พระวินัยปิฎก จุลวรรค · เสนาสนะขันธกะ
เรื่องความเคารพ เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๖๐–๒๖๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๙ ในเสนาสนะขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เสนาสนะขันธกะ เรื่องความเคารพ (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๑๓๕–๑๔๓
เอัคคาสนานุชานนะเ
เว่าด้วยพระพุทธานุญาตอาสนะเลิศเป็นต้นเ
{๒๖๐} [๓๑๐] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครเวสาลีตามพระ พุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี สมัยนั้น เหล่าภิกษุ อันเตวาสิกของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์รีบล่วงหน้าภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุขไปแล้วจองวิหารจองที่นอนไว้ด้วยหมายว่า “ที่นี้สำหรับอุปัชฌาย์ ของพวกเรา ที่นี้สำหรับอาจารย์ของพวกเรา ที่นี้สำหรับพวกเรา”ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเดินตามหลังภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุขไป เมื่อภิกษุทั้งหลายจองวิหารจองที่นอนอันหมดแล้ว หาที่นอน ไม่ได้ จึงนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้นเวลาปัจจุสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระ ภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้น ทรงกระแอมขึ้น แม้ท่านพระสารีบุตรก็กระแอมตอบพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ใครอยู่ที่นั่น,,
“ข้าพระองค์สารีบุตร พระพุทธเจ้าข้า,,
“สารีบุตร ทำไมเธอจึงมานั่งที่โคนต้นไม้นี้เล่า”
จึงท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เบุคคลผู้ควรแก่อาสนะเลิศเป็นต้นเ
{๒๖๑} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลาย ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าเหล่าภิกษุอันเตวาสิกของพวกภิกษุ ฉัพพัคคีย์รีบล่วงหน้าภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปแล้วจองวิหาร จองที่นอนไว้ด้วยหมายว่า ‘ที่นี้สำหรับอุปัชฌาย์ของพวกเรา ที่นี้สำหรับ อาจารย์ของพวกเรา ที่นี้สำหรับพวกเรา’ ดังนี้ จริงหรือ”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน โมฆบุรุษเหล่านี้จึงได้รีบล่วงหน้าภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปแล้ว จองวิหารจองที่นอนไว้ด้วยหมายว่า ‘ที่นี้สำหรับอุปัชฌาย์ของพวกเรา ที่นี้ สำหรับอาจารย์ของพวกเรา ที่นี้สำหรับพวกเรา’ ดังนี้เล่า การกระทำของ โมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาถามว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาต อันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดบวชจาก ตระกูลกษัตริย์ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาต อันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดบวชจาก ตระกูลพราหมณ์ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาต อันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดบวชจาก ตระกูลคฤหบดี ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดจำทรง พระสูตรไว้ได้ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดเป็น พระวินัยธร ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดเป็น พระธรรมกถึก ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้ ปฐมฌาน ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้ ทุติยฌาน ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้ ตติยฌาน ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้ จตุตฌาน ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดเป็นพระ โสดาบัน ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดเป็น พระสกทาคามี ... ภิกษุใดเป็นพระอนาคามี ... ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้วิชชา ๓ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
ภิกษุบางพวกกราบทูลอย่างนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุใดได้ อภิญญา ๖ ภิกษุนั้นควรได้อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศ”
เตรัสเรื่องสัตว์สามสหายเ
{๒๖๒} [๓๑๑] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งอยู่แถบป่า หิมพานต์ มีสัตว์สามสหาย คือ นกกระทา ๑ ลิง ๑ ช้าง ๑ อาศัย ต้นไทรใหญ่นั้นอยู่ ทั้งสามสัตว์นั้นมิได้เคารพมิได้ยำเกรงกัน มีความ ประพฤติไม่กลมเกลียวกันอยู่ จึงสัตว์สามสหายนั้นปรึกษากันว่า ‘โอ พวกเราทำอย่างไรจึงจะรู้ได้แน่ว่า บรรดาพวกเราผู้ใดเป็นผู้ใหญ่กว่าโดย กำเนิด พวกเราจะได้สักการะ เคารพ นับถือ บูชาผู้นั้น และจะได้ตั้งอยู่ ในโอวาทของผู้นั้น’
ต่อจากนั้น นกกระทาและลิงได้ถามช้างว่า ‘สหาย ท่านจำเรื่อง เก่าอะไรได้บ้าง’
ช้างตอบว่า ‘สหายทั้งหลาย เมื่อฉันยังเล็ก ฉันเดินคร่อมต้นไทรนี้ ไว้ในหว่างขาหนีบได้ ยอดไทรพอระท้องฉัน ฉันจำเรื่องเก่าได้ดังนี้’
นกกระทากับช้างถามลิงว่า ‘สหาย ท่านจำเรื่องเก่าอะไรได้บ้าง’
ลิงตอบว่า ‘สหายทั้งหลาย เมื่อฉันยังเล็ก ฉันนั่งบนพื้นดินกิน ยอดไทรนี้ถึง ฉันจำเรื่องเก่าได้ดังนี้’
ลิงและช้างถามนกกระทาว่า ‘สหาย ท่านจำเรื่องเก่าอะไรได้บ้าง’
นกกระทาตอบว่า ‘สหายทั้งหลาย ในสถานที่โน้นมีต้นไทรใหญ่ ฉันกินผลจากต้นไทรใหญ่นั้นแล้วได้ถ่ายมูลไว้ ณ สถานที่นี้ ต้นไทรต้นนี้ เกิดจากต้นไทรใหญ่นั้น เพราะฉะนั้น ฉันจึงเป็นผู้ใหญ่กว่าโดยกำเนิด’ลิงกับช้างได้กล่าวกับนกกระทาว่า ‘บรรดาพวกเรา ท่านเป็นผู้ใหญ่ กว่าโดยกำเนิด พวกเราจักสักการะ เคารพ นับถือบูชาท่าน และจะตั้ง อยู่ในโอวาทของท่าน’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นกกระทาได้ให้ลิงกับช้างสมาทานศีล ๕ และ ตนเองก็ประพฤติสมาทานในศีล ๕ สัตว์ทั้งสามมีความเคารพยำเกรงกัน มีความประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ หลังจากตายไป ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วัตรจริยานี้แลได้ชื่อว่าติตติริยพรหมจรรย์เอปจายนคาถาเ
{๒๖๓} คนเหล่าใดฉลาดในธรรม ประพฤติอ่อนน้อมต่อ
ท่านผู้ใหญ่ ย่อมเป็นผู้อันมหาชนสรรเสริญในบัจจุบันนี้
ทั้งสัมปรายภพของคนเหล่านั้นเป็นสุคติแล
- ๑ติตติริยพรหมจรรย์ การดำเนินชีวิตที่ประเสริฐของนกกระทา (ดู ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๓๗)
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แท้จริงสัตว์เหล่านั้นเป็นดิรัจฉาน ยังได้มีความ เคารพยำเกรงกัน มีความประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ การที่พวกเธอเป็น บรรพชิตในธรรมวินัยที่เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้ มีความเคารพยำเกรงกัน มี ความประพฤติกลมเกลียวกันอยู่ นั่นจะพึงงามในธรรมวินัยนี้โดยแท้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่นไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการกราบไหว้ การลุกรับ การทำ อัญชลีกรรม การทำสามีจิกรรม อาสนะอันเลิศ นํ้าอันเลิศ บิณฑบาตอัน เลิศ ตามลำดับผู้แก่กว่า
อนึ่ง ภิกษุไม่ควรกีดกันเสนาสนะของสงฆ์ตามลำดับผู้แก่กว่า รูปใด กีดกัน ต้องอาบัติทุกกฏ”
อวันทิยาทิปุคคละ
ว่าด้วยบุคคลที่ภิกษุไม่ควรไหว้เป็นต้น
บุคคลที่ภิกษุไม่ควรไหว้ ๑๐ ประเภท
{๒๖๔} [๓๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๑๐ ประเภทนี้อันภิกษุไม่ควรไหว้ คือ (๑) ภิกษุผู้อุปสมบทก่อนไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทภายหลัง (๒) ไม่ควร ไหว้อนุปสัมบัน (๓) ไม่ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้แก่กว่า ผู้ไม่ใช่ธรรมวาที (๘) ไม่ควรไหว้มาตุคาม (๕) ไม่ควรไหว้บัณเฑาะก์ (๖) ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้
- ๑อนุปสัมบัน คือ ผู้ยังมิได้อุปสมบท ผู้มิใช่ภิกษุหรือภิกษุณี ได้แก่ คฤหัสถ์ สามเณร รวมทั้ง สิกขมานาและสามเณรี
- ๒ภิกษุนานาสังวาส คือ ภิกษุผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ร่วม (อุโบสถและสังฆกรรมเป็นต้น) ที่ต่างกัน โดยปกติจะไม่ร่วมอุโบสถและสังฆกรรมกัน
อยู่ปริวาส (๗) ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม (๘) ไม่ควรไหว้ ภิกษุผู้ควรมานัต (๙) ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ประพฤติมานัต (๑๐) ไม่ควรไหว้ ภิกษุผู้ควรอัพภาน บุคคล ๑๐ ประเภทนี้แลอันภิกษุไม่ควรไหว้”
บุคคลที่ภิกษุควรไหว้ ๓ ประเภท
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ ประเภทนี้อันภิกษุควรไหว้ คือ (๑) ภิกษุผู้อุปสมบทภายหลังควรไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทก่อน (๒) ควรไหว้ภิกษุ นานาสังวาสผู้แก่กว่า ผู้เป็นธรรมวาที (๓) ควรไหว้ตถาคตผู้อรหันต์ตรัสรู้ เองโดยชอบในโลกตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ บุคคล ๓ ประเภทนี้แลอันภิกษุ ควรไหว้”
อาสนัปปฏิพาหนปฏิกเขปะ
ว่าด้วยพระพุทธบัญญัติห้ามการกีดกันเสนาสนะของสงฆ์
{๒๖๕} [๓๑๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ชาวบ้านตกแต่งมณฑป จัดแจงเครื่องลาด แผ้วถางสถานที่ไว้เฉพาะสงฆ์ เหล่าภิกษุอันเตวาสิกของพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ กล่าวว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตเสนาสนะตามลำดับผู้แก่กว่า เฉพาะของสงฆ์เท่านั้น ไม่ได้ทรงอนุญาตถึงของที่เขาทำเจาะจง” จึงรีบ ล่วงหน้าภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปแล้วจองมณฑป จอง เครื่องลาด จองสถานที่ไว้ด้วยหมายว่า “ที่นี้สำหรับอุปัชฌาย์ของพวกเรา ที่นี้สำหรับอาจารย์ของพวกเรา ที่นี้สำหรับพวกเรา”
- ๑ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ... ภิกษุผู้ควรอัพภาน พึงดูรายละเอียดในปาริวาสิกขันธกะ แห่งพระ บาลีวินัยปิฎก จุลลวรรค (ปฐมภาค : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๖)
ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเดินตามหลังภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุขไป เมื่อภิกษุเหล่านั้นจองมณฑป จองเครื่องลาด จองสถานที่หมด แล้ว หาที่ว่างไม่ได้ จึงนั่งอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้นเวลาปัจจุสมัยแห่ง ราตรี พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นทรงกระแอมขึ้น แม้ท่านพระสารีบุตร ก็กระแอมตอบ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ใครอยู่ที่นั่น”
“ข้าพระองค์สารีบุตร พระพุทธเจ้าข้า”
“สารีบุตร ทำไมเธอจึงมานั่งที่โคนต้นไม้นี้เล่า”
จึงท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
{๒๖๖} ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลาย ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าเหล่าภิกษุอันเตวาสิกของพวกภิกษุ ฉัพพัคคีย์พูดว่า ‘พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตเสนาสนะตามลำดับผู้แก่ กว่าเฉพาะของสงฆ์เท่านั้น ไม่ได้ทรงอนุญาตถึงของที่เขาเจาะจง’ จึงรีบ ล่วงหน้าภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขไปแล้วจองมณฑป จอง เครื่องลาด จองสถานที่ว่างไว้ด้วยหมายว่า ‘ที่นี้สำหรับอุปัชฌาย์ของพวก เรา ที่นี้สำหรับอาจารย์ของพวกเรา ที่นี้สำหรับพวกเรา’ ดังนี้ จริงหรือ”ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ของที่เขาทำเจาะจง ภิกษุก็ไม่พึงกีดกันตาม ลำดับผู้แก่กว่า รูปใดกีดกัน ต้องอาบัติทุกกฏ”
คิหิวิกตอนุชานนะ
ว่าด้วยพระพุทธานุญาตให้นั่งทับเตียงตั่งเป็นคิหิวิกัต
{๒๖๗} [๓๑๔] ก็โดยสมัยนั้นแล ชาวบ้านตกแต่งที่นอนสูงที่นอนใหญ่ไว้ที่ โรงอาหารในละแวกบ้าน คือ เก้าอี้นอน เตียงใหญ่ ผ้าโกเชาว์ขนยาว เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยลวดลาย เครื่องลาดที่ทำด้วยขนแกะ สีขาว เครื่องลาดที่มีสัณฐานเป็นช่อดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น เครื่องลาด พรมขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือเป็นต้น เครื่องลาดขนแกะ มีขนตั้ง เครื่องลาดขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและเงิน เครื่องลาดขนแกะจุนางฟ้อน ๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้า เครื่องลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วย หนังสัตว์ชื่ออชินะอันมีขนอ่อนนุ่ม เครื่องลาดอย่างดีที่ทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนข้าง ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่นั่งทับ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเครื่องลาดที่เป็นคิหิวิกัต เว้น เครื่องลาด ๓ ชนิด คือ เก้าอี้นอน เตียงใหญ่ เครื่องลาดที่ยัดนุ่น นอกนั้นนั่งทับได้ แต่จะนอนทับไม่ได้”
{๒๖๘} สมัยนั้น ชาวบ้านตกแต่งเตียงบ้าง ตั่งบ้าง ที่ยัดนุ่นไว้ที่โรงอาหาร ในละแวกบ้าน ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่นั่งทับ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้นั่งทับเตียงตั่งที่เป็นคิหิวิกัตได้ แต่จะนอนทับไม่ได้”
- ๑เป็นคิหิวิภัต คือเป็นเครื่องใช้อย่างที่พวกคฤหัสถ์หรือพวกชาวบ้านทั่วไปใช้กัน
เชตวนวิหารานุโมทนา
ว่าด้วยทรงอนุโมทนาพระวิหารเชตวัน
{๒๖๙} [๓๑๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้เสด็จ ถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นัยว่าพระองค์ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตะวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถีนั้น จึงอนาถบิณฑิก คฤหบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระ ภาคเจ้าว่า “พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับภิกษุสงฆ์ โปรดทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์เพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด” พระผู้ มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพ ครั้นอนาถบิณฑิกคฤหบดี ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาแล้ว จึงลุกจากที่นั่งถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไป
อนาถบิณฑิกคฤหบดีถวายพระวิหารเชตวัน
{๒๗๐} หลังจากนั้น อนาถบิณฑิกคฤหบดีสั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหาร อันประณีตโดยตลอดราตรีนั้น แล้วสั่งให้คนไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มี พระภาคเจ้าว่า “ถึงเวลาแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว”
ครั้งนั้นเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ครั้นแล้ว ประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดไว้ถวายพร้อมกับภิกษุสงฆ์ จึงอนาถบิณฑิก คฤหบดีอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยขาทนียโภชนียาหาร อันประณีตด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสวยเสร็จทรงนำ พระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตแล้ว จึงนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์จะปฏิบัติอย่างไรใน พระวิหารเชตวัน”
จบ เรื่องความเคารพ