พระวินัยปิฎก จุลวรรค · สมถขันธกะ
เรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ เล่ม ๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๙๔–๕๙๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๒ ในสมถขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค สมถขันธกะ เรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ (ฉบับหลวง เล่ม ๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๖ หน้า ๓๖๙–๓๗๖
ท่านพระทัพพมัลลบุตรจึงเข้าจตุตถฌานมีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ใช้นิ้วมือที่ส่องแสงสว่างเดินนำหน้าภิกษุเหล่านั้นไป แม้ภิกษุเหล่านั้นก็เดินตามหลังท่านพระทัพพมัลลบุตรไปด้วยแสงสว่างนั้นแล ท่านพระทัพพมัลลบุตรจัดแจงเสนาสนะสำหรับภิกษุเหล่านั้นโดยชี้แจงอย่างนี้ว่า “นี่เตียง นี่ตั่ง นี่ฟูก นี่หมอน นี่ที่ถ่ายอุจจาระ นี่ที่ถ่ายปัสสาวะ นี่นํ้าฉัน นี่นํ้าใช้ นี่ไม้เท้า นี่ระเบียบกติกาสงฆ์ ควรเข้าเวลานี้ ควรออกเวลานี้” ครั้นจัดแจงเสนาสนะเพื่อภิกษุเหล่านั้นเสร็จแล้ว จึงจะกลับพระวิหารเวฬุวัน
{๕๙๔}[๑๙๒] ก็โดยสมัยนั้นแล พระเมตติยะและพระภุมมชกะเป็นพระบวชใหม่และมีบุญน้อย เสนาสนะของสงฆ์ชนิดเลวและอาหารอย่างเลวย่อมตกถึงแก่เธอทั้งสอง ครั้งนั้น ชาวบ้านในพระนครราชคฤห์ชอบถวายเนยใสบ้าง นํ้ามันบ้าง แกงอ่อมบ้าง ซึ่งจัดปรุงพิเศษเพื่อพระเถระทั้งหลายส่วนพระเมตติยะและพระภุมมชกะเขาถวายอาหารอย่างธรรมดาตามแต่จะหาได้ เป็นชนิดปลายข้าวซึ่งมีนํ้าผักดองเป็นกับ เวลาหลังอาหาร เธอทั้งสองกลับจากบิณฑบาตแล้วเที่ยวถามพวกภิกษุผู้เถระว่า “อาวุโสทั้งหลายในโรงฉันของพวกท่านมีอาหารอะไรบ้าง ในโรงฉันของพวกท่านมีอาหารอะไรบ้าง” พระเถระบางพวกบอกอย่างนี้ว่า “อาวุโส พวกเรามีเนยใส มีนํ้ามัน มีแกงอ่อม” ฝ่ายพระเมตติยะและพระภุมมชกะพูดอย่างนี้ว่า “พวกผมไม่มีอะไรเลย มีแต่อาหารอย่างธรรมดาตามแต่จะหาได้ เป็นชนิดปลายข้าวซึ่งมีนํ้าผักดองเป็นกับ”{๕๙๕}สมัยต่อมา กัลยาณภัตติกคฤหบดี (คฤหบดีผู้ชอบถวายอาหารที่ดี) ได้ถวายภัตตาหารวันละ ๔ ที่แก่สงฆ์เป็นนิตยภัต เขาพร้อมด้วยบุตรภรรยา
- ๑เป็นพระคู่หูกันในทางเลว อยู่ในพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ (วิ.อ. ๒/๗๕)
ยืนอังคาสอยู่ใกล้ ๆ ในโรงฉัน ส่วนคนอื่น ๆ ย่อมถามความต้องการด้วยข้าวสุก กับข้าว นํ้ามัน แกงอ่อม
{๕๙๖}คราวนั้น พระภัตตุเทสก์ได้แจกภัตตาหารของกัลยาณภัตติกคฤหบดี แก่พระเมตติยะและพระภุมมชกะเพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น ขณะนั้น ท่านกัลยาณภัตติกคฤหบดีไปสู่อารามด้วยกรณียะบางอย่าง ได้เข้าไปหาท่านพระทัพพมัลลบุตรถึงสำนัก ครั้นแล้วนมัสการท่านพระทัพพมัลลบุตร นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ท่านพระทัพพมัลลบุตรยังท่านกัลยาณภัตติกคฤหบดีผู้นั่งแล้วให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถา ครั้นแล้วท่านกัลยาณภัตติกคฤหบดีอันท่านพระทัพพมัลลบุตรให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วได้เรียนถามท่านว่า “ภัตตาหารเพื่อจะฉันในวันพรุ่งนี้ที่เรือนของกระผม พระคุณเจ้าแจกแก่ภิกษุรูปไหน ขอรับ”ท่านพระทัพพมัลลบุตรตอบว่า “อาตมาแจกให้แก่พระเมตติยะกับพระภุมมชกะแล้วจ้ะ ท่านคฤหบดี”
ขณะนั้น ท่านกัลยาณภัตติกคฤหบดีได้มีความเสียใจว่า “ไฉนภิกษุผู้ลามกจึงได้ฉันภัตตาหารในเรือนเราเล่า” ดังนี้แล้วไปเรือน สั่งหญิงคนใช้ไว้ว่า “แม่สาวใช้ เจ้าจงจัดอาสนะไว้ที่ซุ้มประตู แล้วอังคาสภิกษุผู้จะมาฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ ด้วยปลายข้าวซึ่งมีน้ำผักดองเป็นกับ”
หญิงคนใช้รับคำของท่านกัลยาณภัตติกคฤหบดีว่า “อย่างนั้นก็ได้ เจ้าค่ะ”
ครั้งนั้น พระเมตติยะและพระภุมมชกะกล่าวแก่กันว่า “คุณ เมื่อวานนี้ท่านภัตตุเทสก์แจกภัตตาหารในเรือนท่านกัลยาณภัตติกคฤหบดีให้พวกเรา พรุ่งนี้ท่านกัลยาณภัตติกคฤหบดีพร้อมด้วยบุตรภรรยาจักยืนอังคาส เราอยู่ใกล้ ๆ ส่วนคนอื่น ๆ จักถามถึงความต้องการด้วยข้าวสุก กับข้าว น้ำมัน แกงอ่อม” เพราะความดีใจนั้นแล ตอนกลางคืน เธอทั้งสองนั้น
จึงนอนหลับไม่เต็มที่ ครั้นเวลาเช้า พระเมตติยะและพระภุมมชกะครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเดินเข้าไปยังนิเวศน์ของกัลยาณภัตติกคฤหบดี
หญิงคนใช้นั้นได้แลเห็นพระเมตติยะและพระภุมมชกะกำลังเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วจึงจัดอาสนะไว้ที่ซุ้มประตูแล้วกล่าวว่า “นิมนต์นั่ง เจ้าค่ะ”
จึงพระเมตติยะและพระภุมมชกะนึกว่า “ภัตตาหารคงจะยังไม่เสร็จเป็นแน่ เขาจึงให้เรานั่งพักที่ซุ้มประตูก่อน”
ขณะนั้น หญิงคนใช้ได้นำอาหารปลายข้าวซึ่งมีน้ำผักดองเป็นกับเข้าไปถวายพลางกล่าวว่า “นิมนต์ฉันเถิด เจ้าค่ะ”
“น้องหญิง พวกฉันเป็นพระรับฉันภัตจ้ะ”
“ดิฉันทราบแล้วเจ้าค่ะว่าพระคุณเจ้าเป็นพระรับฉันนิตยภัต แต่เมื่อวานนี้เอง ท่านคฤหบดีได้สั่งดิฉันไว้ว่า ‘แม่สาวใช้ เจ้าจงจัดอาสนะไว้ที่ซุ้มประตู แล้วอังคาสภิกษุผู้จะมาฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ด้วยปลายข้าวซึ่งมีน้ำผักดองเป็นกับ’ นิมนต์ฉันเถิด เจ้าค่ะ”
จึงพระเมตติยะและพระภุมมชกะปรึกษากันว่า “คุณ เมื่อวานนี้เอง ท่านกัลยาณภัตติกคฤหบดีไปสู่อารามในสำนักพระทัพพมัลลบุตร พวกเราคงถูกพระทัพพมัลลบุตรทำลายในสำนักคฤหบดีเป็นแน่นอนทีเดียว” เพราะความเสียใจนั้นแล เธอทั้งสองรูปนั้นจึงไม่ได้ฉันสมใจนึก ครั้นกลับจากบิณฑบาตถึงอารามในเวลาหลังอาหาร เก็บบาตรจีวรแล้ว นั่งรัดเข่าด้วยผ้าสังฆาฏิอยู่ภายนอกซุ้มประตูอาราม นิ่งอั้น เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา ไม่ยอมพูดจา
ภิกษุณีเมตติยาใส่ความพระทัพพมัลลบุตร
ครั้งนั้นแล ภิกษุณีเมตติยาเข้าไปเยี่ยมพระเมตติยะและพระภุมมชกะถึงสำนัก ครั้นแล้วได้กล่าวดังนี้ว่า “ดิฉันไหว้ เจ้าค่ะ พระคุณเจ้า”
เมื่อนางกล่าวอย่างนั้นแล้ว พระเมตติยะและพระภุมมชกะก็มิได้ทักทายด้วย นางกล่าวว่า “ดิฉันไหว้ เจ้าค่ะ” เป็นครั้งที่ ๒ เป็นครั้งที่ ๓ พระเมตติยะและพระภุมมชกะก็มิได้ทักทาย
ภิกษุณีเมตติยาถามว่า “ดิฉันทำผิดอะไรต่อพระคุณเจ้า ทำไมพระคุณเจ้าจึงไม่ยอมทักทายดิฉัน”
ภิกษุทั้งสองตอบว่า “ก็จริงอย่างนั้นแหละ น้องหญิง พวกเราถูกพระทัพพมัลลบุตรเบียดเบียนอยู่ เธอก็ยังเฉยอยู่ได้”
“ดิฉันจะช่วยเหลืออะไรได้ เจ้าค่ะ”
“น้องหญิง ถ้าเธอเต็มใจจะช่วย วันนี้แหละพระผู้มีพระภาคเจ้าต้องให้พระทัพพมัลลบุตรสึก”
นางถามว่า “ดิฉันจะทำอย่างไร ดิฉันสามารถจะช่วยเหลือได้ด้วยวิธีไหน”
“มาเถิด น้องหญิง เธอจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับครั้นแล้วจงกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘พระพุทธเจ้าข้า กรรมนี้ไม่มิดเม้น ไม่สมควร ทิศที่ไม่เคยมีภัย ไม่เคยมีจัญไร ไม่เคยมีอุบาทว์ บัดนี้กลับมามีภัย มีจัญไร มีอุบาทว์ สถานที่ไม่เคยมีลม บัดนี้กลับมามีลมแรงขึ้น นํ้าดูเหมือนว่าจะร้อนเสียแล้ว เพราะหม่อมฉันถูกพระคุณเจ้าทัพพมัลลบุตรประทุษร้าย พระพุทธเจ้าค่ะ”ภิกษุณีเมตติยารับคำของพระเมตติยะและพระภุมมชกะว่า “ตกลง เจ้าค่ะ” แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า กรรมนี้ไม่มิดเม้น ไม่สมควร ทิศที่ไม่เคยมีภัย ไม่เคยมีจัญไร ไม่เคยมีอุบาทว์ บัดนี้กลับมามีภัย มีจัญไร มีอุบาทว์ สถานที่ไม่เคยมีลม บัดนี้กลับมามีลมแรงขึ้น น้ำดูเหมือนว่าจะร้อนเสียแล้ว เพราะหม่อมฉันถูกพระคุณเจ้าทัพพมัลลบุตรประทุษร้าย พระพุทธเจ้าค่ะ”
ทรงประชุมสงฆ์สอบสวน
{๕๙๗}[๑๙๓] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า “ดูก่อนทัพพะ เธอจำได้ไหมว่าเป็นผู้ทำกรรมอย่างที่ภิกษุณีนี้กล่าวหา”ท่านพระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ย่อมทรงทราบว่าข้าพระองค์เป็นฉันใด”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามท่านพระทัพพมัลลบุตรเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “ดูก่อนทัพพะ เธอจำได้ไหมว่าเป็นผู้ทำกรรมอย่างที่ภิกษุณีนี้กล่าวหา”
ท่านพระทัพพมัลลบุตรก็กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ย่อมทรงทราบว่าข้าพระองค์เป็นฉันใด”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามท่านพระทัพพมัลลบุตรเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ดูก่อนทัพพะ เธอจำได้ไหมว่าเป็นผู้ทำกรรมอย่างที่ภิกษุณีนี้กล่าวหา”
ท่านพระทัพพมัลลบุตรกราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ย่อมทรงทราบว่าข้าพระองค์เป็นฉันใด”
“ดูก่อนทัพพะ คนฉลาดย่อมไม่แก้คำกล่าวหาอย่างนี้ ถ้าเธอทำ ก็จงบอกว่าทำ ถ้าเธอไม่ได้ทำ ก็จงบอกว่าไม่ได้ทำ”
“พระพุทธเจ้าข้า ตั้งแต่ข้าพระองค์เกิดมายังไม่รู้จักเสพเมถุนธรรม แม้ทางความฝันเลย จะกล่าวไปไยถึงตอนตื่นอยู่เล่า”
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกเธอจงให้ภิกษุณีเมตติยาสึกเสีย และจงสอบสวนภิกษุเหล่านี้” ครั้นรับสั่งดังนี้แล้วพระองค์เสด็จลุกขึ้นจากที่ประทับเข้าพระวิหารหลังจากนั้น ภิกษุทั้งหลายได้ให้ภิกษุณีเมตติยาสึก จึงพระเมตติยะและภุมมชกะได้แถลงเรื่องนี้กะภิกษุทั้งหลายว่า “อาวุโสทั้งหลาย ขอท่าน
ทั้งหลายจงอย่าให้ภิกษุณีเมตติยาสึกเลย นางไม่ผิดอะไร นางถูกพวกกระผมซึ่งแค้นเคืองไม่พอใจ มีความประสงค์จะให้ท่านพระทัพพมัลลบุตรพ้นไปจากพรหมจรรย์ให้เหิมเกริมแล้ว”
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า “อาวุโสทั้งหลาย ก็นี่พวกคุณใส่ความท่านพระทัพพมัลลบุตรด้วยศีลวิบัติ (อาบัติปาราชิก) อันหามูลมิได้หรือ”
ภิกษุสองรูปนั้นสารภาพว่า “อย่างนั้น ขอรับ”
บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระเมตติยะและพระภุมมชกะจึงได้ใส่ความท่านพระทัพพมัลลบุตรด้วยศีลวิบัติอันหามูลมิได้เล่า” แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุเมตติยะและภิกษุภุมมชกะใส่ความทัพพมัลลบุตรด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
การให้สติวินัย
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงให้สติวินัยแก่ทัพพมัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงให้สติวินัยอย่างนี้ คือ ทัพพมัลลบุตรนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตตราสงค์เฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุผู้แก่กว่า นั่งกระหย่ง ประนมมือแล้วกล่าวคำขอว่าดังนี้
คำขอสติวินัย
‘ท่านเจ้าข้า ภิกษุเมตติยะและภิกษุภุมมชกะนี้ใส่ความข้าพเจ้าด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล ข้าพเจ้านั้นถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ขอสติวินัยกะสงฆ์’
พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ...
พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ว่า ‘ท่านเจ้าข้า ภิกษุเมตติยะและภิกษุภุมมชกะนี้ใส่ความข้าพเจ้าด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล ข้าพเจ้านั้นถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้วขอสติวินัยกะสงฆ์เป็นครั้งที่ ๓’
{๕๙๘}ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ว่าดังนี้
กรรมวาจาให้สติวินัย
[๑๙๔] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุเมตติยะและภิกษุภุมมชกะนี้ใส่ความท่านพระทัพพมัลลบุตรด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล ท่านพระทัพพมัลลบุตรเป็นผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ขอสติวินัยกะสงฆ์ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงให้สติวินัยแก่ท่านพระทัพพมัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุเมตติยะและภิกษุภุมมชกะนี้ใส่ความท่านพระทัพพมัลลบุตรด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล ท่านพระทัพพมัลลบุตรเป็นผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้วขอสติวินัยกะสงฆ์ สงฆ์ให้สติวินัยแก่ท่านพระทัพพมัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว การให้สติวินัยแก่ท่านพระทัพพมัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้วชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่ ๒...
ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่ ๓ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุเมตติยะและภิกษุภุมมชกะนี้ใส่ความท่านพระทัพพมัลลบุตรด้วยศีลวิบัติอันไม่มีมูล ท่านพระทัพพมัลลบุตรเป็นผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว ขอสติวินัยกะสงฆ์ สงฆ์ให้สติวินัยแก่ท่านพระทัพพมัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้ว การให้สติวินัยแก่ท่านพระทัพพมัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้วชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงสติวินัยอันสงฆ์ให้แล้วแก่ท่านพระทัพพมัลลบุตรผู้ถึงความไพบูลย์แห่งสติแล้วชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้’
การให้สติวินัยที่เป็นธรรมมี ๕ อย่าง
{๕๙๙}[๑๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การให้สติวินัยที่เป็นธรรมมี ๕ อย่างนี้ คือ ภิกษุเป็นผู้หมดจดไม่ต้องอาบัติ ๑ ผู้อื่นโจทเธอ ๑ เธอขอ ๑ สงฆ์ให้สติวินัยแก่เธอ ๑ สงฆ์พร้อมเพรียงกันโดยธรรมให้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การให้สติวินัยที่เป็นธรรมมี ๕ อย่างนี้แล”
๓. อมูฬหวินัย
ว่าด้วยวิธีระงับอธิกรณ์โดยยกประโยชน์ให้ว่าต้องอาบัติขณะวิกลจริต
เรื่องพระคัคคะ
{๖๐๐}[๑๙๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พระคัคคะวิกลจริตมีจิตแปรปรวน เธอประพฤติละเมิดกิจอันไม่ควรแก่สมณะเป็นอันมาก ทั้งที่กล่าวด้วยวาจาและพยายามทำด้วยกาย ภิกษุทั้งหลายโจทพระคัคคะด้วยอาบัติที่เธอวิกลจริต
จบ เรื่องพระเมตติยะและพระภุมมชกะ