พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ขุททกวัตถุขันธกะ
เรื่องพระฉัพพัคคีย์ วัตรในการอาบน้ำ เล่ม ๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑–๑๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๒๗ ในขุททกวัตถุขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก จุลวรรค ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ วัตรในการอาบน้ำ (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๑–๗
พระไตรปิฎกภาษาไทย
พระบาลีวินัยปิฎก
จุลลวรรค
[ทุติยภาค]
ฉบับเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เนื่องในการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี
พุทธศักราช ๒๕๔๙
มหาเถรสมาคม จัดพิมพ์
๗
พระบาลีวินัยปิฎก
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๕. ขุททกวัตถุขันธกะ
ขุททกวัตถุ
ว่าด้วยเรื่องวัตรปฏิบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับภิกษุ
พระพุทธบัญญัติวัตรในการอาบน้ำ
{๑} [๒๔๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์อาบนํ้าสีกาย คือ สีขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง
- ๑จุลลวรรค แปลว่า หมวดเล็ก เป็นชื่อคัมภีร์ที่ ๔ ในบรรดาคัมภีร์ทั้งห้าของพระวินัยปิฎก มี เนื้อหาว่าด้วยสิกขาบทนอกพระปาติโมกข์ที่เกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติอันดีงามของสงฆ์ ซึ่งเรียก ว่า อภิสมาจาริกสิกขา สิกขาฝ่ายอภิสมาจาร จัดแบ่งเป็น ๒ ภาค (หรือ ๒ เล่มหนังสือ คือ (๑) จุลลวรรค (ปฐมภาค)ได้แก่ พระบาลีวินัยปิฎก เล่มที่ ๖ (๒) จุลลวรรค (ทุติยภาค) ได้แก่ พระบาลีวินัยปิฎก เล่ม ๗ นี้ ทั้งสองภาคได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นตอนๆ โดยเรียกว่า ขันธกะ มี จำนวนทั้งหมด ๑๒ ขันธกะ กล่าวเฉพาะ พระบาลีวินัยปิฎก จุลลวรรค (ทุติยภาค) นี้มีเนื้อหา ว่าด้วยเรื่องเบ็ดเตล็ดอันเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุซึ่ง เป็นทั้งเรื่องที่ทรงห้ามและเรื่องที่ทรงอนุญาตต่อเนื่องจากพระบาลีวินัยปิฎกจุลวรรค(ปฐมภาค) อีก ๘ ขันธกะ (นับต่อจากจุลวรรค ปฐมภาค) คือ (๕) ขุททกวัตถุขันธกะ (๖) เสนาสนขันธกะ (๗) สังฆเภทขันธกะ (๘) วัตตขันธกะ (๙) ปาติโมกขัฏฐปนขันธกะ (๑๐) ภิกขุนีขันธกะ (๑๑) ปัญจสติกขันธกะ (๑๒) สัตตสติกขันธกะ
หลังบ้างที่ต้นไม้ พวกชาวบ้านเห็นแล้วจึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา ว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทั้งหลายจึงได้อาบน้ำสีกาย คือ สีขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้างที่ต้นไม้ เหมือนพวกนักมวยหมัด เหมือนพวกชาวบ้านผู้ชอบขัดผิวกันเล่า” ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้าน เหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ใคร่ต่อสิกขา ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประชุมสงฆ์สอบถาม
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าพวกภิกษุฉัพพัคคีย์อาบนํ้าสีกาย คือ สีขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้างที่ต้นไม้ จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การ กระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนโมฆบุรุษเหล่านั้นจึงได้อาบนํ้าสีกาย คือ สีขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้างที่ต้นไม้เล่า การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้น นั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความ เลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้ การกระทำของพวกเธอ นั่นเป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความ กลายเป็นอื่นไปของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว” ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า
- ๑โมฆบุรุษ แปลว่า บุรุษเปล่า หมายถึงคนเปล่าประโยชน์ คนที่ใช้การไม่ได้ เป็นคำที่พระพุทธเจ้า ตรัสเรียกคนที่ไม่มีอุปนิสัยต่อการบรรลุมรรคผลในอัตภาพชาติปัจจุบัน หรือถึงแม้จะมีอุปนิสัย แต่ยังไม่มีการบรรลุมรรคผลในขณะนั้น (นัย วิ.อ.๑/๒๒๙, ม.มู.อ. ๑/๓๔)
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่ออาบนํ้า ไม่พึงสีกายที่ต้นไม้ รูปใดสี ต้องอาบัติทุกกฏ”
{๒} สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์อาบนํ้าสีกาย คือ สีขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้างที่เสา พวกชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทั้งหลายจึงได้อาบนํ้าสีกาย คือ สีขา บ้าง แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้างที่เสา เหมือนพวกนักมวยหมัด เหมือน พวกชาวบ้านผู้ชอบขัดผิวกันเล่า” ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่ง โทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ … จึงกราบทูลเรื่องแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่ออาบน้ำ ไม่พึงสีกายที่เสา รูปใดสี ต้อง อาบัติทุกกฏ”
{๓} สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์อาบนํ้าสีกาย คือ สีขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้างที่ฝา ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรทั้งหลายจึงได้อาบนํ้าสีกาย คือ สีขาบ้าง แขนบ้าง อกบ้าง หลังบ้างที่ฝา เหมือนพวกนักมวยหมัด เหมือนพวก ชาวบ้านผู้ชอบขัดผิวเล่า …
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ... รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่ออาบน้ำ ไม่พึงสีกายที่ฝา รูปใดสี ต้องอาบัติทุกกฏ”
{๔} สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เมื่ออาบนํ้าพากันอาบในสถานที่อันไม่ สมควร ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้
- ๑สถานที่อันไม่สมควร ในที่นี้ หมายถึงสถานที่ที่พวกชาวบ้านนำต้นไม้ที่ถากเรียบคล้ายแผ่น กระดาน เจาะเป็นแถวอย่างตาหมากรุกมาปักฝังไว้ที่ท่าอาบนํ้า แล้วนำจุรณมาโรยจนทั่วพา กันขัดสีกายอาบนํ้าที่เสานั้น (วิ.อ. ๓/๓๐๒)
บริโภคกาม" ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา อยู่ ... จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ทราบมาว่า … จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่ออาบนํ้า ไม่พึงอาบในสถานที่อันไม่ สมควร รูปใดอาบ ต้องอาบัติทุกกฏ”
{๕} สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์อาบนํ้าถูด้วยมือที่ทำด้วยไม้ ชาวบ้าน พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ารับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงอาบนํ้าถูด้วยมือที่ทำด้วยไม้ รูปใด อาบ ต้องอาบัติทุกกฏ”
{๖} สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์อาบนํ้าถูตัวด้วยสายลูกประคำที่เคลือบ ให้ลื่นด้วยแป้งสีแดงเข้มที่ทำจากพลอยแดง ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ารับสั่งกะ ภิกษุทั้งหลายว่า
- ๑มือที่ทำด้วยไม้ ในที่นี้ หมายถึงไม้มือที่พวกชาวบ้านวางไว้ที่ท่าอาบนํ้าสำหรับใช้ตักจุรณขัดสี กายในเวลาอาบนํ้า (วิ.อ. ๓/๓๐๒)
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงอาบนํ้าถูตัวด้วยสายลูกประคำที่ เคลือบให้ลื่นด้วยแป้งสีแดงเข้มที่ทำจากพลอยแดง รูปใดอาบ ต้องอาบัติ ทุกกฏ”
{๗} สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ผลัดกันถูตัว ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงผลัดกันถูตัว รูปใดให้ทำ ต้องอาบัติ ทุกกฏ”
{๘} สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์อาบนํ้าถูตัวด้วยไม้บังเวียนที่จักเป็นฟัน มังกร ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า … เหมือนพวกคฤหัสถ์ ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงอาบน้ำถูด้วยไม้บังเวียนที่จักเป็นฟัน มังกร รูปใดอาบ ต้องอาบัติทุกกฏ”
พระพุทธานุญาตพิเศษในการอาบนํ้า
{๙} [๒๔๔] โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธเป็นโรคหิด ภิกษุนั้นเว้น ไม้บังเวียนที่จักเป็นฟันมังกรเสียย่อมไม่สบาย ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่อง นั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไม้บังเวียนที่มิได้จักเป็นฟันมังกรแก่ ภิกษุอาพาธ”
{๑๐} สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งทุพพลภาพเพราะชรา เมื่ออาบน้ำ ไม่สามารถ จะถูตัวเองได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเกลียวผ้า”
{๑๑} สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งรังเกียจที่จะถูหลังด้วยเกลียวผ้า ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการถูหลังด้วยมือ”
พระพุทธบัญญัติห้ามใช้เครื่องประดับ
{๑๒} [๒๔๕] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้เครื่องประดับหู ใช้ สังวาล ใช้สร้อยคอ ใช้เครื่องประดับเอว ใช้กำไลมือ ใช้กำไลต้นแขน ใช้เครื่องประดับข้อมือ ใช้แหวนประดับนิ้วมือ ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้เครื่องประดับหู ใช้สังวาล ใช้สร้อยคอ ใช้ เครื่องประดับเอว ใช้กำไลมือ ใช้กำไลต้นแขน ใช้เครื่องประดับข้อมือ ใช้แหวนประดับนิ้วมือ จริงหรือ”
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ … ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้เครื่องประดับหู ไม่พึงใช้สังวาล ไม่พึงใช้สร้อยคอ ไม่พึงใช้เครื่องประดับเอว ไม่พึงใช้กำไลมือ ไม่พึงใช้ กำไลต้นแขน ไม่พึงใช้เครื่องประดับข้อมือ ไม่พึงใช้แหวนประดับนิ้วมือ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ”
จบ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ วัตรในการอาบน้ำ