arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ขุททกปาฐะ

๖. รัตนสูตร เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๗ (Royal Thai)6/9 in ขุททกปาฐะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

๖. รตนสูตร

ว่าด้วยรตนะอันประณีต

(พระผู้มีพระภาคตรัสรตนสูตรดังนี้)

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ รัตนสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 39 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 25, pp. 9–15

The Mahachula Pali of this passage is not in the e-tipitaka data.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภูตทั้งหลายผู้สิงสถิตอยู่บนภาคพื้น

หรือผู้สิงสถิตอยู่ในอากาศ ที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้

ขอให้ภูตทั้งปวงจงเป็นผู้มีใจดี และจงฟังภาษิตโดยเคารพเถิด

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ดู สุตตนิบาตข้อ ๒๒๔-๒๔๑ หน้า ๕๒๙ ในเล่มนี้
  2. 2คำว่า ภูต มีความหมายหลายนัย คือ นัยที่ ๑ มีความหมายเชิงกริยาว่า “มีแล้ว” (หรือ “เกิดแล้ว” ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๕๓/๓๒๗) นัยที่ ๒ หมายถึงขันธ์ ๕ (ดู ม.มู. (แปล) ๑๒/๔๐๑/๔๓๒) นัยที่ ๓ หมายถึงธาตุ ๔ มีปฐวีธาตุ เป็นต้น (ดู ม.อุ. ๑๔/๘๖/๖๘) นัยที่ ๔ หมายถึงพระขีณาสพ (ดู ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๑๙๐/๑๑๖) นัยที่ ๕ หมายถึง สรรพสัตว์ (ดู ที.ม. (แปล) ๑๐/๒๒๐/๑๖๗) นัยที่ ๖ หมายถึงรุกขชาติต่าง ๆ (ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๙๐/๑๑๖) นัยที่ ๗ หมายถึงหมู่สัตว์นับแต่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ลงมา (ดู ม.มู. (แปล) ๑๒/๓/๕) ในที่นี้หมายถึงอมนุษย์ที่มีศักดิ์น้อย หรืออมนุษย์ที่มีศักดิ์มาก และคำว่า ผู้สิงสถิตอยู่บนภาคพื้น หมายถึง ภุมมเทวดาคือเทวดาที่บังเกิดบนพื้นดิน ต้นไม้ และภูเขา เป็นต้น (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๔๕)
  3. 3ผู้สิงสถิตอยู่ในอากาศ หมายถึงเทวดาที่บังเกิดในวิมานในอากาศตั้งแต่สวรรค์ชั้นยามาจนถึงพรหมโลก ชั้นอกนิษฐา (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๔๕)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เพราะฉะนั้นแล ภูตทั้งปวง ท่านจงใคร่ครวญ

จงแผ่เมตตาต่อหมู่มนุษย์ด้วยเถิด

มนุษย์เหล่าใดนำเครื่องเซ่นสรวงมาให้

ทั้งกลางวันและกลางคืน

เพราะเหตุนั้น ขอท่านทั้งหลายอย่าประมาท

จงรักษามนุษย์เหล่านั้น

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ หรือรัตนชาติที่ประณีต ใด ๆ

ที่มีในโลกนี้ ในโลกอื่น หรือในสวรรค์

ทรัพย์หรือรัตนชาตินั้น ๆ ที่เสมอด้วยตถาคต ไม่มี

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ประณีต ในที่นี้หมายถึงสูงสุด ประเสริฐสุด (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๔๙)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระศากยมุนีผู้มีพระทัยตั้งมั่น

ทรงบรรลุธรรมใดอันเป็นที่สิ้นกิเลส

ปราศจากราคะ เป็นอมตธรรมอันประณีต

ไม่มีธรรมใด ๆ ที่เสมอด้วยธรรมนั้น

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ

ตรัสสรรเสริญสมาธิ ใดว่าเป็นธรรมสะอาด

ตรัสถึงสมาธิใดว่าให้ผลโดยลำดับ

สมาธิอื่น ที่เสมอด้วยสมาธินั้น ไม่มี

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระธรรม

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1สมาธิ ในที่นี้หมายถึงอริยสัมมาสมาธิ (ม.อุ. ๑๔/๑๓๖/๑๒๑) ที่เรียกว่า อานันตริกสมาธิ (สมาธิที่ให้ผล โดยลำดับ) เพราะเป็นสมาธิที่ให้ผลแน่นนอนตามลำดับ สามารถถอนกิเลสได้สิ้นเชิง (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๕๘)
  2. 2สมาธิอื่น หมายถึงรูปาวจรสมาธิและอรูปาวจรสมาธิ (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๕๙)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บุคคล ๑๐๘ จำพวก ที่สัตบุรุษสรรเสริญ

ซึ่งจัดเป็นบุคคล ๔ คู่ เป็นสาวกของพระสุคต

เป็นผู้ควรแก่ทักษิณา

ทานที่เขาถวายในบุคคลเหล่านั้น มีผลมาก

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1บุคคล ๑๐๘ จำพวก ได้แก่ พระโสดาบัน ๓ จำพวก คือ (๑) เอกพีชี (๒) โกลังโกละ (๓) สัตตักขัตตุปรมะ พระสกทาคามี ๓ จำพวก คือ (๑) ผู้บรรลุผลในกามภพ (๒) ผู้บรรลุผลในรูปภพ (๓) ผู้บรรลุผลในอรูปภพ รวมพระโสดาบัน ๓ จำพวก และพระสกทาคามี ๓ จำพวก นับโดยปฏิปทา ๔ ประการ จึงได้บุคคล ๒๔ จำพวก (๖ x ๔ = ๒๔) รวมกับพระอนาคามี ๔ ชั้น คือ ชั้นอวิหา ชั้นอตัปปา ชั้นสุทัสสา ชั้นสุทัสสี อีกชั้นละ ๕ จำพวก (๔ x ๕ = ๒๐) และพระอนาคามีชั้นอกนิษฐคามีอีก ๔ จำพวก (๒๐ + ๔ = ๒๔) เป็น บุคคล ๔๘ จำพวก (๒๔ + ๒๔ = ๔๘) รวมกับพระอรหันต์ ๒ จำพวก คือ (๑) สุขวิปัสสก (๒) สมถยานิก เป็นบุคคล ๕๐ จำพวก (๔๘ + ๒ = ๕๐) รวมกับพระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ในมรรคอีก ๔ จำพวก เป็น บุคคล ๕๔ จำพวก (๕๐ + ๔ = ๕๔) บุคคลเหล่านี้มี ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายสัทธาธุระ ๕๔ จำพวก และฝ่ายปัญญาธุระ ๕๔ จำพวก จึงเป็น พระอริยบุคคล ๑๐๘ จำพวก (๕๔ + ๕๔ = ๑๐๘) (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๕๙-๑๖๐) นี้คือนัยโดยพิสดาร ส่วนนัยโดยย่อ ได้แก่ บุคคล ๘ จำพวก คือ (๑) พระโสดาบัน (๒) บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง โสดาปัตติผล (๓) พระสกทาคามี (๔) บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งสกทาคามิผล (๕) พระอนาคามี (๖) บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล (๗) พระอรหันต์ (๘) บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอรหัตตผล (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๐)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

บุคคลเหล่าใดในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า

เป็นผู้ประกอบตนไว้ดี มีใจมั่นคง หมดความห่วงใย

บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าบรรลุอรหัตตผล

หยั่งถึงอมตนิพพาน รับรสความดับสนิทแบบได้เปล่า

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1แบบได้เปล่า หมายถึงได้โดยไม่ต้องจ่ายแม้แต่กากณึกเดียว (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๑) กากณึก เป็นมาตราเงิน อย่างต่ำที่สุด (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สัตบุรุษใดพิจารณาเห็นแจ้งอริยสัจ

เราเรียกสัตบุรุษนั้นว่า มีอุปมาเหมือนเสาเขื่อนที่ฝังลงดิน

อันไม่หวั่นไหวเพราะลมที่พัดมาจากทิศทั้งสี่

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระโสดาบันเหล่าใดรู้แจ้งอริยสัจ

ที่พระศาสดาผู้มีปัญญาลึกซึ้งแสดงแล้ว

ถึงแม้ว่าพระโสดาบันเหล่านั้นจะประมาทไปบ้าง

ท่านเหล่านั้นก็จะไม่ถือกำเนิดในภพที่ ๘

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ไม่ถือกำเนิดในภพที่ ๘ หมายถึงไม่เกิดในภพที่ ๘ เพราะท่านเหล่านั้นละสังโยชน์ ๓ ประการ (สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส) ได้แล้ว และจะเวียนเกิดเวียนตายในเทวโลกและมนุษยโลกอย่างมากไม่เกิน ๗ ครั้ง แล้วบรรลุอรหัตตผล เพราะนามรูปดับไปในภพที่ ๗ นั่นเอง (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๓-๑๖๔)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระโสดาบันนั้นละธรรม ๓ ประการ คือ

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส

พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรคได้แล้ว

แม้จะมีกิเลสบางอย่างเหลืออยู่

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1อภิ.ก. ๓๗/๒๗๘/๑๐๓
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระโสดาบันนั้นพ้นแล้วจากอบายทั้งสี่

และจะไม่ทำอภิฐาน ๖

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1อบายทั้งสี่ หมายถึงภูมิที่ปราศจากความเจริญ มี ๔ คือ นรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เปรต และอสุรกาย (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๕)
  2. 2อภิฐาน ๖ หมายถึงฐานะอันหนัก ๖ ประการ ได้แก่ (๑) ฆ่ามารดา (๒) ฆ่าบิดา (๓) ฆ่าพระอรหันต์ (๔) ทำโลหิตของพระพุทธเจ้าให้ห้อ (๕) ทำให้สงฆ์แตกกัน (๖) เข้ารีตศาสดาอื่น (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๖)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ถึงแม้ว่า พระโสดาบันนั้นจะทำบาปกรรม

ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจไปบ้าง

ท่านก็ไม่ปกปิดบาปกรรมนั้นไว้

เรากล่าวว่าผู้เห็นบท แล้ว ไม่อาจทำอย่างนั้นได้

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1บาปกรรม ในที่นี้หมายถึงการต้องอาบัติเบา เช่น ต้องอาบัติเพราะนอนร่วมกับสามเณรเป็นต้น มิได้ หมายถึงอาบัติหนัก (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๗) และดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๕๐/๒๓๘ ประกอบ
  2. 2บท ในที่นี้หมายถึงทางแห่งนิพพาน (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๖๗)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พุ่มไม้งามในป่า ซึ่งมียอดออกดอกบานสะพรั่ง

ในต้นเดือนห้าแห่งคิมหันตฤดู งามอย่างยิ่ง ฉันใด

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ

ที่ให้ถึงนิพพาน เพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง ฉันนั้น

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงรู้ธรรมอันประเสริฐ

ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ ทรงนำทางอันประเสริฐมาให้

ทรงเป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าใคร ๆ ได้ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐไว้

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระพุทธเจ้า

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

พระขีณาสพเหล่าใดสิ้นภพเก่าแล้ว ไม่มีการเกิดใหม่

ทั้งมีจิตเบื่อหน่ายในภพที่จะเกิดต่อไป

ท่านเหล่านั้นชื่อว่า มีพืช สิ้นแล้ว ไม่มีฉันทะงอกขึ้น เป็นปราชญ์

ย่อมดับสนิทเหมือนประทีปดวงนี้ดับไป

นี้เป็นรัตนะอันประณีตในพระสงฆ์

ด้วยสัจจะนี้ ขอให้มีความสวัสดี

(ท้าวสักกะจอมเทพกราบทูลเป็นคาถา ดังนี้ )

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1พืช ในที่นี้หมายถึงปฏิสนธิวิญญาณ (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๗๑) และดู องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๗๗/๓๐๐ ประกอบ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภูตทั้งหลายผู้สิงสถิตอยู่บนภาคพื้น

หรือผู้สิงสถิตอยู่ในอากาศ ที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมพระตถาคต พุทธเจ้า

ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอให้มีความสวัสดี

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1ตถาคต แปลว่า ไปอย่างนั้นหรือมาอย่างนั้น มีความหมายหลายนัย เช่น ไปหรือมาอย่างบุคคลผู้ ขวนขวายเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชาวโลก ไปหรือมาด้วยการเพิกถอนกิเสสได้ด้วยกำลังแห่งสมถะและวิปัสสนา ไปหรือมาด้วยการกำจัดทุกข์ทั้งปวงได้ ไปหรือมาด้วยการปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน ในที่นี้ใช้เป็น คำแสดงคุณลักษณะของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าไปอย่างนั้นหรือมาอย่างนั้น (ขุ.ขุ.อ. ๖/๑๗๒)
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภูตทั้งหลายผู้สิงสถิตอยู่บนภาคพื้น

หรือผู้สิงสถิตอยู่ในอากาศ ที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมพระธรรมของพระตถาคต

ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอให้มีความสวัสดี

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

ภูตทั้งหลายผู้สิงสถิตอยู่บนภาคพื้น

หรือผู้สิงสถิตอยู่ในอากาศ ที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้

ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมพระสงฆ์ของพระตถาคต

ที่เทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว ขอให้มีความสวัสดี

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้แก่ภิกษุทั้งหลาย ดังนี้)

ถ้าเห็นว่าจะได้สุขอันยิ่งใหญ่

ด้วยการเสียสละสุขอันเล็กน้อย

นักปราชญ์พึงเสียสละสุขอันเล็กน้อย

เพื่อเห็นแก่สุขอันยิ่งใหญ่

รตนสูตร จบ

๗. ติโรกุฑฑสูตร

ว่าด้วยเรื่องเปรตที่อยู่ภายนอกฝาเรือน

(พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถานี้ เพื่ออนุโมทนาพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ ดังนี้)

Footnotes (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. 1สุขอันยิ่งใหญ่ ในที่นี้หมายถึงความสุขอันโอฬารคือพระนิพพาน (ขุ.ธ.อ. ๗/๘๗) ดู ขุ.ธ. แปลในเล่มนี้ ข้อ ๒๙๐ หน้า ๑๒๓
  2. 2พระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสาร ณ กรุงราชคฤห์ (ขุ.ขุ.อ. ๗/๑๗๗)
  3. 3ดูเทียบ ขุ.เปต. (แปล) ๒๖/๑๔-๒๕/๑๗๐-๑๗๒, อภิ.ก. ๓๗/๔๙๐/๒๙๕

End of ๖. รัตนสูตร