arnon.worldSign in

พระวินัยปิฎก ปริวาร · เอกุตตริกะ

หมวด ๒ เล่ม ๘

Text layerBuddha’s wordsItems ๙๔๓–๙๕๓ (Royal Thai)2/11 in เอกุตตริกะ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระวินัยปิฎก ปริวาร เอกุตตริกะ หมวด ๒ (Royal Thai Volume 8 · Mahachula Volume 8 · Mahamakut Volume 10 · Chaloem Phrakiat Volume 8)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 8, pp. 376–388

Page 376

อาบัติเกิดแต่การทำด้วยการไม่ทำด้วย อาบัติที่ต้องก่อนและต้องหลังอันตราบัติ อาบัติที่เข้าถึงการนับจำนวนและที่ไม่เข้าถึงการนับจำนวน บัญญัติและอนุบัญญัติ อนุปันนบัญญัติ สัพพัตถบัญญัติ และปเทสบัญญัติ สาธารณบัญญัติและอสาธารณบัญญัติ เอกโตบัญญัติและอุภโตบัญญัติ

อาบัติมีโทษหนักและมีโทษเบา อาบัติที่เกี่ยวกับคฤหัสถ์และที่ไม่เกี่ยวกับคฤหัสถ์ อาบัติที่แน่นอน และที่ไม่แน่นอน บุคคลผู้ทำทีแรกและผู้ไม่ได้ทำทีแรก ผู้ต้องอาบัติไม่เป็นนิจและผู้ต้องอาบัติเนือง ๆ โจทก์และจำเลย ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องไม่เป็นธรรม ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องเป็นธรรม ผู้แน่นอนและผู้ไม่แน่นอน ผู้ควรต้องอาบัติและผู้ไม่ควรต้องอาบัติ ผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรและผู้ไม่ถูกสงฆ์ยกวัตร ผู้ถูกนาสนะและผู้ไม่ถูกนาสนะ ผู้มีสังวาสเสมอกันและผู้มีสังวาสต่างกัน การงดปาติโมกข์ หัวข้อดังกล่าวนี้จัดเป็นหมวด ๑

จบ หัวข้อประจำหมวด

๒.ทุกวาร หมวด ๒

ว่าด้วยสัญญาวิโมกข์เป็นต้น

{๙๔๓} [๓๒๒] อาบัติที่เป็นสัญญาวิโมกข์ก็มี อาบัติที่ไม่ใช่สัญญาวิโมกข์ก็มี อาบัติของภิกษุผู้ได้สมาบัติก็มี อาบัติของภิกษุผู้ไม่ได้สมาบัติก็มี อาบัติที่

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อาบัติที่เป็นสัญญาวิโมกข์ หมายถึงอาบัติที่เป็นสจิตตกะ คือมีเจตนา เป็นไปโดยตั้งใจทำ จึงจะชื่อว่าต้องอาบัตินั้น ตรงข้ามกับอาบัติที่ไม่ใช่สัญญาวิโมกข์ ซึ่งเป็นอจิตตกะ (วิ.อ. ๓/๔๔๔)
Page 377

เกี่ยวด้วยสัทธรรมก็มี อาบัติไม่เกี่ยวด้วยสัทธรรมก็มี อาบัติที่เกี่ยวด้วยบริขารของตนก็มี อาบัติที่เกี่ยวด้วยบริขารของผู้อื่นก็มี อาบัติที่เกี่ยวด้วยบุคคลคือตนเองก็มี อาบัติที่เกี่ยวด้วยบุคคลอื่นก็มี ภิกษุพูดจริงต้องอาบัติหนักก็มี ภิกษุพูดเท็จต้องอาบัติเบาก็มี ภิกษุพูดเท็จต้องอาบัติหนักก็มี ภิกษุพูดจริงต้องอาบัติเบาก็มี อาบัติที่ภิกษุอยู่บนแผ่นดินจึงต้อง อยู่ในอากาศไม่ต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุอยู่ในอากาศจึงต้อง อยู่บนแผ่นดินไม่ต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุออกไปจึงต้อง เข้าไปไม่ต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุเข้าไปจึงต้องออกไปไม่ต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุถือเอาจึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุไม่ถือเอาจึงต้องก็มี

อาบัติที่ภิกษุสมาทานจึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุไม่สมาทานจึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุทำจึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุไม่ทำจึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุให้จึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุไม่ให้จึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุรับจึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุไม่รับจึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุต้องเพราะบริโภคก็มี อาบัติที่ภิกษุต้องเพราะไม่บริโภคก็มี อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางคืน ไม่ต้องในกลางวันก็มี อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางวัน ไม่ต้องในกลางคืนก็มี อาบัติที่ภิกษุต้องเพราะอรุณขึ้นก็มี อาบัติที่ภิกษุต้องไม่ใช่เพราะอรุณขึ้นก็มี อาบัติที่ภิกษุตัดจึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุไม่ตัดจึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุปกปิดจึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุไม่ปกปิดจึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุทรงไว้จึงต้องก็มี อาบัติที่ภิกษุไม่ทรงไว้จึงต้องก็มี

ว่าด้วยอุโบสถเป็นต้น

อุโบสถมี ๒ คือ

{๙๔๔} ๑. อุโบสถในวัน ๑๔ คํ่า ๒. อุโบสถในวัน ๑๕ ค่ำ

ปวารณามี ๒ คือ

๑. ปวารณาในวัน ๑๔ ค่ำ ๒. ปวารณาในวัน ๑๕ คํ่า

กรรมมี ๒ คือ

๑. อปโลกนกรรม ๒. ญัตติกรรม

Page 378

กรรมแม้อี่นอีกมี ๒ คือ

๑. ญัตติทุติยกรรม ๒. ญัตติจตุตถกรรม

วัตถุแห่งกรรมมี ๒ คือ

๑. วัตถุแห่งอปโลกนกรรม ๒. วัตถุแห่งญัตติกรรม

วัตถุแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ

๑. วัตถุแห่งญัตติทุติยกรรม ๒. วัตถุแห่งญัตติจตุตถกรรม

โทษแห่งกรรมมี ๒ คือ

๑. โทษแห่งอปโลกนกรรม ๒. โทษแห่งญัตติกรรม

โทษแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ

๑. โทษแห่งญัตติทุติยกรรม ๒. โทษแห่งญัตติจตุตถกรรม

สมบัติแห่งกรรมมี ๒ คือ

๑. สมบัติแห่งอปโลกนกรรม ๒. สมบัติแห่งญัตติกรรม

สมบัติแห่งกรรมแม้อื่นอีกมี ๒ คือ

๑. สมบัติแห่งญัตติทุติยกรรม

๒. สมบัติแห่งญัตติจตุตถกรรม

ภูมิของภิกษุนานาสังวาสมี ๒ คือ

๑. ตนเองทำตนให้มีสังวาสต่างกัน

๒. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันยกภิกษุนั้นเสียเพราะไม่เห็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิภูมิของภิกษุสมานสังวาสมี ๒ คือ

๑. ตนเองทำตนให้มีสังวาสเสมอกัน

๒. สงฆ์พร้อมเพรียงกันเรียกภิกษุนั้นผู้ถูกยกวัตรเพราะไม่ เห็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิเข้าหมู่

Page 379

ว่าด้วยปาราชิกเป็นต้น

{๙๔๕} ปาราชิกมี ๒ คือ

๑. ของภิกษุ ๒. ของภิกษุณี

สังฆาทิเสสมี ๒ คือ

๑. ของภิกษุ ๒. ของภิกษุณี

ถุลลัจจัยมี ๒ คือ

๑. ของภิกษุ ๒. ของภิกษุณี

ปาจิตตีย์มี ๒ คือ

๑. ของภิกษุ ๒. ของภิกษุณี

ปาฏิเทสนียะมี ๒ คือ

๑. ของภิกษุ ๒. ของภิกษุณี

ทุกกฏมี ๒ คือ

๑. ของภิกษุ ๒. ของภิกษุณี

ทุพภาสิตมี ๒ คือ

๑. ของภิกษุ ๒. ของภิกษุณี

อาบัติของภิกษุมี ๗ ของภิกษุณีก็มี ๗

กองอาบัติของภิกษุมี ๗ ของภิกษุณีก็มี ๗

สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๒ คือ ๑. ด้วยกรรม ๒. ด้วยให้จับสลาก

ว่าด้วยบุคคล

{๙๔๖} บุคคล ๒ ประเภทสงฆ์ไม่พึงให้อุปสมบท คือ

๑. ผู้มีกาลบกพร่อง ๒. ผู้มีอวัยวะบกพร่อง

บุคคลแม้อื่นอีก ๒ ประเภทสงฆ์ไม่พึงให้อุปสมบท คือ

๑. ผู้มีวัตถุวิบัติ ๒. ผู้กระทำกรรมเสียหาย

Page 380

บุคคลแม้อื่นอีก ๒ ประเภทสงฆ์ไม่พึงให้อุปสมบท คือ

๑. ผู้มีบาตรจีวรไม่ครบ

๒. ผู้มีบาตรจีวรครบแล้ว แต่ไม่ขออุปสมบท

ไม่ควรอยู่อาศัยบุคคล ๒ ประเภท คือ

๑. อลัชชี ๒. ผู้โง่เขลา

ไม่ควรให้นิสสัยแก่บุคคล ๒ ประเภท คือ

๑. อลัชชี ๒. ผู้ลัชชีแต่ไม่ขอ

ควรให้นิสสัยแก่บุคคล ๒ ประเภท คือ

๑. ผู้โง่เขลา ๒. ผู้ลัชชีแต่ขอ

บุคคล ๒ ประเภทไม่ควรต้องอาบัติ คือ

๑. พระพุทธเจ้า ๒. พระปัจเจกพุทธเจ้า

บุคคล ๒ ประเภทควรต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุ ๒. ภิกษุณี

บุคคล ๒ ประเภทไม่ควรแกล้งต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุอริยบุคคล ๒. ภิกษุณีอริยบุคคล

บุคคล ๒ ประเภทควรแกล้งต้องอาบัติ คือ

๑. ภิกษุปุถุชน ๒. ภิกษุณีปุถุชน

บุคคล ๒ ประเภทไม่ควรแกล้งประพฤติล่วงวัตถุอันมีโทษ คือ

๑. ภิกษุอริยบุคคล ๒. ภิกษุณีอริยบุคคล

บุคคล ๒ ประเภทควรแกล้งประพฤติล่วงวัตถุอันมีโทษ คือ

๑. ภิกษุปุถุชน ๒. ภิกษุณีปุถุชน

ว่าด้วยการคัดค้านเป็นต้น

{๙๔๗} การคัดค้านมี ๒ คือ

๑. คัดค้านด้วยกาย ๒. คัดค้านด้วยวาจา

Page 381

การขับออกจากหมู่มี ๒ คือ

๑. บุคคลยังไม่ถึงการขับออก ถ้าสงฆ์ขับบุคคลนั้นออก บางคนเป็นอันขับออกดีแล้ว

๒. บางคนเป็นอันขับออกไม่ดี

การเรียกเข้าหมู่มี ๒ คือ

๑. บุคคลยังไม่ถึงการเรียกเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์เรียกบุคคลนั้นเข้าหมู่ บางคนเป็นอันเรียกเข้าหมู่ดีแล้ว

๒. บางคนเป็นอันเรียกเข้าหมู่ไม่ดี

ปฏิญญามี ๒ คือ

๑. ปฏิญญาด้วยกาย ๒. ปฏิญญาด้วยวาจา

การรับมี ๒ คือ

๑. รับด้วยกาย ๒. รับด้วยของเนื่องด้วยกาย

การห้ามมี ๒ คือ

๑. ห้ามด้วยกาย ๒. ห้ามด้วยวาจา

การลบล้างมี ๒ คือ

๑. ลบล้างด้วยสิกขา ๒. ลบล้างด้วยโภคะ

โจทมี ๒ คือ

๑. โจทด้วยกาย ๒. โจทด้วยวาจา

ว่าด้วยปลิโพธ (ความกังวล) เป็นต้น

{๙๔๘} กฐินมีปลิโพธ ๒ คือ

๑. ปลิโพธในอาวาส ๒. ปลิโพธในจีวร

กฐินไม่มีปลิโพธ ๒ คือ

๑. ไม่มีปลิโพธในอาวาส ๒. ไม่มีปลิโพธในจีวร

Page 382

จีวรมี ๒ คือ

๑. คหบดีจีวร ๒. บังสุกุลจีวร

บาตรมี ๒ คือ

๑. บาตรเหล็ก ๒. บาตรดิน

เชิงบาตรมี ๒ คือ

๑. เชิงบาตรทำด้วยดีบุก ๒. เชิงบาตรทำด้วยตะกั่ว

อธิษฐานบาตรมี ๒ คือ

๑. อธิษฐานด้วยกาย ๒. อธิษฐานด้วยวาจา

อธิษฐานจีวรมี ๒ คือ

๑. อธิษฐานด้วยกาย ๒. อธิษฐานด้วยวาจา

วิกัปมี ๒ คือ

๑. วิกัปต่อหน้า ๒. วิกัปลับหลัง

วินัยมี ๒ คือ

๑. วินัยของภิกษุ ๒. วินัยของภิกษุณี

อรรถที่สำเร็จในวินัยมี ๒ คือ

๑. ข้อบัญญัติ ๒. อนุโลมข้อบัญญัติ

วินัยมีความขัดเกลา ๒ คือ

๑. กำจัดส่งไม่ควรด้วยอริยมรรค

๒. ทำพอประมาณในสิ่งที่ควร

ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๒ อย่างเป็นต้น

{๙๔๙} ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๒ คือ

๑. ต้องด้วยกาย ๒. ต้องด้วยวาจา

ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๒ คือ

๑. ออกด้วยกาย ๒. ออกด้วยวาจา

Page 383

ปริวาสมี ๒ คือ

๑. ปฏิจฉันนปริวาส ๒. อัปปฏิจฉันนปริวาส

ปริวาสแม้อื่นอีก ๒ คือ

๑. สุทธันตปริวาส ๒. สโมธานปริวาส

มานัตมี ๒ คือ

๑. ปฏิจฉันนมานัต ๒. อัปปฏิจฉันนมานัต

มานัตแม้อื่นอีกมี ๒ คือ

๑. ปักขมานัต ๒. สโมธานมานัต

รัตติเฉทของบุคคลมี ๒ คือ

๑. ของปริวาสิกภิกษุ ๒. ของมานัตจาริกภิกษุ

ว่าด้วยไม่เอื้อเฟื้อเป็นต้น

{๓๕๐} ความไม่เอื้อเฟื้อมี ๒ คือ

๑. ไม่เอื้อเฟื้อต่อบุคคล ๒. ไม่เอื้อเฟื้อต่อธรรม

เกลือมี ๒ ชนิด คือ

๑. เกลือธรรมชาติ ๒. เกลือจากด่าง

เกลือแม้อื่นอีก ๒ ชนิด คือ

๑. เกลือทะเล ๒. เกลือดำ

เกลือแม้อื่นอีก ๒ ชนิด คือ

๑. เกลือสินเธาว์ ๒. เกลือดินโป่ง

เกลือแม้อื่นอีก ๒ ชนิด คือ

๑. เกลือโรมกะ ๒. เกลือปักขัลลกะ

บริโภคมี ๒ คือ

๑. บริโภคภายใน ๒. บริโภคภายนอก

Page 384

ด่ามี ๒ คือ

๑. ด่าอย่างคนเลว ๒. ด่าอย่างผู้ดี

ส่อเสียดด้วยอาการ ๒ คือ

๑. เพื่อทำตนให้เป็นที่รัก ๒. เพื่อมุ่งทำลาย

ภิกษุร่วมฉันเป็นหมู่ด้วยอาการ ๒ คือ

๑. เพราะเขานิมนต์ ๒. เพราะขอเขา

วันเข้าพรรษามี ๒ คือ

๑. วันเข้าพรรษาต้น ๒. วันเข้าพรรษาหลัง

การงดปาติโมกข์ไม่เป็นธรรมมี ๒

การงดปาติโมกข์เป็นธรรมมี ๒

ว่าด้วยบุคคลพาลและบุคคลบัณฑิต

{๙๕๑} บุคคลพาลมี ๒ คือ

๑. ผู้จัดการภาระที่ยังไม่มาถึง

๒. ผู้ไม่จัดการภาระที่มาถึง

บุคคลบัณฑิตมี ๒ คือ

๑. ผู้ไม่จัดการภาระที่ยังไม่มาถึง

๒. ผู้จัดการภาระที่มาถึงแล้ว

บุคคลพาลแม้อื่นอีก ๒ คือ

๑. ผู้สำคัญว่าควรในสิ่งที่ไม่ควร

๒. ผู้สำคัญว่าไม่ควรในสิ่งที่ควร

บุคคลบัณฑิตมี ๒ คือ

๑. ผู้สำคัญว่าไม่ควรในสิ่งที่ไม่ควร

๒. ผู้สำคัญว่าควรในสิ่งที่ควร

Page 385

บุคคลพาลแม้อื่นอีก ๒ คือ

๑. ผู้สำคัญในอนาบัติว่าเป็นอาบัติ

๒. ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอนาบัติ

บุคคลบัณฑิตมี ๒ คือ

๑. ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอาบัติ

๒. ผู้สำคัญในอนาบัติว่าเป็นอนาบัติ

บุคคลพาลแม้อื่นอีก ๒ คือ

๑. ผู้สำคัญในอธรรมว่าเป็นธรรม

๒. ผู้สำคัญในธรรมว่าเป็นอธรรม

บุคคลบัณฑิตมี ๒ คือ

๑. ผู้สำคัญในอรรม<*>ว่าเป็นอธรรม

๒. ผู้สำคัญในธรรมว่าเป็นธรรม

บุคคลพาลแม้อื่นอีก ๒ คือ

๑. ผู้สำคัญในอวินัยว่าวินัย ๒. ผู้สำคัญในวินัยว่าอวินัย

บุคคลบัณฑิตมี ๒ คือ

๑. ผู้สำคัญในอวินัยว่าอวินัย ๒. ผู้สำคัญในวินัยว่าวินัย

ว่าด้วยอาสวะ

{๙๕๒} อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคล ๒ ประเภท คือ

๑. ผู้รังเกียจสิ่งที่ไม่ควรรังเกียจ

๒. ผู้ไม่รังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจ

อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ ประเภท คือ

๑. ผู้ไม่รังเกียจสิ่งที่ไม่ควรรังเกียจ

๒. ผู้รังเกียจสิ่งที่ควรรังเกียจ

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. อธรรม - ผู้รวมรวม
Page 386

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ ประเภท คือ

๑. ผู้สำคัญในสิ่งไม่ควรว่าควร

๒. ผู้สำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร

อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ ประเภท คือ

๑. ผู้สำคัญในสิ่งไม่ควรว่าไม่ควร

๒. ผู้สำคัญในสิ่งที่ควรว่าควร

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ ประเภท คือ

๑. ผู้สำคัญในอนาบัติว่าเป็นอาบัติ

๒. ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอนาบัติ

อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ ประเภท คือ

๑. ผู้สำคัญในอนาบัติว่าเป็นอนาบัติ

๒. ผู้สำคัญในอาบัติว่าเป็นอาบัติ

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ ประเภท คือ

๑. ผู้สำคัญในอธรรมว่าเป็นธรรม

๒. ผู้สำคัญในธรรมว่าเป็นอธรรม

อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ ประเภท คือ

๑. ผู้สำคัญในอธรรมว่าเป็นอธรรม

๒. ผู้สำคัญในธรรมว่าเป็นธรรม

อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ ประเภท คือ

๑. ผู้สำคัญในอวินัยว่าเป็นวินัย

๒. ผู้สำคัญในวินัยว่าเป็นอวินัย

อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ ประเภท คือ

๑. ผู้สำคัญในอวินัยว่าเป็นอวินัย

๒. ผู้สำคัญในวินัยว่าเป็นวินัย

จบ ทุกวาร หมวด ๒

Page 387

หัวข้อประจำหมวด

{๙๕๓} สัญญา ๑ ผู้ได้สมาบัติ ๑ สัทธรรม ๑ บริขาร ๑ บุคคล ๑ จริง ๑ ภูมิ ๑ ออกไป ๑ ถือเอา ๑ สมาทาน ๑ทำ ๑ ให้ ๑ รับ ๑ บริโภค ๑ กลางคืน ๑ อรุณ ๑ ตัด ๑ ปกปิด ๑ ทรงไว้ ๑ อุโบสถ ๑ปวารณา ๑ กรรม ๑ กรรมอื่นอีก ๑ วัตถุ ๑ วัตถุอื่นอีก ๑ โทษ ๑ โทษอื่นอีก ๑ สมบัติ ๒ อย่าง ๑ นานาสังวาส ๑ สมานสังวาส ๑ปาราชิก ๑ สังฆาทิเสส ๑ ถุลลัจจัย ๑ ปาจิตตีย์ ๑ ปาฎิเทสนียะ ๑ ทุกกฏ ๑ ทุพภาสิต ๑ กองอาบัติเจ็ด ๑สงฆ์แตกกัน ๑ อุปสมบท ๑ อุปสมบทอีก ๒ อย่าง ๑ ไม่อาศัยเดือดร้อน ๑ ไม่ให้ ๑ อภัพพบุคคล ๑ ภัพพบุคคล ๑แกล้ง ๑ มีโทษ ๑ คัดค้าน ๑ ขับออกจากหมู่ ๑ เรียกเข้าหมู่ ๑ ปฏิญญา ๑ รับ ๑ ห้าม ๑ลบล้าง ๑ โจท ๑ กฐิน ๒ อย่าง ๑ จีวร ๑ บาตร ๑ เชิงบาตร ๑ อธิษฐาน ๒ อย่าง ๑วิกัป ๑ วินัย ๑ อรรถที่สำเร็จในวินัย ๑ ความขัดเกลา ๑ ต้อง ๑ ออก ๑ ปริวาส ๒ อย่าง ๑มานัต ๒ อย่าง ๑ รัตติเฉท ๑ ไม่เอื้อเฟื้อ ๑ เกลือ ๒ ชนิด ๑ เกลืออื่นอีก ๓ ชนิด ๑ บริโภค ๑ ด่า ๑ส่อเสียด ๑ ฉันหมู่ ๑ วันจำพรรษา ๑ งดปาติโมกข์ ๑ ภาระ ๑ สมควร ๑ อนาบัติ ๑ อธรรม ๑ วินัย ๑ อาสวะ ๑

จบ หัวข้อประจำหมวด

Page 388

๓. ติกวาร หมวด ๓

ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระชนม์อยู่เป็นต้น

{๙๕๔} [๓๒๓] อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ภิกษุจึงต้อง เมื่อปรินิพพานแล้ว ไม่ต้อง มีอยู่อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ภิกษุจึงต้อง เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่ ไม่ต้อง มีอยู่อาบัติที่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะยังทรงพระชนม์อยู่ก็ดี ปรินิพพานแล้วก็ดี ภิกษุก็ต้อง มีอยู่อาบัติที่ภิกษุต้องในกาล ไม่ต้องในเวลาวิกาล มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุต้องในเวลาวิกาล ไม่ต้องในกาล มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุต้องในกาลและในเวลาวิกาล มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางคืน ไม่ต้องในกลางวัน มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางวัน ไม่ต้องในกลางคืน มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุต้องในกลางคืนและกลางวัน มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๑๐ จึงต้อง มีพรรษาตํ่ากว่า ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุมีพรรษาต่ำกว่า ๑๐ จึงต้อง มีพรรษา ๑๐ ไม่ต้อง มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๑๐ และมีพรรษาต่ำกว่า ๑๐ ก็ต้อง มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๕ จึงต้อง มีพรรษาต่ำกว่า ๕ ไม่ต้อง มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุมีพรรษาต่ำกว่า ๕ จึงต้อง มีพรรษา ๕ ไม่ต้อง มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุมีพรรษา ๕ และมีพรรษาต่ำกว่า ๕ ก็ต้อง มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นกุศล จึงต้อง มีจิตเป็นอกุศล ไม่ต้อง มีอยู่

อาบัติที่ภิกษุมีจิตเป็นอกุศล จึงต้อง มีจิตเป็นกุศล ไม่ต้อง มีอยู่

End of หมวด ๒