พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ · อารามวรรค
สิกขาบทที่ ๘ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ เล่ม ๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๕๕–๓๕๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในอารามวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ ปาจิตติยกัณฑ์ อารามวรรค สิกขาบทที่ ๘ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓ หน้า ๒๖๘–๒๗๐
สิกขาบทวิภังค์
{๓๕๓} [๑๐๕๒] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ... คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี, ในข้อความตอนนี้ที่ชื่อว่า จำพรรษาแล้ว คือ อยู่จำพรรษาต้นตลอด ๓ เดือน หรืออยู่ จำพรรษาหลังตลอด ๓ เดือน
พอทอดธุระว่าจักไม่ปวารณาต่อสงฆ์สองฝ่าย ด้วยสถาน ๓ คือ ด้วย ได้เห็นก็ดี ด้วยได้ยินก็ดี ด้วยรังเกียจสงสัยก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์
อนาปัตติวาร
{๓๕๔} [๑๐๕๓] ภิกษุณีไม่ปวารณาในเมื่อมีเหตุขัดข้อง ๑ ภิกษุณีแสวงหา แล้ว แต่ไม่ได้สงฆ์ ๑ ภิกษุณีอาพาธ ๑ ภิกษุณีผู้มีอันตราย ๑ ภิกษุณีผู้ วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๗
สิกขาบทที่ ๘
เรื่องภิกษุณีไม่ไปรับโอวาท
{๓๕๕} [๑๐๕๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ ครั้งนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เข้าไป ยังที่พำนักของภิกษุณีแล้วสั่งสอนพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์อยู่ภิกษุณีทั้งหลายได้กล่าวกะพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ว่า “มาเถิด แม่เจ้า ทั้งหลาย พวกเราจักไปรับโอวาทกัน”
พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์พูดว่า“แม่เจ้าทั้งหลายพวกเราจะต้องไป เพราะเหตุรับโอวาททำไมกัน พระคุณเจ้าฉัพพัคคีย์มาสั่งสอนพวกเราอยู่ ทีนี่ทีเดียว”บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงได้ไม่ไปรับโอวาทเล่า”...
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์ไม่ไปรับโอวาท จริงหรือ”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวก ภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงได้ไม่ไปรับโอวาทเล่าการกระทำของภิกษุณีเหล่านั้น นั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๑๐๕๕] อนึ่ง ภิกษุณีใดไม่ไปเพื่อรับโอวาทก็ดี เพื่อธรรมเป็นเหตุ อยู่ร่วมกันก็ดี เป็นปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๓๕๖} [๑๐๕๖] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้
ที่ชื่อว่า โอวาท ได้แก่ ครุธรรม ๘
ที่ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุอยู่ร่วมกัน ได้แก่ กรรมที่พึงทำร่วมกัน อุทเทส ที่พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน
พอทอดธุระว่าจักไม่ไปเพื่อรับโอวาทก็ดี เพื่อธรรมเป็นเหตุอยู่ร่วมกัน ก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์
อนาปัตติวาร
{๓๕๗} [๑๐๕๗] ภิกษุณีไม่ไปในเมื่อมีเหตุจำเป็น ๑ภิกษุณีแสวงหาแล้ว ไม่ได้ภิกษุณีเป็นเพื่อน ๑ ภิกษุณีอาพาธ ๑ ภิกษุณีมีอันตราย ๑ ภิกษุณีผู้ วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๘
สิกขาบทที่ ๙
เรื่องภิกษุณีไม่ถามอุโบสถและไม่ขอโอวาท
{๓๕๘} [๑๐๕๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีทั้งหลายไม่ถามอุโบสถก็มี ไม่ขอโอวาทก็มี ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่ง โทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ไม่ถามอุโบสถและ ไม่ขอโอวาทเล่า” ...
- ๑ครุธรรม ธรรมอันหนัก หรือธรรมอันภิกษุณีควรตระหนัก หมายถึงหลักความประพฤติที่ภิกษุณี พึงยึดถือเป็นเรื่องสำคัญอันต้องปฏิบัติด้วยความเคารพ ไม่ล่วงละเมิดตลอดชีวิต (วิ.อ. ๒/๓๒๐) ดูครุธรรม ๘ ในโอวาทสิกขาบท โอวาทวรรค ปาจิตติยกัณฑ์ วิ.มหาวิ. (แปล) ๒/๑๔๙/๔๒๘
จบ สิกขาบทที่ ๘ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์