พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · มหารถวรรค
๒. เรวดีวิมาน เล่ม ๒๖
Text layerBuddha’s wordsItems ๕๒ (Royal Thai)2/14 in มหารถวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
เรวดีวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในเรวดีวิมาน
พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระมหาโมคคัลลานเถระว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค เรวดีวิมาน (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 48 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๒ จิรปฺปวาสึ ปุริสํ ทูรโต โสตฺถิมาคตํ
ญาตี มิตฺตา สุหชฺชา จ อภินนฺทนฺติ อาคตํ
ตเถว กตปุญฺญํปิ อสฺมา โลกา ปรํ คตํ
ปุญฺญานิ ปฏิคฺคณฺหนฺติ ปิยํ ญาตีว อาคตํ
อุฏฺเฐหิ เรวเต สุปาปธมฺเม
อปารุตํ ทฺวารํ อทานสีเล
เนสฺสาม ตํ ยตฺถ ถุนนฺติ ทุคฺคตา
สมปฺปิตา เนรยิกา ทุกฺเขนาติ
อิจฺเจวํ วตฺวาน ยมสฺส ทูตา
เต เทฺว ยกฺขา โลหิตกฺขา พฺรหนฺตา
ปจฺเจกพาหาสุ คเหตฺวา เรวตึ
ปกฺกามยึสุ เทวคณสฺส สนฺติเก
อาทิจฺจวณฺณํ รุจิรํ ปภสฺสรํ
พฺยมฺหํ สุภํ กญฺจนชาลฉนฺนํ
กสฺเสตํ อากิณฺณชนํ วิมานํ
สุริยสฺส รํสีริว โชตมานํ
นารีคณา จนฺทนสารานุลิตฺตา ๑
อุภโต วิมานํ อุปโสภยนฺติ
ตนฺทิสฺสติ สุริยสมานวณฺณํ
โก โมทติ สคฺคปฺปตฺโต วิมาเนติ ฯ
พาราณสิยํ นนฺทิโย นามาสิ อุปาสโก
อมจฺฉรี ทานปตี วทญฺญู
ตสฺเสตํ อากิณฺณชนํ วิมานํ
สุริยสฺส รํสีริว โชตมานํ
นารีคณา จนฺทนสารานุลิตฺตา ๒
อุภโต วิมานํ อุปโสภยนฺติ
ตนฺทิสฺสติ สุริยสมานวณฺณํ
โส โมทติ สคฺคปฺปตฺโต วิมาเน
นนฺทิยสฺสาหํ ภริยา
อคารินี สพฺพกุลสฺส อิสฺสรา
ภตฺตุวิมาเน รมิสฺสามิ ทานิหํ
น ปตฺถเย นิรยํ ทสฺสนาย
เอเสว เต นิรโย สุปาปธมฺเม
ปุญฺญํ ตยา อกตํ ชีวโลเก
น หิ มจฺฉริโย โรสโก ปาปธมฺโม
สคฺคูปคานํ ลภติ สหพฺยตํ
กึ นุ คูถญฺจ มุตฺตญฺจ อสุจิ ปฏิทิสฺสติ
ทุคฺคนฺธํ กิมิทํ มิฬฺหํ กิเมตํ อุปวายติ
เอส สํสวโก นาม นิรโย ๑ คมฺภีโร สตโปริโส
ยตฺถ วสฺสสหสฺสานิ ตุวํ ปจฺจสิ เรวเตติ ฯ
กึ นุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ
เกน สํสวโก ลทฺโธ นิรโย ๑ คมฺภีโร สตโปริโส (อิติ) ฯ
สมเณ พฺราหฺมเณ จาปิ อญฺเญ จาปิ ๒ วณิพฺพเก
มุสาวาเทน วญฺเจสิ ตํ ปาปํ ปกตํ ตยา
เตน สํสวโก ลทฺโธ นิรโย ๑ คมฺภีโร สตโปริโส
ตตฺถ วสฺสสหสฺสานิ ตุวํ ปจฺจสิ เรวเต
หตฺเถปิ ฉินฺทนฺติ อโถปิ ปาเท
กณฺเณปิ ฉินฺทนฺติ อโถปิ นาสํ
อโถปิ กาโกลคณา สเมจฺจ
สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานนฺติ ฯ
สาธุ โข มํ ปฏิเนถ กาหามิ กุสลํ พหุํ
ทาเนน สมจริยาย สญฺญเมน ทเมน จ
ยํ กตฺวา สุขิตา โหนฺติ น จ ปจฺฉานุตปฺปเรติ ฯ
ปุเร ตฺวํ ปมชฺชิตฺวา อิทานิ ปริเทวสิ
สยํ กตานํ กมฺมานํ วิปากํ อนุโภสฺสสิ
โก เทวโลกโต มนุสฺสโลกํ
คนฺตฺวาน ปุฏฺโฐ เม เอวํ วเทยฺย
นิกฺขิตฺตทณฺเฑสุ ททาถ ทานํ
อจฺฉาทนํ สยนมถนฺนปานํ ๑
น หิ มจฺฉริโย โรสโก ปาปธมฺโม
สคฺคูปคานํ ลภติ สหพฺยตํ (อิติ) ฯ
สาหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ
วทญฺญู สีลสมฺปนฺนา กาหามิ กุสลํ พหุํ
ทาเนน สมจริยาย สญฺญเมน ทเมน จ
อารามานิ จ โรปิสฺสํ ทุคฺเค สงฺกมนานิ จ
ปปญฺจ อุทปานญฺจ วิปฺปสนฺเนน เจตสา
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ
อุโปสถํ อุปวสิสฺสํ สทา สีเลสุ สํวุตา
น จ ทาเน ปมชฺชิสฺสํ สามํ ทิฏฺฐมิทํ มยาติ ฯ
อิจฺเจวํ วิลปนฺติญฺจ ๒ ผนฺทมานํ ตโต ตโต
ขิปึสุ นิรเย โฆเร อุทฺธปาทํ อวํสิรํ
อหํ ปุเร มจฺฉรินี อโหสึ
ปริภาสิกา สมณพฺราหฺมณานํ
วิตเถน จ สามิกํ วญฺจยิตฺวา
ปจฺจามหํ นิรเย โฆรรูเปติ ฯ
เรวติวิมานํ ทุติยํ ฯ
๑-๒ ยุ. จนฺทนสารลิตฺตา ฯ
๑ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. วาปิ ฯ
๑ ม. เสยฺยมถนฺนปานํ ฯ ๒ ม. ยุ. วิปฺปลปนฺตึ ฯ โป. วิปฺปลปนฺติญฺจ ฯ
ญาติ มิตร และสหายทั้งหลาย ย่อมพากันชื่นชมยินดีกะบุรุษผู้พลัดพรากจากกันไปนาน กลับมาโดยสวัสดีแต่ที่ไกลว่าเป็นผู้มาแล้ว ฉันใดบุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลผู้ทำบุญไว้แล้ว จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก
ดุจญาติต้อนรับญาติที่รักผู้กลับมาแล้ว ฉันนั้น.
ยักษ์ผู้เป็นทูตของพญายม ปรารถนาจะจับนางเรวดีโยนลงไปในอุสสทนรก เพราะฉะนั้นจึงได้กล่าวกะนางเรวดีว่า
แน่ะนางเรวดีผู้แสนจะชั่วช้า ผู้ไม่ให้ทาน ประตูนรกได้เปิดไว้คอยให้เจ้าเข้าไป เพราะเจ้าด่าว่าพระอริยเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าจงรีบลุกขึ้นเร็วเถิด พวกเราจักพาเจ้าไปโยนลงในอุสสทนรก อันเป็นที่ทอดถอนใจ
ของเหล่าสัตว์นรก พรั่งพร้อมอยู่ด้วยทุกข์.
ยักษ์ ๒ ตนผู้เป็นทูตของพญายม ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มีนัยน์ตาลุกแดงใหญ่โตน่าสะพรึงกลัว จับนางเรวดีที่แขนคนละข้าง หลีกไปใน
สำนักแห่งหมู่เทวดาในดาวดึงส์.
นางเรวดีอันยักษ์ ๒ ตนนั้นนำไปสู่ภพดาวดึงส์อย่างนี้แล้ว วางไว้ ณ ที่ใกล้วิมานของนันทิยเทพบุตร ได้เห็นวิมานอันมีรัศมีเปล่งปลั่งยิ่งนัก ดุจรัศมีพระอาทิตย์ จึงถามยักษ์ทั้ง ๒นั้นว่า
นี่วิมานของใคร มีรัศมีจุดพระอาทิตย์ งามระยับเลื่อมประภัสสรปกคลุมด้วยข่ายทองงามแพรวพราว เกลื่อนกล่นไปด้วยเทพบุตรและเทพธิดามีรัศมีรุ่งเรืองดังรัศมีพระอาทิตย์ มีหมู่นางเทพนารีผู้มีสกลกายลูบไล้ ไปด้วยจุรณจันทน์แดงอยู่ทั้งภายในและภายนอกวิมานทั้ง ๒ ข้าง ต่างก็พากันเข้าไปขับกล่อมด้วยดุริยางค์ดนตรี วิมานนั้นปรากฏมีรัศมีดุจพระ
อาทิตย์ ใครมาเกิดในสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมานนี้?
ยักษ์ ๒ ตนจึงบอกแก่นางเรวดีว่า
วิมานของนันทิยอุบาสกในเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นผู้ไม่ตระหนี่เป็นทานาธิบดี มีใจโอบอ้อมอารี เป็นวิมานเกลื่อนกล่นไปด้วยเทพบุตรเทพธิดามีรัศมีรุ่งเรือง ดุจรัศมีพระอาทิตย์ มีหมู่นางเทพนารีผู้มีสกลกายลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์แดง อยู่ทั้งภายในและภายนอกทั้งสองข้าง ต่างพากันเข้าไปขับกล่อมดุริยางค์ดนตรี วิมานของนันทิยอุบาสกนั้น ปรากฏมีรัศมีดุจพระอาทิตย์ นันทิยอุบาสกนั้นมาเกิดในสวรรค์บันเทิงอยู่ใน
วิมานนี้.
ลำดับนั้น นางเรวดีกล่าวว่า
ฉันเป็นภรรยาของนันทิยอุบาสก เป็นหญิงแม่เรือน เป็นใหญ่ในสกุลทั้งปวง เพราะฉะนั้น บัดนี้ฉันจักรื่นรมย์อยู่ในวิมานของสามี ก็พวกท่านปรารถนาจะนำฉันไปสู่นรก ฉันไม่ปรารถนาจะเห็นนรกนั้น.
ยักษ์ ๒ ตนนั้นมิยอมอนุญาตให้ จึงพาตัวลงไปใกล้อุสสทนรก แล้วจึงกล่าวว่า
แน่นางเรวดีแสนจะชั่วช้า นรกนี่แลเป็นของเจ้า เพราะเมื่อเจ้าอยู่ในมนุษยโลก ไม่ได้ทำบุญไว้ ด้วยว่า บุคคลผู้มีความตระหนี่ขึ้งโกรธ มีธรรมอันเลวทราม ย่อมไม่ได้ความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้เข้าถึงสวรรค์.
ครั้นยักษ์ทั้งสองกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็หายไป ณ ที่นั่นเอง ก็วันนั้น นางเรวดีเห็นนายนิรยบาล ๒ คนพากันมาฉุดคร่าตนเพื่อจะโยนลงในคูถนรก ชื่อว่าสังสวกะ จึงถามนายนิรยบาลนั้นว่า
เหตุไรคูถนรกและมูตนรกจึงปรากฏมีกลิ่นเหม็น ไม่สะอาด ไฉนคูถนี้จึง
มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปเล่า?
นายนิรยบาลตอบว่า
แน่ะนางเรวดี นี่เป็นนรกชื่อสังสวกะ ลึกร้อยชั่วบุรุษ เจ้าจักหมกไหม้
อยู่ในนรกนั้นสิ้นพันปี.
นางเรวดีจึงถามว่า
ฉันทำชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะกรรมอะไรฉันจึงตกนรก
สังสวกะอันลึกร้อยชั่วบุรุษเล่า?
นายนิรยบาลตอบว่า
เพราะเจ้าด่าว่าสมณพราหมณ์ และวณิพกเหล่าอื่น ด้วยคำมุสาวาท บาปนั้นเจ้าทำไว้แล้ว เพราะฉะนั้น เจ้าจึงต้องตกนรกสังสวกะลึกร้อยชั่วบุรุษ แน่ะนางเรวดี เจ้าจักหมกไหม้อยู่ในนรกนั้นสิ้นพันปี ใช่แต่เท่านั้น นายนิรยบาลทั้งหลายจะตัดมือ เท้า หู และแม้จมูกของเจ้าอนึ่ง ฝูงกา ปากเหล็กย่อมพากันมารุมจิกกินเนื้อของเจ้าให้ดิ้นรนอยู่.
นางเรวดีจึงวิงวอนว่า
ขอไหว้เถิดพ่อคุณ ขอจงได้นำฉันกลับไปส่งยังมนุษยโลกเถิด ฉันจักทำบุญให้มากด้วยการให้ทาน การประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ความสำรวมการฝึกฝนตน ชนทั้งหลายทำสิ่งใดแล้ว ย่อมได้รับความสุขและไม่
เดือดร้อนในภายหลัง ฉันจักทำแต่สิ่งนั้น.
นายนิรยบาลกล่าวว่า
เมื่อก่อนเจ้าประมาทมัวเมา เดี๋ยวนี้จะมาร่ำไรไปทำไมเล่า เจ้าจักต้อง
เสวยผลแห่งกรรมทั้งหลายอันทำไว้เอง.
นางเรวดีสั่งว่า
ถ้าใครจากเทวโลกไปสู่มนุษยโลก พึงช่วยบอกแก่บุตรของฉันอย่างนี้ว่าจงให้ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ที่นั่ง ข้าวและน้ำเป็นทานในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีอาญาอันวางแล้ว เพราะว่า บุคคลผู้ตระหนี่ ขึ้งโกรธด่าว่า มีธรรมอันเลวทราม ย่อมไม่ได้เป็นสหายของหมู่เทวดาผู้เข้าถึง
สวรรค์.
นางเรวดีได้กล่าวต่อไปว่า
ถ้าฉันไปจากนรกนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้มีใจโอบอ้อมอารี สมบูรณ์ด้วยศีล ทำกุศลให้มาก โดยให้ทาน ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ สำรวมกาย วาจา ใจ ฝึกฝนตน จักสร้างอารามและสพานในที่ลุ่ม ขุดบ่อ ขุดสระน้ำให้เป็นทาน ด้วยจิตอันเลื่อมใส จักรักษาอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และในวันปาฏิหาริยปักษ์ จักเป็นผู้สำรวมระวังในศีลทุกเมื่อและจักไม่ประมาทในทาน เพราะผลแห่งกรรมนี้ฉันได้เห็นเองแล้ว.
พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ว่า
นายนิรยบาลทั้งหลายพากันจับนางเรวดี ผู้ดิ้นรนรำพันอยู่อย่างนี้ เอาเท้าขึ้นเบื้องบน เอาหัวลงเบื้องต่ำ โยนลงไปในนรกอันร้ายกาจ.
เมื่อชาติก่อน เราเป็นคนตระหนี่ ด่าว่าสมณพราหมณ์ หลอกลวงสามี
ด้วยเรื่องเท็จ จึงได้มาหมกไหม้อยู่ในนรกอันร้ายกาจนี้.
จบเรวดีวิมานที่ ๒.
End of ๒. เรวดีวิมาน