arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ

มูลเหตุอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม เล่ม ๔

Text layerBuddha’s wordsItems ๘๕–๘๗ (Royal Thai)22/52 in มหาขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ มูลเหตุอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม (Royal Thai Volume 4 · Mahachula Volume 4 · Mahamakut Volume 6 · Chaloem Phrakiat Volume 4)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 4, pp. 116–122

Page 116

มูลเหตุอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม

เรื่องราธพราหมณ์

{๘๕} [๖๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์คนหนึ่งเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้ว ขอบรรพชา ภิกษุทั้งหลายไม่ปรารถนาจะให้เธอบรรพชา เมื่อเธอไม่ได้บรรพชาในสำนักภิกษุ จึงได้ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคลํ้า มีผิวเหลืองขึ้น ๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์นั้นซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคลํ้า มีผิวเหลืองขึ้น ๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น ครั้นแล้วรับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุไฉนพราหมณ์นั้นจึงได้ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคลํ้า มีผิวเหลืองขึ้น ๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็นเล่า”ภิกษุทั้งหลายทูลว่า “เพราะพราหมณ์นั่นเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้ว ขอบรรพชา ภิกษุทั้งหลายไม่ปรารถนาจะให้เธอบรรพชา เมื่อเธอไม่ได้บรรพชาในสำนักภิกษุ จึงได้ซูบผอม เศร้าหมอง มีผิวพรรณคลํ้า มีผิวเหลืองขึ้น ๆ มีตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น พระพุทธเจ้าข้า”

ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใครระลึกถึงบุญคุณของพราหมณ์นั้นได้บ้าง”

เมื่อตรัสถามอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ข้าพระองค์ระลึกถึงบุญคุณของพราหมณ์นั้นได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนสารีบุตร ก็เธอระลึกถึงบุญคุณอะไรของพราหมณ์นั้นได้หรือ”

“พระพุทธเจ้าข้า เมื่อข้าพระองค์เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้ พราหมณ์ผู้นั้นได้สั่งให้ถวายภิกษาหนึ่งทัพพี ข้าพระองค์ระลึกถึงบุญคุณนี้ของพราหมณ์นั้นได้ พระพุทธเจ้าข้า”

Page 117

“ดีละ ดีละ สารีบุตร ความจริงสัตบุรุษทั้งหลายเป็นผู้กตัญญูกตเวที สารีบุตร ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้พราหมณ์นั้นบรรพชาอุปสมบทเถิด”

“ข้าพระองค์จะให้พราหมณ์นั้นบรรพชาอุปสมบทอย่างไรเล่า พระพุทธเจ้าข้า”

วิธีอุปสมบทแบบญัตติจตุตถกรรม

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราห้ามการอุปสมบทด้วยไตรสรณคมน์ ซึ่งเราได้อนุญาตไว้แล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตการอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงให้อุปสมบทอย่างนี้ ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ดังนี้

กรรมวาจาให้อุปสมบท

[๗๐] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้นี้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะ ของท่านผู้มีชื่อนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้นี้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ การ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เป็นวิธีอุปสมบทกุลบุตรที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์กระทำอยู่ในปัจจุบันนี้ (วิ.อ. ๑/๒๕๗) คำว่า ญัตติจตุตถกรรม แปลว่า สังฆกรรมมีญัตติเป็นที่ ๔ เป็นสังฆกรรมที่สำคัญในการให้อุปสมบท เป็นต้น ซึ่งเมื่อตั้งญัตติแล้วต้องสวดอนุสาวนาคือคำประกาศขอมติถึงสามหน เพื่อสงฆ์คือ ที่ชุมนุมภิกษุนั้นจะได้มีเวลาพิจารณาหลายเที่ยวว่าจะอนุมัติหรือไม่
  2. ๒คำว่า อุปสัมปทาเปกขะ แปลว่า ผู้มุ่งอุปสมบท หมายถึงกุลบุตรผู้ตั้งใจจะรับการอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนานั้น
Page 118

อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วง

ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่ ๒ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้นี้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วง

ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่ ๓ ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้นี้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วง

ผู้มีชื่อนี้สงฆ์อุปสมบทแล้ว มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

เรื่องภิกษุประพฤติอนาจาร

{๘๖} [๗๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งพออุปสมบทแล้วได้ประพฤติอนาจาร ภิกษุทั้งหลายพากันกล่าวห้ามอย่างนี้ว่า “อาวุโส คุณอย่าได้ทำอย่างนั้น เพราะนั่นไม่สมควร” เธอกล่าวอย่างนี้ว่า “กระผมมิได้ร้องขอท่านทั้งหลายว่า ‘ขอจงให้กระผมอุปสมบท’ ท่านทั้งหลายมิได้ถูกร้องขอ แล้วให้กระผมอุปสมบทเพื่ออะไร” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มิได้รับการร้องขอ ไม่พึงให้อุปสมบท รูปใดให้อุปสมบท ต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ถูกร้องขอให้อุปสมบทได้

Page 119

วิธีขออุปสมบท

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลอุปสัมปทาเปกขะพึงขออย่างนี้

อุปสัมปทาเปกขะนั้นพึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าเฉวียงบ่า ไหว้เท้าภิกษุทั้งหลาย นั่งกระหย่งประนมมือแล้วกล่าวคำขออุปสมบทอย่างนี้ว่า

‘ข้าพเจ้าขออุปสมบทต่อสงฆ์ เจ้าข้า ขอสงฆ์โปรดเอ็นดูยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด เจ้าข้า’

พึงขอแม้ครั้งที่ ๒ ... พึงขอแม้ครั้งที่ ๓ ...

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถรูปหนึ่งพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจา ดังนี้

กรรมวาจาให้อุปสมบท

[๗๒] ‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้นี้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ นี่เป็นญัตติท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ผู้นี้มีชื่อนี้เป็นอุปสัมปทาเปกขะของท่านผู้มีชื่อนี้ ผู้มีชื่อนี้ขออุปสมบทต่อสงฆ์ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ สงฆ์อุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ การอุปสมบทผู้มีชื่อนี้ มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่ ๒ ...

ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่ ๓ ...

ผู้มีชื่อนี้สงฆ์อุปสมบทแล้ว มีท่านผู้มีชื่อนี้เป็นอุปัชฌาย์ ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

Page 120

เรื่องพราหมณ์ขออุปสมบทเพราะเห็นแก่ปากท้อง

{๘๗} [๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ประชาชนทั้งหลายได้จัดตั้งลำดับภัตตาหาร อันประณีตไว้ในพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น พราหมณ์คนหนึ่งได้มีความคิดว่า “พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้มีความสุขเป็นปกติ มีความประพฤติเรียบร้อย บริโภคอาหารที่ดี นอนในห้องนอนอันมิดชิด ถ้ากระไร เราพึงบวชในพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเถิด” ดังนี้แล้ว ได้เข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้วขอบรรพชา ภิกษุทั้งหลายให้เขาบรรพชาอุปสมบทแล้ว ครั้นเขาบวชแล้ว ลำดับภัตตาหารหมดไป ภิกษุทั้งหลาย กล่าวอย่างนี้ว่า “คุณจงมาเดี๋ยวนี้ พวกเราจักเที่ยวบิณฑบาตกัน” เธอพูดอย่างนี้ว่า “กระผมมิได้บวชเพราะเหตุนี้ว่าจักเที่ยวบิณฑบาต ถ้าท่านทั้งหลายให้กระผม กระผมจักฉัน ถ้าไม่ให้กระผม กระผมจักสึกละ ขอรับ”พวกภิกษุถามว่า “อาวุโส ก็คุณบวชเพราะเห็นแก่ปากท้องหรือ”

เธอตอบว่า “อย่างนั้น ขอรับ”

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุจึงได้บวชในพระธรรมวินัยอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วอย่างนี้เพราะเห็นแก่ปากท้องเล่า” แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุนั้นว่า “ดูก่อนภิกษุ ทราบว่า เธอบวชเพราะเห็นแก่ปากท้อง จริงหรือ”

ภิกษุนั้นทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้บวชในธรรมวินัยที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้เพราะเห็นแก่ปากท้องเล่า การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่เลื่อมใสแล้ว ...

Page 121

ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้ให้อุปสมบทบอกนิสสัย ๔ ว่าดังนี้

นิสสัย ๔

๑. บรรพชาอาศัยโภชนะคือคำข้าวอันหาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง เธอพึงทำความอุตสาหะในสิ่งนั้นจนตลอดชีวิต อติเรกลาภ คือ สังฆภัต ภัตถวายสงฆ์ อุทเทสภัต ภัตเฉพาะสงฆ์ นิมันตนภัต ภัตในที่นิมนต์ สลากภัต ภัตถวายตามสลาก ปักขิกภัต ภัตถวายในปักข์ อุโปสถิกภัต ภัตถวายในวันอุโบสถ ปาฏิปทิกภัต ภัตถวายในวันปาฏิบท ๒. บรรพชาอาศัยบังสุกุลจีวร เธอพึงทำความอุตสาหะในสิ่งนั้นจนตลอดชีวิต อติเรกลาภ คือ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าเจือกัน

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า นิสสัย ในทางพระวินัย หมายถึงการขออยู่ในการปกครองของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ หรือการขอให้ท่านเป็นที่พึ่งในการศึกษาไตรสิกขาเพื่อประพฤติพรหมจรรย์ยิ่งขึ้นต่อไป เป็นกิจเบื้องต้นในพิธีอุปสมบทโดยผู้อุปสมบทได้เปล่งวาจาขอนิสสัยกับพระอุปัชฌาย์แล้ว ในกรณีที่ไม่ได้อยู่ในปกครองของพระอุปัชฌาย์ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น อุปัชฌาย์ไปอยู่ที่อื่น ต้องถือนิสสัยต่อภิกษุอื่นเป็นนิสสยาจารย์
  2. ๒ปักษ์ กึ่งของเดือนทางจันทรคติ คือ เดือนหนึ่งมี ๒ ปักษ์ ข้างขึ้นเรียก ศุกลปักษ์ แปลว่า ฝ่ายขาว หมายเอาแสงเดือนสว่าง ข้างแรมเรียก กาฬปักษ์ แปลว่า ฝ่ายดำ หมายเอาเดือน มืด (พจนานุกรม)
  3. ๓วันอุโบสถ สำหรับภิกษุ หมายถึงวันแห่งการสวดพระปาติโมกข์ของพระภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน คือวันจันทร์เพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ และวันจันทร์ดับแรม ๑๕ หรือ ๑๔ ค่ำเมื่อเดือนขาด สำหรับคฤหัสถ์ หมายถึงวันแห่งการอยู่จำหรือรักษาศีล ๘ (อุโบสถศีล) และ/หรือบำเพ็ญข้อปฏิบัติอย่างอื่นอัน สมควรมีฟังพระธรรมเทศนาเป็นต้น ในวันธรรมสวนะหรือวันพระ คือ วันขึ้น ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ หรือแรม ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ หรือ ๑๔ ค่ำเมื่อเดือนขาด (ที.สี.อ. ๑๒๗)
  4. ๔วันปาฏิบท หมายถึงวันขึ้น ๑ ค่ำ หรือวันแรม ๑ ค่ำ (พจนานุกรม)
Page 122

๓. บรรพชาอาศัยโคนไม้เป็นเสนาสนะ เธอพึงทำความอุตสาหะในสิ่งนั้นจนตลอดชีวิต อติเรกลาภ คือ วิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนยอด ทิมแถว ถํ้า

๔. บรรพชาอาศัยมูตรเน่าเป็นยา เธอพึงทำความอุตสาหะในสิ่งนั้นจนตลอดชีวิต อติเรกลาภ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย

จบ อุปัชฌายวัตตภาณวารที่ ๕

๑๘. อาจริยวัตตกถา

ว่าด้วยข้อควรปฏิบัติต่ออาจารย์

เรื่องทรงอนุญาตบอกนิสสัยหลังบวช

{๘๘} [๗๔] ก็โดยสมัยนั้นแล มาณพคนหนึ่งเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้ว ขอบรรพชา พวกภิกษุได้บอกนิสสัยแก่เธอก่อนบวช เธอจึงพูดอย่างนี้ว่า “ถ้าเมื่อกระผมบวชแล้ว พระคุณเจ้าทั้งหลายจึงค่อยบอกนิสสัยแก่กระผม กระผมก็จะยินดียิ่ง ตอนนี้กระผมจักไม่บวชละ เพราะนิสสัยเป็นสิ่งที่น่าเกลียดเป็นปฏิกูลสำหรับกระผม” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงบอกนิสสัยก่อนบวช รูปใดบอก ต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้บอกนิสสัยในลำดับต่อจากบวชแล้ว”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เสนาสนะ ที่นอนและที่นั่ง (เสนะ = ที่นอน + อาสนะ = ที่นั่ง) หมายถึงที่อยู่อาศัยสำหรับพระภิกษุ เช่น กุฏิ วิหาร และเครื่องใช้เกี่ยวกับสถานที่ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ แม้โคนไม้เมื่อภิกษุใช้เป็นที่อยู่อาศัยก็เรียกเสนาสนะ

End of มูลเหตุอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม