arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค · ขุททกวัตถุขันธกะ

เรื่องผ้ากรองน้ำ เล่ม ๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๒–๗๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๒๗ ในขุททกวัตถุขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

เรื่องผ้ากรองน้ำ

พระวินัยปิฎก จุลวรรค ขุททกวัตถุขันธกะ เรื่องผ้ากรองน้ำ (ฉบับหลวง เล่ม ๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๗)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๗ หน้า ๑๙–๒๐ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๗ หน้า ๓๑–๓๓

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน อนฺตรามคฺเค อุทกํ อกปฺปิยํ โหติ, ปริสฺสาวนํ น โหติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ปริสฺสาวนนฺติ. โจฬกํ นปฺปโหติ ฯเปฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว กฏจฺฉุปริสฺสาวนนฺติ. โจฬกํ นปฺปโหติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ธมฺมกรกนฺติ.(๑)

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. ธมฺมกรณํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น น้ำในระหว่างทางเป็นอกัปปิยะ ผ้ากรองก็ไม่มี

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้ากรองน้ำ”

ท่อนผ้าไม่พอ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้ากรองมีรูปคล้ายทัพพี”ผ้าไม่พอ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกระบอกกรองน้ำ”

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑อกัปปิยะ หมายถึงไม่ควร น้ำเป็นอกัปปิยะในที่นี้คือน้ำขุ่นไม่ควรดื่ม
บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน เทฺว ภิกฺขู โกสเลสุ ชนปเทสุ(๑) อทฺธานมคฺคปฏิปนฺนา โหนฺติ, เอโก ภิกฺขุ อนาจารํ อาจรติ, ทุติโย ภิกฺขุ ตํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ “มา อาวุโส เอวรูปม กาสิ, เนตํ กปฺปตี”ติ. โส ตสฺมึ อุปนทฺธิ.(๒) อถ โข โส ภิกฺขุ ปิปาสาย ปีฬิโต อุปนทฺธํ(๓) ภิกฺขุํ เอตทโวจ “เทหิ เม อาวุโส ปริสฺสาวนํ, ปานียํ ปิวิสฺสามี”ติ. อุปนทฺโธ ภิกฺขุ น อทาสิ, โส ภิกฺขุ ปิปาสาย ปีฬิโต กาลมกาสิ. อถโข โส ภิกฺขุ อารามํ คนฺตฺวา ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ กึ ปน ตฺวํ อาวุโส ปริสฺสาวนํ ยาจิยมาโน น อทาสีติ. เอวมาวุโสติ. เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ

เต อุชฺฌายนฺติ ขิยฺยนฺติ วิปาเจนฺติ “กถํ หิ นาม ภิกฺขุ ปริสฺสาวนํ ยาจิยมาโน น ทสฺสตี”ติ. อถ โข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ภิกฺขุสํฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา ตํ ภิกฺขุํ ปฏิปุจฺฉิ “สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ ปริสฺสาวนํ ยาจิยมาโน น อทาสี”ติ. สจฺจํ ภควาติ. วิครหิ พุทฺโธ ภควา “อนนุจฺฉวิกํ เต โมฆปุริส อนนุโลมิกํ อปฺปฏิรูปํ อสฺสามณกํ อกปฺปิยํ อกรณียํ, กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส ปริสฺสาวนํ ยาจิยมาโน น ทสฺสสิ. เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ วิครหิตฺวา ฯเปฯ

ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ “น ภิกฺขเว อทฺธานมคฺคปฏิปนฺเนน ภิกฺขุนา ปริสฺสาวนํ ยาจิยมาเนน น ทาตพฺพํ, โย น ทเทยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส; น จ ภิกฺขเว อปริสฺสาวนเกน อทฺธานมคฺโค ปฏิปชฺชิตพฺโพ, โย ปฏิปชฺเชยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. สเจ น โหติ ปริสฺสาวนํ วา ธมฺมกรโณ วา.(๔) สงฺฆาฏิกณฺโณปิ อธิฏฺฐาตพฺโพ ‘อิมินา ปริสฺสาเวตฺวา ปิวิสฺสามี”ติ. อถ โข ภควา อนุปุพฺเพน จาริกญฺจรมาโน เยน เวสาลี ตทวสริ, ตตฺร สุทํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู นวกมฺมํ กโรนฺติ, ปริสฺสาวนํ น สมฺมติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ทณฺฑปริสฺสาวนนฺติ. ทณฺฑปริสฺสาวนํ น สมฺมติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว โอตฺถรกนฺติ.(๕)

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู มกเสหิ อุพฺพาฬฺหา โหนฺติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว มกสกุฏิกนฺติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. ชนปเท
  2. ๒ฉ.ม.อิ. อุปนนฺธิ
  3. ๓ฉ.ม.อิ. อุปนนฺธํ
  4. ๔ฉ.ม. ธมฺมกรโณ วา
  5. ๕ฉ.ม.อิ. โอตฺถรกนฺติ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น ภิกษุ ๒ รูปเดินไปแคว้นโกศล รูปหนึ่งประพฤติไม่ สมควร ภิกษุรูปที่ ๒ จึงได้กล่าวกับภิกษุนั้นดังนี้ว่า “ท่านอย่าทำอย่างนั้น นั่นไม่ สมควร” ภิกษุนั้นกลับโกรธ

ครั้งนั้น ภิกษุ(รูปที่กล่าวเตือน)นั้นกระหายน้ำ อ้อนวอนรูปที่โกรธดังนี้ว่า “ท่าน โปรดให้ผ้ากรองน้ำ ผมจักดื่มน้ำ” ภิกษุรูปที่โกรธไม่ยอมให้ ภิกษุรูป(ที่กล่าวเตือน) นั้นกระหายน้ำจนถึงแก่มรณภาพ ครั้นภิกษุไปถึงวัดได้เล่าเรื่องนี้ให้ภิกษุทั้งหลายทราบภิกษุทั้งหลายถามว่า “เพื่อนอ้อนวอนขอผ้ากรองน้ำ ท่านไม่ให้หรือ”

ภิกษุผู้โกรธนั้นตอบว่า “อย่างนั้น ท่านทั้งหลาย”

ภิกษุผู้มักน้อยสันโดษตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุถูกขอผ้ากรอง น้ำจึงไม่ให้เล่า” แล้วได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง สอบถามภิกษุนั้นว่า “ภิกษุ ทราบว่าเธอถูกอ้อนวอนขอผ้ากรองน้ำก็ไม่ให้ จริงหรือ”

ภิกษุรูปนั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ การกระทำของเธอไม่สมควร ไม่คล้อยตาม ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำเลย โมฆบุรุษ ไฉนเธอเมื่อถูกอ้อนวอนขอผ้ากรองน้ำจึงไม่ให้เล่า โมฆบุรุษ การกระทำอย่างนี้มิได้ ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ฯลฯ” ครั้นทรงตำหนิแล้วทรงแสดงธรรมีกถารับสั่ง กับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เดินทางไกลเมื่อถูกเขาอ้อนวอน ขอผ้า กรองน้ำจะไม่ให้ไม่ได้ รูปใดไม่ให้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่มีผ้า กรองน้ำ ไม่พึงเดินทางไกล รูปใดเดินทาง ต้องอาบัติทุกกฏ ถ้าไม่มีผ้ากรองน้ำหรือ กระบอกกรองน้ำ แม้มุมสังฆาฏิก็ควรอธิษฐานใช้กรองดื่มได้”ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปโดยลำดับ จนถึงกรุงเวสาลี ทราบว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ในกรุงเวสาลีนั้น

สมัยนั้น ภิกษุทำนวกรรม(การก่อสร้าง) ผ้ากรองน้ำไม่พอ ภิกษุทั้งหลายจึง นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้ากรองน้ำมีขอบ”

ผ้านั้นก็ไม่พอ ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ลาดผ้าลงบนน้ำ”

เรื่องทรงอนุญาตกุฎีกันยุง

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายถูกยุงรบกวน ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูล พระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตกุฎีกันยุง”

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑กุฎีกันยุง คือกุฎีที่ทำด้วยจีวรเพื่อป้องกันยุง (วิ.อ. ๓/๒๕๙/๓๑๐, ปาจิตฺยาทิโยชนา ๒๕๙/๔๕๗ ม.)

จบ เรื่องผ้ากรองน้ำ