พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ · ปัตตวรรค
สิกขาบทที่ ๓ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา เล่ม ๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๖–๑๐๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในปัตตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ นิสสัคคิยกัณฑ์ ปัตตวรรค สิกขาบทที่ ๓ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา (ฉบับหลวง เล่ม ๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓ หน้า ๘๙–๙๓
อนาปัตติวาร
{๑๐๕} [๗๔๒] ภิกษุณีสำคัญอกาลจีวรว่าเป็นกาลจีวร ให้แจกกัน ๑ ภิกษุณี สำคัญกาลจีวรว่าเป็นกาลจีวร ให้แจกกัน ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณี ผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๒
สิกขาบทที่ ๓
ว่าด้วยแลกจีวรกันแล้วชิงเอาคืนมา
{๑๐๖} [๗๔๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีถุลลนันทาเปลี่ยนจีวรกับภิกษุณีรูปหนึ่งมาใช้สอยจึงภิกษุณีรูปนั้น พับจีวรผืนนั้นแล้วเก็บไว้ภิกษุณีถุลลนันทาได้ถามภิกษุณีรูปนั้นดังนี้ว่า “แม่เจ้า จีวรที่เธอเปลี่ยนกับฉันนั้นอยู่ที่ไหน” จึงภิกษุณีรูปนั้นได้นำจีวรผืน นั้นออกมาแสดงแก่ภิกษุณีถุลลนันทา ภิกษุณีถุลลนันทาพูดกะภิกษุณีรูปนั้น อย่างนี้ว่า “แม่เจ้า เธอจงรับจีวรของเธอคืนไป จงนำจีวรผืนนั้นของดิฉัน มา จีวรผืนนี้ของเธอก็ต้องเป็นของเธอ จีวรผืนนั้นของดิฉันก็ต้องเป็นของ ดิฉัน เธอจงนำจีวรผืนนั้นของดิฉันคืนมา จงนำจีวรของเธอกลับไป” แล้ว ได้ชิงเอาคืนมา ภิกษุณีรูปนั้นได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุณีทั้งหลายบรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “แม่เจ้าถุลลนันทาเปลี่ยนจีวรกันกับภิกษุณีแล้ว ไฉนจึงได้ชิงเอาคืนมาเล่า” ครั้นแล้วได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายได้กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมสงฆ์สอบถามแล้วบัญญัติสิกขาบท
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุณีถุลลนันทาเปลี่ยนจีวรกันกับภิกษุณีแล้วชิงเอาคืนมา จริง หรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุณี ถุลลนันทาเปลี่ยนจีวรกันกับภิกษุณีแล้ว ไฉนจึงได้ชิงเอาคืนมาเล่าการ กระทำของภิกษุณีถุลลนันทานั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยัง ไม่เลื่อมใส ...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายก็แลภิกษุณีทั้งหลายจงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า
พระพุทธบัญญัติ
[๗๔๔] อนึ่ง ภิกษุณีใดเปลี่ยนจีวรกันกับภิกษุณีแล้ว ภายหลังนาง พูดขึ้นอย่างนี้ว่า ‘แม่เจ้า เธอจงรับจีวรของเธอไป จงนำจีวรผืนนั้น ของดิฉันมา จีวรผืนนี้ของเธอก็ต้องเป็นของเธอ จีวรผืนนั้นของดิฉันก็ ต้องเป็นของดิฉัน เธอจงนำจีวรผืนนั้นของดิฉันมา จงนำจีวรของเธอ กลับไป, ชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
สิกขาบทวิภังค์
{๑๐๗} [๗๔๕] คำว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ภิกษุณีใด คือ ผู้เช่นใด ...
คำว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่าภิกษุณี เพราะว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ทรง ประสงค์ว่า ‘ภิกษุณี’ ในข้อความตอนนี้
คำว่า กับภิกษุณี คือ กับภิกษุณีรูปอื่น
ที่ชื่อว่า จีวร ได้แก่ ผ้า ๖ ชนิด ชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเข้าองค์ กำหนดที่จะวิกัปได้เป็นอย่างต่ำ
คำว่า เปลี่ยน คือ เปลี่ยนจีวรเนื้อไม่ดีกับจีวรเนื้อดี หรือจีวรเนื้อดี กับจีวรเนื้อไม่ดี
คำว่า ชิงเอามา คือ ชิงเอามาเอง จีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์
คำว่า ให้ชิงเอามา คือ ใช้คนอื่นชิงเอามา ต้องอาบัติทุกกฏ สั่งครั้ง เดียวแต่ชิงเอามามากครั้ง จีวรนั้นเป็นนิสสัคคีย์ คือ เป็นของจำต้องสละ แก่สงฆ์ แก่คณะ หรือแก่ภิกษุณีรูปหนึ่งดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลจีวรนั้น ภิกษุณีพึงสละอย่างนี้
วิธีสละ
สละแก่สงฆ์
ภิกษุณีนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ...
‘แม่เจ้าจีวรผืนนี้ของข้าพเจ้าเปลี่ยนกันกับภิกษุณีแล้วชิงเอาคืนมา เป็นนิสสัคคีย์ ข้าพเจ้าสละจีวรผืนนี้แก่สงฆ์ ... สงฆ์พึงให้จีวรผืนนี้แก่ภิกษุณี ชื่อนี้’
สละแก่คณะ
ภิกษุณีนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีหลายรูป ... แม่เจ้าทั้งหลายพึงให้จีวรผืน นี้แก่ภิกษุณีชื่อนี้
- ๑ผ้า ๖ ชนิด คือ (๑) โขมะ ผ้าเปลือกไม้ (๒) กัปปาสิกะ ผ้าฝ้าย (๓) โกเสยยะ ผ้าไหม (๔) กัมพละ ผ้าขนสัตว์ (๕) สาณะ ผ้าป่าน (๖) ภังคะ ผ้าผสม (วิ.อ. ๒/๑๔๒)
- ๒องค์กำหนดที่จะวิกัปได้เป็นอย่างตํ่า คือผ้าที่จะวิกัปได้เป็นอย่างต่ำนั้น ยาว ๘ นิ้ว กว้าง ๔ นิ้ว โดยนิ้วพระสุคต (ดูเรื่องผ้าที่ต้องอธิษฐานและวิกัปเป็นอย่างต่ำเป็นต้น ใน วิ.มหา. (แปล) ๕) คือ มีด้านยาว ๒ คืบ ด้านกว้าง ๑ คืบ (วิ.อ. ๒/๑๔๒)
สละแก่ภิกษุณีรูปหนึ่ง
ภิกษุณีนั้นพึงเข้าไปหาภิกษุณีรูปหนึ่ง ... ข้าพเจ้าให้จีวรผืนนี้แก่แม่เจ้า
บทภาชนีย์
ติกนิสสัคคิยปาจิตตีย์
{๑๐๘} [๗๔๖] อุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นอุปสัมบัน เปลี่ยนจีวรกันแล้ว ชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์อุปสัมบัน ภิกษุณีสงสัย เปลี่ยนจีวรกันแล้ว ชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอา มาก็ดี เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์อุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นอนุปสัมบัน เปลี่ยนจีวรกันแล้ว ชิง เอามาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี เป็นนิสสัคคิยปาจิตตีย์
ภิกษุณีเปลี่ยนบริขารอย่างอื่นแล้วชิงเอามาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ
ภิกษุณีเปลี่ยนจีวรก็ดี บริขารอย่างอื่นก็ดี กับอนุปสัมบัน แล้วชิงเอา มาก็ดี ให้ชิงเอามาก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏอนุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นอุปสัมบัน ... ต้องอาบัติทุกกฏ
อนุปสัมบัน ภิกษุณีสงสัย ... ต้องอาบัติทุกกฏ
อนุปสัมบัน ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นอนุปสัมบัน ... ต้องอาบัติทุกกฏ
- ๑ปัญจกทุกกฎ แปลว่า หมวดแห่งอาบัติทุกกฎ ๕ ในที่นี้หมายถึงลักษณะแห่งการปรับอาบัติ ทุกกฎตามความแห่งสิกขาบทนี้ ๕ ลักษณะ
- ๒นอกจากผ้าที่ทรงอนุญาตให้มีประจำ ๕ ผืน คือ สังฆาฏิ จีวร สบง ผ้ารัดถันหรือผ้าโอบรักแร้ และผ้าอาบนํ้าแล้ว กัปปิยภัณฑ์ คือของที่สมควรแก่ภิกษุณีมีไว้ใช้สอยอื่นๆ เช่น บาตร เป็นต้น ก็ชื่อว่า บริขาร (นัย กงฺขา.อ. ๓๖๐)
อนาปัตติวาร
{๑๐๙} [๗๔๗] ภิกษุณีผู้รับเปลี่ยนนั้นคืนให้เองหรือถือวิสาสะต่อภิกษุณีผู้นั้น เปลี่ยนกันแล้วรับคืน ๑ ภิกษุณีผู้วิกลจริต ๑ ภิกษุณีผู้เป็นต้นบัญญัติ ๑ ภิกษุณีเหล่านี้ไม่ต้องอาบัติแล
จบ สิกขาบทที่ ๓
สิกขาบทที่ ๔
ว่าด้วยขอของอย่างหนึ่งแล้วออกปากขออีกอย่างหนึ่ง
{๑๑๐} [๗๔๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุณีถุลลนันทาอาพาธมีอุบาสกคนหนึ่งเข้าไปเยี่ยมภิกษุณีถุลลนันทา ถึงที่พัก ครั้นแล้วได้ถามนางว่า “แม่เจ้า ท่านไม่สบายหรือ ผมจะนำของ สิ่งไรมาถวายได้”นางตอบว่า “คุณ ดิฉันต้องการเนยใส”
จึงอุบาสกนั้นได้ไปนำเนยใสราคาหนึ่งกหาปณะจากร้านค้าของชาวตลาด คนหนึ่งมาถวายภิกษุณีถุลลนันทา
นางกล่าวอย่างนี้ว่า “คุณ ความต้องการของดิฉันไม่ใช่เนยใส ดิฉัน ต้องการน้ำมัน”
จึงอุบาสกนั้นได้เดินกลับเข้าไปหาชาวตลาดนั้นแล้วบอกกะเขาว่า “แม่เจ้าไม่ต้องการเนยใส แต่ต้องการน้ำมัน ขอท่านจงรับคืนเนยใสของ ท่าน แล้วให้นํ้ามันแก่ผม”
จบ สิกขาบทที่ ๓ เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา