประทุษร้าย ดูเชิงอรรถ ๓ หน้า ๒ ในเล่มนี้
- ๒คำว่า รังแก ในที่นี้หมายถึงถูกประทุษร้าย
ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีจึงได้ข้ามฟากแม่นํ้าไปคนเดียวเล่า การกระทำของภิกษุณีนั่นไม่เป็น ไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
อนึ่ง ภิกษุณีใดเดินทางระหว่างหมู่บ้านคนเดียวก็ดี ข้ามฟากแม่น้ำ ไปคนเดียวก็ดี ภิกษุณีแม้นี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อนิสสารณียะ มีอัน ให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ
ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุณี ทั้งหลายด้วยประการฉะนี้
เรื่องภิกษุณีหลายรูป
{๔๒} [๖๘๙] สมัยต่อมา ภิกษุณีหลายรูปพากันไปยังพระนครสาวัตถี แคว้น โกศล เข้าไปหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเวลาเย็น ในบรรดาภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณี รูปหนึ่งเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม น่าดูน่าชม ชายคนหนึ่งพอได้พบนางเข้าก็มี จิตปฏิพัทธ์ จึงชายผู้นั้นเมื่อจะจัดที่หลับนอนถวายภิกษุณีเหล่านั้น ได้จัดที่ หลับนอนสำหรับภิกษุณีรูปนั้นไว้ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง คราวนั้นนางสังเกต ดูก็รู้ได้ทันทีว่า“ชายผู้นี้ถูกราคะกลุ้มรุมแล้วถ้าเขาจักเข้ามาหาตอน กลางคืน ความอื้อฉาวจักมีแก่เรา” จึงไม่บอกลาภิกษุณีทั้งหลาย หนีไปพัก
- ๑อนุบัญญัติ พระบัญญัติเพิ่มเติม หมายถึงบทแก้ไขเพิ่มเดิมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเสริมหรือ ผ่อนพระบัญญัติที่วางไว้เดิม เพื่อความเหมาะสมหรือรัดกุมยิ่งขึ้น (นัย วิ.อ. ๑/๒๓๘-๒๓๙)
- ๒ถูกราคะกลุ้มรุม เป็นสำนวนบาลีที่หมายถึงมีความกำหนัดยินดีทางเพศ
แรมในตระกูลอื่น ครั้นถึงตอนกลางคืน ชายผู้นั้นมาค้นหาภิกษุณีรูปนั้น ได้รบกวนภิกษุณีทั้งหลายภิกษุณีทั้งหลายไม่เห็นภิกษุณีรูปนั้นจึงพูดกัน
อย่างนี้ว่า “นางออกไปกับผู้ชายแล้วเป็นแน่”
ครั้นคืนนั้นผ่านไปภิกษุณีรูปนั้นได้เข้าไปหาภิกษุณีทั้งหลายยังที่ พักแรม ภิกษุณีทั้งหลายถามนางว่า “แม่เจ้า เธอออกไปกับผู้ชายหรือ”
นางปฏิเสธว่า “ไม่ได้ออกไปกับผู้ชายเจ้าค่ะ”แล้วเล่าเรื่องนั้นแก่ ภิกษุณีทั้งหลาย
บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีจึงได้อยู่ห่างพวกคนเดียวในตอนกลางคืนเล่า”...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีอยู่ห่างพวกคนเดียวในตอนกลางคืน จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีจึงได้อยู่ห่างพวกคนเดียวในตอนกลางคืนเล่า การกระทำของภิกษุณี นั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความ เลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
พระอนุบัญญัติ ๒
อนึ่ง ภิกษุณีใดเดินทางระหว่างหมู่บ้านคนเดียวก็ดี ข้ามฟากแม่นํ้า ไปคนเดียวก็ดี อยู่ห่างพวกคนเดียวในตอนกลางคืนก็ดี ภิกษุณีแม้นี้ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ
ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุณี ทั้งหลายด้วยประการฉะนี้ เรื่องภิกษุณีหลายรูป
{๔๓} [๖๙๐] สมัยต่อมาภิกษุณีหลายรูปเดินทางไกลไปพระนครสาวัตถี แคว้นโกศล ในบรรดาภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีรูปหนึ่งปวดอุจจาระ จึงได้ เดินปลีกไปคนเดียว ชาวบ้านพบนางแล้วได้ประทุษร้าย ครั้นต่อมานาง เข้าไปหาภิกษุณีเหล่านั้นยังที่พัก ภิกษุณีเหล่านั้นได้ถามว่า “ทำไมเธอจึง เดินปลีกไปคนเดียวเล่า ไม่ถูกรังแกดอกหรือ”นางตอบว่า “ดิฉันถูกรังแกมาแล้วเจ้าค่ะ”บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีจึงได้เดินปลีกไปจากคณะคนเดียวเล่า” ...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีเดินปลีกไปจากคณะคนเดียวจริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน ภิกษุณีจึงได้เดินปลีกไปจากคณะคนเดียวเล่าการกระทำของภิกษุณีนั่นไม่ เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
พระอนุบัญญัติ ๓
[๖๙๑] อนึ่ง ภิกษุณีใดเดินทางระหว่างหมู่บ้านคนเดียวก็ดี ข้ามฟาก แม่น้ำไปคนเดียวก็ดี อยู่ห่างพวกคนเดียวในตอนกลางคืนก็ดี เดินปลีก
ไปจากคณะคนเดียวก็ดี ภิกษุณีแม้นี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสชื่อนิสสารณียะ มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ
สิกขาบทวิภังค์
{๔๔} [๖๙๒] คำว่า อนึ่ง ...ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้
คำว่า เดินทางระหว่างหมู่บ้านคนเดียว ความว่า สำหรับหมู่บ้านที่มี รั้วล้อม เมื่อย่างเท้าล่วงเข้าเขตล้อมก้าวที่ ๑ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ก้าวที่ ๒ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส สำหรับหมู่บ้านที่ไม่มีรั้วล้อม เมื่อย่างเท้าล่วงอุปจาร ก้าวที่ ๑ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ก้าวที่ ๒ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสคำว่า ข้ามฟากแม่น้ำไปคนเดียว ความว่า ที่ชื่อว่า แม่น้ำ ได้แก่ ลำนํ้าที่ภิกษุณีครองผ้าปิดมณฑลสามเดินข้ามในที่ใดที่หนึ่ง ผ้า อันตรวาสกเปียกพอดี เมื่อย่างเท้าก้าวที่ ๑ ต้องอาบัติถุลลัจจัย ย่างเท้า ข้ามก้าวที่ ๒ ต้องอาบัติสังฆาทิเสสคำว่า อยู่ห่างพวกคนเดียวในตอนกลางคืน ความว่า กำลังจะละ หัตถบาสจากเพื่อนภิกษุณีพร้อมกับอรุณขึ้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย ละแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
- ๑คำว่า อุปจาร แปลว่า เฉียด จวนเจียน ที่ใกล้ชิด ระยะใกล้เคียง ชาน บริเวณรอบ ๆ ใน ทีนี้หมายถึงบริเวณรอบ ๆหมู่บ้าน (นัย วิ.อ. ๒/๑๕๗)
- ๒ครองผ้าปิดมณฑลสาม หมายถึงนุ่งห่มมิดชิดปิดบริเวณอวัยวะทั้งสาม คือ สะดือ ๑ และเข่า ทั้งสอง (นัย วิ.อ. ๒/๔๔๗)
- ๓อันตรวาสก หมายถึงผ้านุ่งหรือผ้าสบง
- ๔หัตถบาส บ่วงมือ คือที่ใกล้ตัวชั่วคนหนึ่งนั่งตัวตรงเหยียดแขนออกไปจับตัวอีกคนหนึ่งได้ เท่า กับช่วงสองศอกครึ่ง (นัย วิ.อ. ๑๕๗)
คำว่า เดินปลีกไปจากคณะคนเดียว ความว่า ในป่าที่ไม่มีหมู่บ้าน เมื่อจะละอุปจารแห่งการมองเห็นหรือการได้ยินเสียงของเพื่อนภิกษุณี ต้อง อาบัติถุลลัจจัย ละแล้ว ต้องอาบัติสังฆาทิเสส{๔๕} คำว่าภิกษุณีแม้นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูป ก่อน ๆ
คำว่า มีอันให้ต้องอาบัติขณะแรกทำ ความว่า ต้องอาบัติพร้อมกับ การล่วงวัตถุ โดยไม่ต้องสวดสัมนุภาสน์
ที่ชื่อว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ถูกขับออกจากหมู่
คำว่า สังฆาทิเสส ความว่า สงฆ์เท่านั้นให้มานัต ... แม้เพราะเหตุนั้น จึงตรัสเรียกว่า สังฆาทิเสส
อนาปัตติวาร
{๔๖} [๖๙๓] ภิกษุณีที่มีเพื่อนภิกษุณีหลีกไปก็ดี สึกเสียก็ดี ถึงมรณภาพ เสียก็ดี ไปเข้ารีตเดียรถีย์ก็ดี ๑ ภิกษุณีมีอันตราย ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติ
จบ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๓
สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๔
ว่าด้วยเรียกภิกษุณีผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรตามธรรมให้เข้าหมู่
เรื่องภิกษุณีจัณฑกาลี
{๔๗} [๖๙๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีจัณฑกาลีเป็นผู้ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท
จบ สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๓ เรื่องอันเตวาสินีของพระเถรีภัททากาปิลานี