พระวินัยปิฎก มหาวรรค · มหาขันธกะ
การบอกนิสสัย เล่ม ๔
Text layerBuddha’s wordsItems ๘๘–๙๐ (Royal Thai)23/52 in มหาขันธกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระวินัยปิฎก มหาวรรค มหาขันธกะ การบอกนิสสัย (Royal Thai Volume 4 · Mahachula Volume 4 · Mahamakut Volume 6 · Chaloem Phrakiat Volume 4)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 4, pp. 122–125
๓. บรรพชาอาศัยโคนไม้เป็นเสนาสนะ เธอพึงทำความอุตสาหะในสิ่งนั้นจนตลอดชีวิต อติเรกลาภ คือ วิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนยอด ทิมแถว ถํ้า
๔. บรรพชาอาศัยมูตรเน่าเป็นยา เธอพึงทำความอุตสาหะในสิ่งนั้นจนตลอดชีวิต อติเรกลาภ คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย
จบ อุปัชฌายวัตตภาณวารที่ ๕
๑๘. อาจริยวัตตกถา
ว่าด้วยข้อควรปฏิบัติต่ออาจารย์
เรื่องทรงอนุญาตบอกนิสสัยหลังบวช
{๘๘} [๗๔] ก็โดยสมัยนั้นแล มาณพคนหนึ่งเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้ว ขอบรรพชา พวกภิกษุได้บอกนิสสัยแก่เธอก่อนบวช เธอจึงพูดอย่างนี้ว่า “ถ้าเมื่อกระผมบวชแล้ว พระคุณเจ้าทั้งหลายจึงค่อยบอกนิสสัยแก่กระผม กระผมก็จะยินดียิ่ง ตอนนี้กระผมจักไม่บวชละ เพราะนิสสัยเป็นสิ่งที่น่าเกลียดเป็นปฏิกูลสำหรับกระผม” ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงบอกนิสสัยก่อนบวช รูปใดบอก ต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้บอกนิสสัยในลำดับต่อจากบวชแล้ว”
- ๑เสนาสนะ ที่นอนและที่นั่ง (เสนะ = ที่นอน + อาสนะ = ที่นั่ง) หมายถึงที่อยู่อาศัยสำหรับพระภิกษุ เช่น กุฏิ วิหาร และเครื่องใช้เกี่ยวกับสถานที่ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ แม้โคนไม้เมื่อภิกษุใช้เป็นที่อยู่อาศัยก็เรียกเสนาสนะ
ทรงอนุญาตอุปสมบทด้วยคณะ ๑๐ รูป
{๘๙} ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายให้อุปสมบทด้วยคณะซึ่งมีจำนวน ๒ รูปบ้าง มีจำนวน ๓ รูปบ้าง มีจำนวน ๔ รูปบ้าง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงให้อุปสมบทด้วยคณะซึ่งมีจำนวนตํ่ากว่า ๑๐ รูป รูปใดให้อุปสมบท ต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้อุปสมบทด้วยคณะซึ่งมีจำนวน ๑๐ รูป หรือมีจำนวนเกิน ๑๐ รูป”
เรื่องพระอุปเสนวังคันตบุตรอุปสมบทสัทธิวิหาริก
{๙๐} [๗๕] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายมีพรรษา ๑ บ้าง มีพรรษา ๒ บ้าง ให้อุปสมบทสัทธิวิหาริก แม้ท่านอุปเสนวังคันตบุตรผู้มีพรรษาเดียวก็ให้ อุปสมบทสัทธิวิหาริก ท่านออกพรรษาแล้ว มีพรรษา ๒ ได้พาสัทธิวิหาริกมี พรรษา ๑ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งก็การที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลายทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามท่านอุปเสนวังคันตบุตรว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอยังพอทนได้อยู่ หรือ ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่หรือ พวกเธอเดินทางมามีความลำบากน้อยกันหรือ”ท่านอุปเสนวังคันตบุตรกราบทูลว่า “ยังพอทนได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้อัตภาพเป็นไปได้อยู่ พระพุทธเจ้าข้า และพวกข้าพระองค์เดินทางมาก็ลำบากน้อย พระพุทธเจ้าข้า”
พุทธประเพณี
ธรรมดาพระตถาคตทั้งหลายแม้จะทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ไม่ตรัสถามก็มี ทรงทราบกาลอันควรแล้วย่อมตรัสถามก็มี ไม่ตรัสถามก็มี พระตถาคตทั้งหลายย่อมตรัสถามเรื่องที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ตรัสถามเรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เรื่องที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ พระองค์ทรงกำจัดเสียด้วยอริยมรรค พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายด้วยเหตุผล ๒ อย่าง คือ จักทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง จักทรงบัญญัติสิกขาบทแก่พระสาวกทั้งหลายอย่างหนึ่งครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามท่านอุปเสนวังคันตบุตรว่า “เธอมีพรรษาเท่าไรเล่า ภิกษุ”
“ข้าพระองค์มีพรรษา ๒ พระพุทธเจ้าข้า”
“ภิกษุรูปนี้เล่ามีพรรษาเท่าไร”
“มีพรรษาเดียว พระพุทธเจ้าข้า”
“ภิกษุรูปนี้เป็นอะไรกับเธอ”
“เป็นสัทธิวิหาริกของข้าพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า”
ทรงอนุญาตพระอุปัชฌาย์มีพรรษา ๑๐
พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูก่อนโมฆบุรุษ เธอยังเป็นผู้อันผู้อื่นตักเตือนพึงพร่ำสอนอยู่ ไฉนจึงได้สำคัญที่จะตักเตือนพร่ำสอนผู้อื่นเล่า เธอเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมากซึ่งมีความพัวพันด้วยหมู่เร็วเกินนัก การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใสหรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งขึ้นของปวงชนที่ เลื่อมใสแล้ว ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถา รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีพรรษาตํ่ากว่า ๑๐ ไม่พึงให้อุปสมบท รูปใดให้อุปสมบท ต้องอาบัติทุกกฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุมีพรรษาได้ ๑๐ หรือมีพรรษาเกิน ๑๐ ให้อุปสมบท”
เรื่องพระอุปัชฌาย์โง่เขลาให้อุปสมบท
{๙๑} [๗๖] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายคิดว่า “เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว” แต่ยังเป็นผู้โง่เขลา ไม่เฉียบแหลม ให้อุปสมบท จึงปรากฏว่าพระอุปัชฌาย์เป็นผู้โง่เขลา สัทธิวิหาริกเป็นผู้ฉลาด ปรากฏว่า พระอุปัชฌาย์เป็นผู้ไม่เฉียบแหลม สัทธิวิหาริกเป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าพระอุปัชฌาย์เป็นผู้มีสุตะน้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีสุตะมาก ปรากฏว่า พระอุปัชฌาย์เป็นผู้มีปัญญาด้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีปัญญาดี แม้ภิกษุรูปหนึ่งเคยเป็นอัญเดียรถีย์ เมื่อพระอุปัชฌาย์ว่ากล่าวโดยชอบธรรม ก็ได้ยกวาทะขึ้นโต้เถียงต่อพระอุปัชฌาย์แล้วกลับไปยังลัทธิเดียรถีย์นั้นตามเดิมบรรดาภิกษุผู้มักน้อย
... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนภิกษุทั้งหลายจึงได้อ้างว่า ‘เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว’ แต่ยังเป็นผู้โง่เขลา ไม่เฉียบแหลม ให้อุปสมบทเล่า จึงปรากฏว่าพระอุปัชฌาย์เป็นผู้โง่เขลา สัทธิวิหาริกเป็นผู้ฉลาด ปรากฏว่า พระอุปัชฌาย์เป็นผู้ไม่เฉียบแหลม สัทธิวิหาริกเป็นผู้เฉียบแหลม ปรากฏว่าพระอุปัชฌาย์เป็นผู้มีสุตะน้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีสุตะมาก ปรากฏว่าพระอุปัชฌาย์เป็นผู้มีปัญญาด้อย สัทธิวิหาริกเป็นผู้มีปัญญาดี” ต่อมา ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงอนุญาตพระอุปัชฌาย์ที่ฉลาดกว่าสัทธิวิหาริก
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทราบมาว่าภิกษุทั้งหลายอ้างว่า ‘เรามีพรรษาได้ ๑๐ แล้ว เรามีพรรษาได้
End of การบอกนิสสัย