arnon.world

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน · จูฬวรรค

๓. กามสูตร ที่ ๑ เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๔๙ (Royal Thai)3/10 in จูฬวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

๓. กามสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน จูฬวรรค กามสูตร ที่ ๑ (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 44 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๓ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน สาวตฺถิยํ มนุสฺสา เยภุยฺเยน กาเมสุ อติเวลํ สตฺตา โหนฺติ ๓ รตฺตา คิทฺธา คธิตา มุจฺฉิตา อชฺโฌปนฺนา ๔ สมฺมตฺตกชาตา ๕ กาเมสุ วิหรนฺติ ฯ อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสึสุ ฯ สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อิธ ภนฺเต สาวตฺถิยํ มนุสฺสา เยภุยฺเยน กาเมสุ อติเวลํ สตฺตา โหนฺติ รตฺตา คิทฺธา คธิตา มุจฺฉิตา อชฺโฌปนฺนา สมฺมตฺตกชาตา กาเมสุ วิหรนฺตีติ ฯ อถ โข ภควา เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ

กาเมสุ สตฺตา กามสงฺคสตฺตา ๖-

สํโยชเน วชฺชมปสฺสมานา

น หิ ชาตุ สโยชนสงฺคสตฺตา

โอฆนฺตเรยฺยุํ วิปุลํ มหนฺตนฺติ ฯ ตติยํ ฯ

๑ โป. อจฺฉินฺทิ ฯ ม. อจฺเฉชฺชิ ฯ ๒ โป. ม. พฺยคา นิราสํ ฯ ๓ โป. ม. อยํ

ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๔ โป. อชฺฌาปนฺนา ฯ ๕ ยุ. สมฺปตฺตกชาตา ฯ ๖ โป. กาเม

สงฺคสตฺตา ฯ ยุ. กามสงฺคา สตฺตา ฯ

Royal Thai

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล มนุษย์ทั้งหลายในพระนครสาวัตถี โดยมากเป็นผู้ข้องแล้วในกามล่วงเวลา เป็นผู้กำหนัดแล้ว ยินดีแล้ว รักใคร่แล้ว หมกมุ่นแล้ว พัวพันแล้ว มัวเมาอยู่ในกามทั้งหลาย ครั้งนั้นแล เป็นเวลาเช้า ภิกษุเป็นอันมากนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตในภายหลังภัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส มนุษย์ทั้งหลายในพระนครสาวัตถี โดยมากเป็นผู้ข้องแล้วในกามล่วงเวลา เป็นผู้กำหนัดแล้ว ยินดีแล้ว รักใคร่แล้ว หมกมุ่นแล้ว พัวพันแล้ว มัวเมาอยู่ในกามทั้งหลาย ฯ

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

สัตว์ทั้งหลายข้องแล้วในกาม ข้องแล้วด้วยกามและธรรมเป็นเครื่องข้องไม่เห็นโทษในสังโยชน์ ข้องแล้วด้วยธรรมเป็นเครื่องข้องคือสังโยชน์

พึงข้ามโอฆะอันกว้างใหญ่ไม่ได้เลย ฯ

จบสูตรที่ ๓

End of ๓. กามสูตร ที่ ๑