พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · จูฬวรรค
๗. ปปัญจขยสูตร เล่ม ๒๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๕๓ (Royal Thai)7/10 in จูฬวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรค ปปัญจขยสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 44 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 25, pp. 297–298
พระบาลีสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน
๖. ตัณหาสังขยสูตร
ว่าด้วยความไม่มีตัณหา
{๑๕๒} [๖๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล ท่านพระอัญญาโกณทัญญะนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง พิจารณาความหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาอยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเห็นท่านพระอัญญาโกณทัญญะนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง พิจารณาความหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหาอยู่อย่างนั้นลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ใครเล่าสมควรที่จะติเตียนพระอริยบุคคลผู้ไม่มี
รากเหง้าต้นไม้อัตภาพคืออวิชชา ไม่มีแผ่นดินที่รองรับ
คืออาสวะ นิวรณ์ และอโยนิโสมนสิการ ไม่มีเครือเถา
คือมานะ (ความถือตัว) และอติมานะ (ความดูหมิ่น) ไม่มี
ใบคือความมัวเมา ความประมาท มายา และ
สาเถยยะ (ความโอ้อวด) ผู้เป็นนักปราชญ์พ้นจากเครื่อง
พันธนาการแล้ว แม้ทวยเทพก็พากันชม แม้พรหมก็
สรรเสริญพระอริยบุคคลผู้นั้น
- ๑ความหลุดพ้นเพราะสิ้นตัณหา ในที่นี้หมายถึงอรหัตผลสมาบัติ (ขุ.อุ.อ. ๓๙๗)
- ๒อาสวะ หมายถึงกิเลสที่หมักดองอยู่ในสันดาน นิวรณ์ หมายถึงกิเลสเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุคุณ ความดี อโยนิโสมนสิการ หมายถึงการไม่ใส่ใจโดยแยบคาย
๗. จูฬวรรค ๗. ปปัญจขยสูตร
๗. ปปัญจขยสูตร
ว่าด้วยผู้ไม่มีกิเลสเครื่องถ่วงความเจริญ
{๑๕๔} [๖๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งพิจารณาการที่พระองค์ทรงละส่วนแห่งปปัญจสัญญา ได้อยู่ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบการที่พระองค์ทรงละส่วนแห่งปปัญจสัญญาได้อยู่ จึงทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ผู้ที่ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้เนิ่นช้ามีราคะเป็นต้น ไม่มี
การดำรงอยู่ในสังสารวัฏ ก้าวพ้นที่ต่อคือตัณหาและทิฏฐิ
และลิ่มสลักคืออวิชชาได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากตัณหา
เป็นมุนีท่องเที่ยวไปอยู่ ชาวโลกตลอดทั้งเทวโลก
ก็ดูหมิ่นไม่ได้
- ๑ส่วนแห่งปปัญจสัญญา หมายถึงส่วนแห่งความกำหนดหมายหรือแง่มุมมองแห่งประสบการณ์อัน ประกอบด้วยปปัณจธรรม คือกิเลสอันเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ซึ่งในที่นี้ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ ตัณหา มานะ และทิฏฐิ (ขุ.อุ.อ. ๓๙๘-๓๙๙)
- ๒ตัณหาและทิฏฐิเปรียบเหมือนที่ต่อ เพราะเป็นเครื่องผูกมัดเหล่าสัตว์ อวิชชา เปรียบเหมือนลิ่ม เพราะเป็นเครื่องสลักกั้นเหล่าสัตว์มิให้เข้าสู่พระนิพพาน ( ขุ.อุ.อ. ๔๐๐)
- ๓เป็นมุนีท่องเที่ยวไปอยู่ หมายถึงชื่อว่าเป็นมุนี เพราะเป็นผู้รู้จักโลกทั้งสอง (โลกนี้และโลกหน้า) และเพราะรู้จักประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ท่องเที่ยวไปคือมุ่งประพฤติประโยชน์เกื้อกูลต่อสรรพสัตว์โดยส่วนเดียวด้วยอิริยาบถ ๔ เป็นต้น (ขุ.อุ.อ. ๔๐๐) โดยปริยายหมายถึงสำเร็จเป็นพระอรหันตมุนีแล้วเที่ยวบำเพ็ญประโยชน์ต่อชาวโลกอยู่ทุกขณะ
End of ๗. ปปัญจขยสูตร