arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · ปัตตวรรค

สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา เล่ม ๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๐–๑๑๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในปัตตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓ หน้า ๙๓–๙๗

หน้า ๙๓

อนาปัตติวาร

{๑๐๙} [๗๔๗] ภิกษุณีผู้รับเปลี่ยนนั้นคืนให้เองหรือถือวิสาสะต่อภิกษุณีผู้นั้น เปลี่ยนกันแล้วรับคืน ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สิกขาบทที่ ๓

สิกขาบทที่ ๔

ว่าด้วยขอของอย่างหนึ่งแล้วออกปากขออีกอย่างหนึ่ง

{๑๑๐} [๗๔๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีถุลลนันทาอาพาธมีอุบาสกคนหนึ่งเข้าไปเยี่ยมภิกษุณีถุลลนันทา ถึงที่พัก ครั้นแล้วได้ถามนางว่า “แม่เจ้า ท่านไม่สบายหรือ ผมจะนำของ สิ่งไรมาถวายได้”นางตอบว่า “คุณ ดิฉันต้องการเนยใส”

จึงอุบาสกนั้นได้ไปนำเนยใสราคาหนึ่งกหาปณะจากร้านค้าของชาวตลาด คนหนึ่งมาถวายภิกษุณีถุลลนันทา

นางกล่าวอย่างนี้ว่า “คุณ ความต้องการของดิฉันไม่ใช่เนยใส ดิฉัน ต้องการน้ำมัน”

จึงอุบาสกนั้นได้เดินกลับเข้าไปหาชาวตลาดนั้นแล้วบอกกะเขาว่า “แม่เจ้าไม่ต้องการเนยใส แต่ต้องการน้ำมัน ขอท่านจงรับคืนเนยใสของ ท่าน แล้วให้นํ้ามันแก่ผม”

หน้า ๙๔

ชาวตลาดตอบว่า “นี่นาย ถ้าพวกเรารับสิ่งของที่ขายไปแล้วคืนมาอีก เมื่อไรสินค้าของพวกเราจึงจักขายได้ ท่านซื้อเนยใสไปด้วยราคาเนยใส ก็ จงจ่ายราคาค่านํ้ามันมา จึงจักนำนํ้ามันไปได้”

อุบาสกผู้นั้นจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “แม่เจ้าถุลลนันทา ออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้วไฉนจึงได้ออกปากขอเป็นของอีกอย่าง หนึ่งเล่า”

ภิกษุณีทั้งหลายได้ยินอุบาสกนั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “แม่เจ้า ถุลลนันทาออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้ว ไฉนจึงได้ออกปากขอเป็นของ อีกอย่างหนึ่งเล่า” แล้วได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายได้ กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลายทราบมาว่าภิกษุณีถุลลนันทาออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้ว ออกปากขอเป็นของอีกอย่างหนึ่ง จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณี ถุลลนันทาออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้ว ไฉนจึงได้ออกปากขอเป็นของ อีกอย่างหนึ่งเล่าการกระทำของภิกษุณีถุลลนันทานั่นไม่เป็นไปเพื่อความ เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ...

ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า

หน้า ๙๕

พระพุทธบัญญัติ

[๗๔๙] อนึ่ง ภิกษุณีใดออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้วออกปาก ขอ เป็นของอีกอย่างหนึ่ง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

สิกขาบทวิภังค์

{๑๑๑} [๗๕๐] คำว่า อนึ่ง ... ใด. ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...

คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้

คำว่า ออกปากขอของอย่างหนึ่งได้แล้ว คือ ขอของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้แล้ว

คำว่า ออกปากขอเป็นของอีกอย่างหนึ่ง ความว่า เว้นของอย่าง ใดอย่างหนึ่งที่ขอแล้วนั้น ขอของอย่างอื่นนอกจากของนั้น เป็นทุกกฏใน เพราะประโยคที่ขอ เป็นนิสสัคคีย์เพราะได้ของมา คือ เป็นของจำต้อง สละแก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่ภิกษุณีรูปหนึ่งดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แล ของที่ขอได้มานั้นอันภิกษุณีพึงสละอย่างนี้

วิธีสละ

สละแก่สงฆ์

ภิกษุณีนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ...

‘แม่เจ้า ของของข้าพเจ้าสิ่งนี้ ข้าพเจ้าขอของอย่างหนึ่งแล้วได้ขอ มาได้ เป็นนิสสัคคีย์ ข้าพเจ้าสละของสิ่งนี้แก่สงฆ์ ... สงฆ์พึงให้ของสิ่งนี้ แก่ภิกษุณีชื่อนี้’

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ประโยค หมายถึงความพยายามครั้งหนึ่ง ๆ ในที่นี้คือทุกครั้งที่พยายามขอ
หน้า ๙๖

สละแก่คณะ

ภิกษุณีนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ... แม่เจ้าทั้งหลายพึงให้ของ สิ่งนี้แก่ภิกษุณีชื่อนี้,

สละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง

ภิกษุณีนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ... ดิฉันให้ของสิ่งนี้แก่แม่เจ้า,

บทภาชนีย์

ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์

{๑๑๒} [๗๕๑] ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นของอีกอย่างหนึ่ง ขอของ อีกอย่างหนึ่ง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ขอของอีกอย่างหนึ่ง เป็นนิสสัคคิย ปาจิตตีย์ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่ามิใช่ของอีกอย่างหนึ่ง ขอของอีกอย่าง หนึ่ง เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์

ทุกทุกกฏ

มิใช่ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นของอย่างหนึ่ง ... ต้องอาบัติ ทุกกฏมิใช่ของอย่างหนึ่ง ภิกษุณีสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ

ไม่ต้องอาบัติ

มิใช่ของอย่างหนึ่งภิกษุณีสำคัญว่ามิใช่ของอย่างหนึ่ง ... ไม่ต้อง อาบัติ

หน้า ๙๗

อนาปัตติวาร

{๑๑๓} [๗๕๒] ภิกษุณีขอของนั้นนั่นแลและขอแถมของอื่นอีกอย่างรวม กัน ๑ ภิกษุณีแสดงอานิสงส์แล้วขอ ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็น ต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล

จบ สิกขาบทที่ ๔

สิกขาบทที่ ๕

ว่าด้วยสั่งให้จ่ายเป็นค่าของอย่างหนึ่งแล้วเปลี่ยนเป็นของอื่น

{๑๑๔} [๗๕๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีถุลลนันทาอาพาธมีอุบาสกคนหนึ่งเข้าไปเยี่ยมภิกษุณีถุลลนันทาถึงที่พัก ครั้นแล้วได้ถามนางดังนี้ว่า “แม่เจ้า ยังพอทนได้อยู่หรือ ยังพอให้อัตภาพ เป็นไปได้อยู่หรือ”นางตอบว่า “คุณ ฉันทนไม่ไหว ยังอัตภาพให้เป็นไปไม่ได้”

อุบาสกนั้นปวารณาว่า“แม่เจ้าผมจะฝากกหาปณะไว้ที่ร้านของ ชาวตลาดชื่อโน้นท่านต้องการสิ่งใดพึงใช้ให้ใครไปนำสิ่งนั้นมาจาก ร้านนั้น”ภิกษุณีถุลลนันทาจึงใช้สิกขมานารูปหนึ่งไปด้วยสั่งว่า “แม่สิกขมานา เธอจงไปนำนํ้ามันราคาหนึ่งกหาปณะจากร้านของชาวตลาดชื่อโน้นมา”จึงสิกขมานานั้นได้ไปนำนํ้ามันราคาหนึ่งกหาปณะจากร้านของชาวตลาด นั้นมาถวายแก่ภิกษุณีถุลลนันทา

ภิกษุณีถุลลนันทากลับพูดอย่างนี้ว่า “แม่สิกขมานา ฉันไม่ต้องการ น้ำมัน ฉันต้องการเนยใส”

จบ สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา