arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · ปัตตวรรค

สิกขาบทที่ ๕ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา เล่ม ๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๔–๑๑๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในปัตตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๕ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓ หน้า ๙๗–๑๐๑

หน้า ๙๗

อนาปัตติวาร

{๑๑๓} [๗๕๒] ภิกษุณีขอของนั้นนั่นแลและขอแถมของอื่นอีกอย่างรวม กัน ๑ ภิกษุณีแสดงอานิสงส์แล้วขอ ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็น ต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สิกขาบทที่ ๔

สิกขาบทที่ ๕

ว่าด้วยสั่งให้จ่ายเป็นค่าของอย่างหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นของอื่น

{๑๑๔} [๗๕๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีถุลลนันทาอาพาธมีอุบาสกคนหนึ่งเข้าไปเยี่ยมภิกษุณีถุลลนันทาถึงที่พัก ครั้นแล้วได้ถามนางดังนี้ว่า “แม่เจ้า ยังพอทนได้อยู่หรือ ยังพอให้อัตภาพ เป็นไปได้อยู่หรือ”นางตอบว่า “คุณ ฉันทนไม่ไหว ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้”

อุบาสกนั้นปวารณาว่า“แม่เจ้าผมจะฝากกหาปณะไว้ที่ร้านของ ชาวตลาดชื่อโน้นท่านต้องการสิ่งใดพึงใช้ให้ใครไปนำสิ่งนั้นมาจาก ร้านนั้น”ภิกษุณีถุลลนันทาจึงใช้สิกขมานารูปหนึ่งไปด้วยสั่งว่า “แม่สิกขมานา เธอจงไปนำนํ้ามันราคาหนึ่งกหาปณะจากร้านของชาวตลาดชื่อโน้นมา”จึงสิกขมานานั้นได้ไปนำนํ้ามันราคาหนึ่งกหาปณะจากร้านของชาวตลาด นั้นมาถวายแก่ภิกษุณีถุลลนันทา

ภิกษุณีถุลลนันทากลับพูดอย่างนี้ว่า “แม่สิกขมานา ฉันไม่ต้องการ น้ำมัน ฉันต้องการเนยใส”

หน้า ๙๘

สิกขมานานั้นได้เดินกลับเข้าไปหาชาวตลาดนั้นแล้วบอกกะเขาว่า “แม่เจ้าไม่ต้องการนํ้ามันจ้ะคุณต้องการเนยใส ขอท่านจงรับคืนนํ้ามัน ของท่านไป แล้วให้เนยใสแก่ดิฉัน”

ชาวตลาดตอบว่า “นี่แน่ะแม่คุณ ถ้าพวกผมรับสิ่งของที่ขายไปแล้ว คืนมาอีก เมื่อไรสินค้าของพวกผมจึงจักขายได้ ท่านซื้อนํ้ามันไปด้วยราคา น้ำมัน ท่านจงจ่ายค่าเนยใสมา จึงจักนำเนยใสไปได้”ขณะนั้นแลสิกขมานาได้ยืนร้องไห้อยู่ภิกษุณีทั้งหลายได้ถาม สิกขมานานั้นดังนี้ว่า “แม่สิกขมานา เธอร้องไห้ทำไม”

สิกขมานานั้นได้แจ้งเรื่องให้ทราบ

บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “แม่เจ้าถุลลนันทาสั่งให้จ่ายของอย่างหนึ่งได้แล้ว ไฉนจึงได้สั่งให้จ่ายเป็น ของอีกอย่างหนึ่งเล่า” ...

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีถุลลนันทาสั่งให้จ่ายของอย่างหนึ่งได้แล้วได้สั่ง ให้จ่ายเป็นของอีกอย่างหนึ่ง จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณี ถุลลนันทาสั่งให้จ่ายของอย่างหนึ่งได้แล้วไฉนจึงได้สั่งให้จ่ายเป็นของ อีกอย่างหนึ่งเล่าการกระทำของภิกษุณีถุลลนันทานั่นไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า

หน้า ๙๙

พระพุทธบัญญัติ

[๗๕๔] อนึ่ง ภิกษุณีใดสั่งให้จ่ายของอย่างหนึ่งได้แล้ว สั่งให้จ่าย เป็นของอีกอย่างหนึ่ง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

สิกขาบทวิภังค์

{๑๑๕} [๗๕๕] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ... คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี, ในข้อความตอนนี้คำว่า สั่งจ่ายของอย่างหนึ่งได้แล้ว คือ สั่งให้จ่า/ยของอย่างใดอย่าง หนึ่งได้แล้ว

คำว่า สั่งให้จ่ายเป็นของอีกอย่างหนึ่ง ความว่า เว้นของอย่างใด อย่างหนึ่งที่สั่งให้จ่ายนั้นสั่งให้จ่ายของสิ่งอื่นอีกเป็นทุกกฏในเพราะ ประโยคที่ให้จ่ายนั้น เป็นนิสสัคคีย์เพราะได้ของนั้นมา คือ เป็นของจำต้อง สละแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่ภิกษุณีรูปหนึ่งดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลของอีกอย่างหนึ่งที่ได้มานั้นอันภิกษุณีพึง สละอย่างนี้

วิธีสละ

สละแก่สงฆ์

ภิกษุณีนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ...

‘แม่เจ้า ของของข้าพเจ้าสิ่งนี้ ข้าพเจ้าสั่งให้จ่ายของอย่างหนึ่งได้แล้ว ได้สั่งให้จ่ายมาได้ เป็นนิสสัคคีย์ ข้าพเจ้าสละของสิ่งนี้แก่สงฆ์ ... สงฆ์พึง ให้ของสิ่งนี้แก่ภิกษุณีชื่อนี้,

หน้า ๑๐๐

สละแก่คณะ

ภิกษุณีนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ... แม่เจ้าทั้งหลายพึงให้ของสิ่ง นี้แก่ภิกษุณีชื่อนี้,

สละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง

ภิกษุณีนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ... ดิฉันให้ของสิ่งนี้แก่แม่เจ้า,

บทภาชนีย์

ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

{๑๑๖} [๗๕๖] ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นของอย่างหนึ่ง ให้จ่าย เป็นของอีกอย่างหนึ่ง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ให้จ่ายเป็นของอีกอย่างหนึ่งเป็น นิสสัคคิยปาจิตตีย์ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่ามิใช่ของอีกอย่างหนึ่ง ให้จ่ายเป็นของ อีกอย่างหนึ่ง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ทุกทุกกฏ

มิใช่ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นของอย่างหนึ่ง ... ต้องอาบัติ ทุกกฏ

มิใช่ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ต้องอาบัติ

มิใช่ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่ามิใช่ของอย่างหนึ่ง ... ไม่ต้อง อาบัตฅิ

หน้า ๑๐๑

อนาปัตติวาร

{๑๑๗} [๗๕๗] ภิกษุณีสั่งให้จ่ายของนั้นนั่นแลและให้จ่ายของอื่นอีกอย่าง หนึ่งรวมกัน ๑ ภิกษุณีแสดงอานิสงส์แล้วสั่งให้จ่าย ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สิกขาบทที่ ๕

สิกขาบทที่ ๖

ว่าด้วยนำกัปปิยภัณฑ์ค่าปัจจัยอย่างหนึ่งไปจ่ายเป็นปัจจัยอื่น

{๑๑๘} [๗๕๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล พวกอุบาสกอุบาสิกาพากันรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ที่ก่อให้เกิดความพอใจ เพื่อเป็นมูลค่าจีวรสำหรับภิกษุณีสงฆ์ ฝากไว้เป็นกัปปิยภัณฑ์ที่ร้านพ่อค้าผ้า คนหนึ่ง แล้วได้เข้าไปหาภิกษุณีทั้งหลายกล่าวว่า “แม่เจ้าทั้งหลายเจ้าข้า กัปปิยภัณฑ์เพื่อเป็นมูลค่าจีวร พวกข้าพเจ้าได้ฝากไว้ที่ร้านพ่อค้าผ้าชื่อโน้น ขอท่านทั้งหลายใช้ให้ใครไปนำจีวรจากร้านพ่อค้าผ้าผู้นั้นมาแจกกันเถิด”ภิกษุณีทั้งหลายให้เอากัปปิยภัณฑ์นั้นไปจ่ายเป็นค่าเภสัชแล้วมา ฉันเป็นส่วนตัวพวกอุบาสกอุบาสิการู้เรื่องเข้าก็พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุณีทั้งหลายจึงได้ให้เอากัปปิยภัณฑ์ที่เขาถวายไว้เพื่อ เป็นมูลค่าปัจจัยอย่างหนึ่ง ซึ่งเขาตั้งใจถวายสงฆ์เจาะจงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่ง ไปจ่ายเป็นปัจจัยอีกอย่างหนึ่งเล่า”...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กัปปิยภัณฑ์ หมายถึงสิ่งของเครื่องใช้ที่เหมาะแก่ภิกษุณี
  2. ๒ปัจจัย หมายถึงของสำหรับอาศัยใช้, เครื่องอาศัยของชีวิต, สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของบรรพชิต
  3. มี ๔ อย่าง คือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ในที่นี้คือปัจจัยอย่างที่ ๔

จบ สิกขาบทที่ ๕ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา