arnon.world

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ขุททกวัตถุขันธกะ

เรื่องเครื่องประดับต่างชนิด เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒–๒๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๒๗ ในขุททกวัตถุขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องเครื่องประดับต่างชนิด (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๗ หน้า ๗–๑๒

หน้า ๗

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเกลียวผ้า”

{๑๑} สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งรังเกียจที่จะถูหลังด้วยเกลียวผ้า ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการถูหลังด้วยมือ”

พระพุทธบัญญัติห้ามใช้เครื่องประดับ

{๑๒} [๒๔๕] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้เครื่องประดับหู ใช้ สังวาล ใช้สร้อยคอ ใช้เครื่องประดับเอว ใช้กำไลมือ ใช้กำไลต้นแขน ใช้เครื่องประดับข้อมือ ใช้แหวนประดับนิ้วมือ ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้เครื่องประดับหู ใช้สังวาล ใช้สร้อยคอ ใช้ เครื่องประดับเอว ใช้กำไลมือ ใช้กำไลต้นแขน ใช้เครื่องประดับข้อมือ ใช้แหวนประดับนิ้วมือ จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ … ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้เครื่องประดับหู ไม่พึงใช้สังวาล ไม่พึงใช้สร้อยคอ ไม่พึงใช้เครื่องประดับเอว ไม่พึงใช้กำไลมือ ไม่พึงใช้ กำไลต้นแขน ไม่พึงใช้เครื่องประดับข้อมือ ไม่พึงใช้แหวนประดับนิ้วมือ รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ”

หน้า ๘

พระพุทธบัญญัติห้ามไว้ผมยาว เสยผม หวีผม

{๑๓} [๒๔๖] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ไว้ผมยาว พวกชาวบ้าน พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่าเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ภิกษุ ทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่ง ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไว้ผมยาว รูปใดไว้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไว้ผมยาวได้ ๒ เดือน หรือ ยาว ๒ องคุลี"

{๑๔} สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เสยผมด้วยแปรง เสยผมด้วยหวี เสย ผมด้วยนิ้วมือต่างหวี เสยผมด้วยนํ้ามันผสมกับขี้ผึ้ง เสยผมด้วยนํ้ามันผสม กับนํ้า ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวก คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงเสยผมด้วยแปรง ไม่พึงหวีผมด้วย หวี ไม่พึงเสยผมด้วยนิ้วมือต่างหวี ไม่พึงเสยผมด้วยน้ำมันผสมกับขี้ผึ้ง ไม่พึงเสยผมด้วยน้ำมันผสมกับน้ำ รูปใดเสย ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามส่องดูเงาหน้า

{๑๕} [๒๔๗] ก็โดยสมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ส่องดูเงาหน้าในกระจกบ้าง ในแผ่นนํ้าบ้าง ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑หมายถึงทรงอนุญาตไว้ ๒ เดือนโดยกำหนดอย่างสูงสุด ถ้าภายใน ๒ เดือน ภิกษุมีผมยาวถึง ๒ องคุลีหรือ ๒ ข้อนิ้ว พึงตัดภายใน ๒ เดือน ไม่ควรปล่อยไว้ให้ยาวเกิน ๒ องคุลี หรือแม้ผม จะยังไม่ยาว ก็ไม่ควรปล่อยไว้เกิน ๒ เดือนไปแม้เพียง ๑ วัน (วิ.อ. ๓/๓๐๓)
หน้า ๙

พวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงดูเงาหน้าในกระจกหรือในแผ่นน้ำ รูปใดดู ต้องอาบัติทุกกฏ”

{๑๖} สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งเป็นแผลที่หน้า เธอถามภิกษุทั้งหลายว่า “แผลของผมเป็นเช่นไร ขอรับ” ภิกษุทั้งหลายตอบอย่างนี้ว่า “แผลของคุณ เป็นเช่นนี้ ขอรับ” เธอไม่ยอมเชื่อ ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ดูเงาหน้าในกระจกหรือในแผ่นน้ำ ได้เพราะเหตุอาพาธ”

พระพุทธบัญญัติห้ามทาหน้าเป็นต้น

{๑๗} สมัยต่อมา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทาหน้า ถูหน้า ผัดหน้า เจิมหน้าด้วย มโนศิลา ย้อมตัว ย้อมหน้า ย้อมทั้งตัวและหน้า ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทาหน้า ไม่พึงถูหน้า ไม่พึงผัดหน้า ไม่พึงเจิมหน้าด้วยมโนศิลา ไม่พึงย้อมตัว ไม่พึงย้อมหน้า ไม่พึงย้อมทั้ง ตัวและหน้า รูปใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ”

{๑๘} สมัยต่อมา ภิกษุรปหนึ่งอาพาธด้วยโรคตา ภิกษุทั้งหลายกราบทูล เรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทาหน้าได้เพราะเหตุอาพาธ”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เพราะเหตุอาพาธ เช่น ส่องดูเพื่อรู้ว่าแผลที่ใบหน้าหายสนิทหรือยัง หรือส่องดูเพื่อปลงอายุ สังขารของตนว่าชราภาพเพียงไร (วิ.อ. ๓/๓๐๓)
  2. ๒มโนศิลา ศิลาอ่อนที่ย่อยให้ละเอียดประสมเป็นสีทาสิ่งอื่นได้ หรือสารหนูแดง (พจนา. ๖๒๙)
หน้า ๑๐

พระพุทธบัญญัติห้ามไปดูการฟ้อนรำเป็นต้น

{๑๙} [๒๔๘] ก็โดยสมัยนั้นแล ที่พระนครราชคฤห์มีงานมหรสพบนยอด เขา พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ได้ไปดูงานมหรสพ ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ไปดูการฟ้อนรำ การขับร้อง และการประโคมดนตรีเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงไปดูการฟ้อนรำ การขับร้อง หรือ การประโคมดนตรี รูปใดไป ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามสวดพระธรรมด้วยทำนองเพลงขับ

{๒๐} [๒๔๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สวดพระธรรมด้วยทำนอง ยาวคล้ายเพลงขับ ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “พระ สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้าย เพลงขับเหมือนพวกเราขับ” ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้สวดพระธรรมด้วยทำนองยาว คล้ายเพลงขับเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่า พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิ ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่ง กะภิกษุทั้งหลายว่า

หน้า ๑๑

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้ายเพลง ขับมีโทษ ๕ ประการนี้ คือ

๑. ตนยินดีในเสียงนั้น

๒. คนอื่นยินดีในเสียงนั้น

๓. ชาวบ้านติเตียน

๔. สมาธิของผู้พอใจทำนองเสียงย่อมเสียไป

๕. ภิกษุชั้นหลังจะถือเป็นเยี่ยงอย่าง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษ ๕ ประการนี้แลของภิกษุผู้สวดพระธรรม ด้วยทำนองยาวคล้ายเพลงขับ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดพระธรรมด้วยทำนองยาวคล้าย เพลงขับ รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธานุญาตให้สวดทำนองสรภัญญะ

{๒๑} สมัยต่อมา ภิกษุทั้งหลายรังเกียจในการสวดทำนองสรภัญญะ จึง กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สวดเป็นทำนองสรภัญญะได้”

พระพุทธบัญญัติห้ามห่มผ้าขนสัตว์มีขนข้างนอก

{๒๒} ก็โดยสมัยนั้น พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ห่มผ้าขนสัตว์มีขนข้างนอก ชาวบ้าน พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ... เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สวดทำนองสรภัญญะ หมายถึงการสวดเน้นเสียงเป็นทำนองแห่งคำฉันท์หรือคาถาประพันธ์ มี ถึง ๓๒ วัตรหรือทำนอง มีตรังควัตร ทำนองคลื่น เป็นต้น ภิกษุสามารถสวดได้ทั้ง ๓๒ ทำนอง หากไม่ทำบทและพยัญชนะแห่งพระธรรมให้เสียหรือให้บกพร่อง (นัย วิ.อ. ๓/๓๐๕)
หน้า ๑๒

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงห่มผ้าขนสัตว์มีขนข้างนอก รูปใด ห่ม ต้องอาบัติทุกกฏ”

พระพุทธบัญญัติห้ามฉันมะม่วงที่สอยเอง

{๒๓} [๒๕๐] ก็โดยสมัยนั้นแล มะม่วงที่พระราชอุทยานของพระเจ้า พิมพิสารจอมเสนามาคธราช กำลังมีผล พระองค์ทรงอนุญาตไว้ว่า “ขอ อาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายฉันมะม่วงตามสบายเถิด” พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ สอยมะม่วงเฉพาะลูกอ่อน ๆ มาฉัน พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช ต้องพระประสงค์มะม่วง จึงรับสั่งกับมหาดเล็กว่า “ไปเถิด พนาย จงไป สวนเก็บมะม่วงมา” มหาดเล็กรับพระราชกระแสแล้วไปยังพระราชอุทยาน บอกคนรักษาพระราชอุทยานว่า “พนาย ในหลวงมีพระประสงค์มะม่วง ท่านจงถวายผลมะม่วง” คนรักษาพระราชอุทยานตอบว่า “มะม่วงไม่มี ภิกษุทั้งหลายสอยมะม่วงไปฉันหมดกระทั่งผลอ่อน ๆ” มหาดเล็กเหล่านั้น จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราช

ท้าวเธอรับสั่ง ว่า “พระคุณเจ้าทั้งหลายฉันผลมะม่วงหมดก็ดีแล้ว แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสรรเสริญความรู้จักประมาณ”ชาวบ้านจึงพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณะ เชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ไม่รู้จักประมาณ ฉันมะม่วงของในหลวงหมด เล่า” ภิกษุทั้งหลายได้ยินชาวบ้านเหล่านั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉันมะม่วง รูปใดฉัน ต้องอาบัติ ทุกกฏ”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑มะม่วง ในที่นี้หมายถึงมะม่วงเป็นลูก ๆ ที่ภิกษุไปสอยมาฉันเอง เช่นในเรื่องนี้

จบ เรื่องเครื่องประดับต่างชนิด