arnon.world

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ภิกขุนีขันธกะ

พุทธานุญาตให้อุปสมบทภิกษุณี เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๑๙–๕๒๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๒๐ ในภิกขุนีขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภิกขุนีขันธกะ พุทธานุญาตให้อุปสมบทภิกษุณี (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๓๕๕–๓๕๙

หน้า ๓๕๕

หนอนขยอกที่ลงในนาข้าวสาลีที่สมบูรณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ นาข้าวสาลีนั้นก็ ดำรงอยู่ได้ไม่นาน

ดูก่อนอานนท์ สตรีได้ออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัย ใด พรหมจรรย์ในธรรมวินัยนั้นจักดำรงอยู่ไม่ได้นาน เปรียบเหมือนเพลี้ยที่ ลงในไร่อ้อยที่สมบูรณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ไร่อ้อยนั้นก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน

ดูก่อนอานนท์ เราบัญญัติครุธรรม ๘ ประการแก่ภิกษุณีไว้ล่วงหน้า ทีเดียว เพื่อมิให้ภิกษุณีล่วงละเมิดตลอดชีวิต เปรียบเหมือนบุรุษกั้นทำนบ แห่งสระใหญ่ไว้ล่วงหน้าเพื่อไม่ให้นํ้าไหลออกไป”

จบ ครุธรรม ๘ ประการของภิกษุณี

๓. ภิกขุนีอุปสัมปทานุชานนะ

ว่าด้วยพระพุทธานุญาตให้อุปสมบทภิกษุณี

{๕๑๙} [๔๐๔] ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนเฝ้า ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันจะปฏิบัติใน เจ้าหญิงสากิยานีเหล่านี้อย่างไร”ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงพระมหาปชาบดีโคตมีให้ เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ทีนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีผู้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วเสด็จกลับไปลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้า มูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายอุปสมบทภิกษุณี”

หน้า ๓๕๖

{๕๒๐} ครั้งนั้น ภิกษุณีเหล่านั้นได้กล่าวกะพระมหาปชาบดีโคตมีดังนี้ว่า “พระแม่เจ้ายังไม่ได้อุปสมบท แต่พวกดิฉันอุปสมบทแล้ว เพราะพระผู้มี พระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้อย่างนี้ว่า ‘ภิกษุทั้งหลายพึงให้อุปสมบทภิกษุณี"

ลำดับนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วอภิวาทท่านพระอานนท์ ได้ยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบเรียน ว่า “ท่านพระอานนท์ ภิกษุณีเหล่านั้นพูดกะดิฉันอย่างนี้ว่า ‘พระแม่เจ้า ยังไม่ได้อุปสมบท แต่พวกดิฉันอุปสมบทแล้ว เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบัญญัติไว้อย่างนี้ว่าภิกษุทั้งหลายพึงให้อุปสมบทภิกษุณี”จึงท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้น แล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้านั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระมหาปชาบดีโคตรมีกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านพระอานนท์ ภิกษุณีพวกนี้พูดกะดิฉันอย่างนี้ว่า ‘พระแม่เจ้ายังไม่ได้อุปสมบท แต่พวก ดิฉันอุปสมบทแล้ว เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้อย่างนี้ว่าภิกษุ ทั้งหลายพึงให้อุปสมบทภิกษุณี”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ พระมหาปชาบดีโคตมีรับ ครุธรรม ๘ ประการแล้วในกาลใด เธอชื่อว่าอุปสมบทแล้วในกาลนั้นทีเดียว”

ทูลขอพรให้ภิกษุกราบไหว้ภิกษุณี

{๕๒๑} [๔๐๕] ครั้งนั้น พระมหามหาปชาบดีโคตมีเข้าไปหาท่านพระอานนท์ ถึงที่อยู่ ครั้นแล้วอภิวาทท่านพระอานนท์ ได้ยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบเรียนว่า “ท่านพระอานนท์ ดิฉันจะทูลขอพรอย่างหนึ่งกะพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า ‘ขอประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระ ภาคเจ้าพึงทรงอนุญาตการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่ภิกษุและภิกษุณีตามลำดับอาวุโส”

หน้า ๓๕๗

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระมหาปชาบดีโคตมีกล่าวอย่างนี้ว่า ‘ท่านพระอานนท์ ดิฉันจะขอพรอย่างหนึ่งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ‘ขอ ประทานพระวโรกาส พระพุทธเจ้าข้า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรง อนุญาตการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมแก่ภิกษุและ ภิกษุณีตามลาดับอาวุโส”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ การที่ตถาคตจะอนุญาต การกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมแก่สตรีนั้น มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส เพราะพวกอัญเดียรถีย์ที่มีธรรมอันกล่าวไม่ดีแล้วเหล่านี้ก็ยัง ไม่ได้กระทำการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมแก่สตรีเลย ก็ไฉนตถาคตจักอนุญาตการกราบไว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรม แก่สตรีเล่า”ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูล นั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

‘ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทำการกราบไหว้ การลุกรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมแก่สตรี รูปใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ”

ทูลถามถึงสิกขาบทที่ภิกษุณีควรปฏิบัติ

{๕๒๒} ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนเฝ้าอยู่ ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ในสิกขาบทของภิกษุณีที่ ทั่วถึงแก่ภิกษุด้วย พวกหม่อมฉันจะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า อัญเดียรถีย์ หมายถึงนักบวชภายนอกพระพุทธศาสนา มีชื่อเรียกในสมัยนั้น เช่น นิครนถ์ อาชีวก อเจลก ดาบส(ชฎิล) ปริพาชก ปัณฑรงค์ (นัย วิ.อ. ๑/๒๗๑)
หน้า ๓๕๘

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนโคตมี ในสิกขาบทของภิกษุณีที่ทั่ว ถึงแก่ภิกษุด้วยนั้น พวกเธอจงศึกษาในสิกขาบทเหล่านั้นดุจภิกษุทั้งหลาย ศึกษาอยู่กัน”

“พระพุทธเจ้าข้า ก็ในสิกขาบทของภิกษุณีที่ไม่ทั่วถึงแก่ภิกษุ พวก หม่อมฉันจะปฏิบัติอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนโคตมี ในสิกขาบทของภิกษุณีที่ไม่ทั่วถึงแก่ภิกษุ พวกเธอจง ศึกษาตามที่เราบัญญัติไว้แล้ว”

ลักษณะตัดสินพระธรรมวินัย

{๕๒๓} [๔๐๖] ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับยืนเฝ้า อยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระ องค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ธรรมโดยย่อแก่หม่อมฉัน ซึ่งหม่อมฉันได้ฟังแล้วจะพึงเป็นผู้ปลีกตัวออก จากหมู่อยู่ตามลำพัง ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพานอยู่เถิด”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนโคตมี เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ‘ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อความกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้ ไม่เป็นไปเพื่อพรากสัตว์ออก เป็นไปเพื่อสั่งสม กิเลส ไม่เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส เป็นไปเพื่อความมักมาก ไม่เป็นไปเพื่อ ความมักน้อย เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความสันโดษ เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่เป็นไปเพื่อความสงัด เป็นไปเพื่อ ความเกียจคร้าน ไม่เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร เป็นไปเพื่อความเป็น คนเลี้ยงยาก ไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย’ ดูก่อนโคตมี เธอพึง ทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียวว่า ‘นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่ คำสั่งสอนของพระศาสดา’

หน้า ๓๕๙

ดูก่อนโคตมี เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดว่า ‘ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลาย กำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด เป็นไปเพื่อพรากสัตว์ออก ไม่เป็นไป เพื่อประกอบสัตว์ไว้ เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส เป็นไปเพื่อความมักน้อย ไม่เป็นไปเพื่อความมักมาก เป็นไปเพื่อความ สันโดษ ไม่เป็นไปเพื่อความไม่สันโดษ เป็นไปเพื่อความสงัด ไม่เป็นไป เพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เป็นไปเพื่อปรารภความเพียร ไม่เป็นไปเพื่อ ความเกียจคร้าน เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่าย ไม่เป็นไปเพื่อความ เป็นคนเลี้ยงยาก’ ดูก่อนโคตมี เธอพึงทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้โดยส่วนเดียว ว่า ‘นี้เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา”

พระพุทธานุญาตให้ภิกษุณีแสดงปาติโมกข์

{๕๒๔} [๔๐๗] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายไม่แสดงปาติโมกข์แก่ภิกษุณี ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้แสดงปาติโมกข์แก่ภิกษุณีทั้งหลาย” ต่อมา ภิกษุทั้งหลายคิดว่า “ใครหนอควรแสดงปาติโมกข์แก่ภิกษุณี ทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุแสดงปาติโมกข์แก่ภิกษุณี ทั้งหลาย”

{๕๒๕} สมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายเข้าไปถึงที่พำนักของภิกษุณีแล้วแสดง ปาติโมกข์แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ภิกษุณีเหล่านี้เป็นเมียของภิกษุพวกนี้ ภิกษุณีเหล่านี้เป็นหญิงชู้ของภิกษุ พวกนี้ บัดนี้ภิกษุพวกนี้จักอภิรมย์กับภิกษุณีเหล่านี้” ภิกษุทั้งหลายได้ยิน

จบ พุทธานุญาตให้อุปสมบทภิกษุณี