พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน อนุโลมติกปัฏฐาน กุสลัตติกะ · ปัญหาวาร
ข้อ ๔๘๗–๔๙๕ เล่ม ๔๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ลำดับ ๒/๒๔ ในปัญหาวารมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก ปัฏฐาน มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๑ อนุโลมติกปัฏฐาน กุสลัตติกะ ปัญหาวาร ข้อ ๔๘๗–๔๙๕ (ฉบับหลวง เล่ม ๔๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔๐)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔๐ หน้า ๒๘๖–๒๙๐
และอัพยากตกิริยา เป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และจิตตสมุฏฐานรูปโดย เหตุปัจจัย ในปฏิสนธิขณะ สภาวธรรมที่เป็นเหตุที่เป็นอัพยากตวิบากเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์และกฏัตตารูปโดยเหตุปัจจัย (๑)
อารัมมณปัจจัย
{๔๘๗} [๔๐๔] สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นกุศลโดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคลให้ทาน สมาทานคืล รักษาอุโบสถแล้วพิจารณากุศลนั้น บุคคลพิจารณากุศลที่ได้สั่งสมไว้แล้วในก่อน บุคคลออกจากฌาน แล้วพิจารณาฌาน พระเสกฃะพิจารณาโคตรภู พิจารณาโวทาน พระเสกขะ ออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรค พระเสกขะหรือปุถุชนเห็นแจ้งกุศลโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้จิตของบุคคลผู้มีความ พรั่งพร้อมด้วยกุศลจิตด้วยเจโตปริยญาณ อากาสานัญจายตนกุศลเป็นปัจจัย แก่วิญญาณัญจายตนกุศลโดยอารัมมณปัจจัย อากิญจัญญายตนกุศลเป็น ปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลโดยอารัมมณปัจจัย กุศลขันธ์ทั้งหลาย
เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณโดยอารัมมณปัจจัย (๑){๔๘๘} [๔๐๕] สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลโดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคลให้ทาน สมาทานคืล รักษาอุโบสถแล้วยินดีเพลิดเพลินกุศลนั้น เพราะปรารภกุศลนั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัสจึงเกิดขึ้น บุคลยินดีเพลิดเพลินกุศลที่ได้สั่งสมไว้แล้วก่อน เพราะปรารภกุศลนั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัสจึงเกิดขึ้น บุคคลออกจากฌานแล้วยินดีเพลิดเพลินฌาน เพราะปรารภฌานนั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะจึงเกิดขึ้น สำหรับบุคคลผู้มีวิปฏิสาร เมื่อฌานเสื่อม แล้ว โทมนัสจึงเกิดขึ้น (๒)
{๔๘๙} [๔๐๖] สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต โดยอารัมมณปัจจัย คือ พระอรหันต์ออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคพิจารณาถึงธรรมที่ได้สั่งสมไว้แล้วในก่อนเห็นแจ้งกุศลโดยความเป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อม ด้วยกุศลจิตด้วยเจโตปริยญาณ พระเสกขะหรือปุถุชนเห็นแจ้งกุศลโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อกุศลดับไป วิบาก จึงเกิดขึ้นโดยความเป็นตทาลัมพนะ บุคคลยินดีเพลิดเพลินกุศล เพราะปรารภกุศลนั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัสจึงเกิดขึ้น เมื่ออกุศลดับไป วิบากจึงเกิดขึ้นโดยเป็นความเป็นตทาลัมพนะ
อากาสนัญจา ยตนกุศลเป็นปัจจัยแก่วิญญาณญจายตนวิบากและกิริยาโดยอารัมมณปัจจัย อากิญจัญญายตนกุศลเป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาส์'ญญายตนวิบากและ กิริยาโดยอารัมมณปัจจัยกุศลขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ อาวัชชนะ โดยอารัมมณปัจจัย (๓){๔๙๐} [๔๐๗] สภาวธรรมที่เป็นอกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอกุศล โดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคลยินดีเพลิดเพลินราคะ เพราะปรารภราคะนั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัสจึงเกิดขึ้น บุคคลยินดีเพลิดเพลิน ทิฏฐิ เพราะปรารภทิฏฐินั้น ทิฏฐิ ราคะ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัสจึงเกิดขึ้น เพราะปรารภวิจิกิจฉา วิจิกิจฉา ทิฏฐิ อุทธัจจะ โทมนัสจึงเกิดขึ้น เพราะปรารภอุทธัจจะ อุทธัจจะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา โทมนัสจึงเกิดขึ้น เพราะปรารภโทมนัส โทมนัส ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะจึงเกิดขึ้น (๑)
{๔๙๑} [๔๐๘] สภาวธรรมที่เป็นอกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นกุศลโดยอารัมมณปัจจัย คือ พระเสกขะพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว พิจารณากิเลส ที่ข่มได้แล้ว รู้กิเลสที่เคยเกิดขึ้นแล้วในก่อน พระเสกฃะหรือปุถุชนเห็นแจ้ง อกุศลโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้จิตของบุคคล
ผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยอกุศลจิตด้วยเจโตปริยญาณ อกุศลขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณโดยอารัมมณปัจจัย (๒)
{๔๙๒}[๔๐๙] สภาวธรรมที่เป็นอกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต โดยอารัมมณปัจจัย คือ พระอรหันต์พิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว รู้กิเลสที่เคยเกิดขึ้นแล้วในก่อน เห็นแจ้งอกุศลโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยอกุศลจิตด้วยเจโตปริยญาณ พระเสกขะหรือปุถุชนเห็นแจ้งอกุศลโดยความเป็นสภาวะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อกุศลดับไป วิบากจึงเกิดขึ้นโดยความเป็นตทาลัมพนะ บุคคลยินดี เพลิดเพลินอกุศล เพราะปรารภอกุศลนั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัสจึงเกิดขึ้น เมื่ออกุศลดับไป วิบากจึงเกิดขึ้นโดยความเป็นตทาลัมพนะ อกุศลขันธ์ทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่
เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ยถาอัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ อาวัชชนะโดยอารัมมณปัจจัย (๓){๔๙๓}[๔๑๐] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตโดยอารัมมณปัจจัย คือ พระอรหันต์พิจารณาผล พิจารณานิพพาน นิพพานเป็นปัจจัยแก่ผลและอาวัชชนะโดยอารัมมณปัจจัย พระ อรหันต์เห็นแจ้งจักขุโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นแจ้งโสตะ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... รูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่เป็นอัพยากตวิบากและอัพยากต กริยาโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พระอรหันต์ เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสืยงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของบุคลผู้มีความ พรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นอัพยากตวิบากและอัพยากตกิริยาด้วยเจโตปริยญาณ อากาสานัญจายตนกิริยาเป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนกิริยาโดยอารัมมณปัจจัย อากิญจัญญายตนกิริยาเป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญานตนกิริยา
โดยอารัมมณปัจจัย รูปายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญฌานโดยอารัมมณปัจจัย สัททายตนะเป็นปัจจัยแก่โสตวิญญาณ คันธายตนะเป็นปัจจัยแก่ฆานวิญญาณ รสายตนะเป็นปัจจัยแก่ชิวหาวิญญาณ โผฏฐัพพายตนะเป็นปัจจัยแก่กายวิญญาณโดยอารัมมณปัจจัย ขันธ์ที่เป็นอัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนวาสานุสสติญาณ อนาคตังสญาณ อาวัชชนะโดยอารัมมณปัจจัย (๑)
{๔๙๔} [๔๑๑] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นกุศลโดยอารัมมณปัจจัย คือ พระเสกขะพิจารณาผล พิจารณานิพพาน นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภู โวทาน มรรคโดยอารัมมณปัจจัย พระเสกขะหรือปุถุชนเห็นแจ้งจักขุโดยความเป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นแจ้งโสต ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... รูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่เป็นอัพยากตวิบาก และอัพยากตกิริยาโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พระอรหันต์เห็นรูปด้วยทิพพจักขุ ฟังเสียงด้วยทิพพโสตธาตุ รู้จิตของบุคคลผู้มีความพรั่งพร้อมด้วยจิตที่เป็นอัพยากตวิบากและอัพยากตกิริยาด้วย
เจโตปริยญาณ ขันธ์ที่เป็นอัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อนาคตังสญาณโดยอารัมมณปัจจัย (๒){๔๙๕} [๔๑๒] สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็น อกุศลโดยอารัมมณปัจจัย คือ บุคคลยินดีเพลิดเพลินจักขุเพราะปรารภจักขุนั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัสจึงเกิดขึ้น บุคคลยินดี เพลิดเพลินโสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... รูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่เป็นอัพยากตวิบากและ อัพยากตกิริยา เพราะปรารภโสตะเป็นต้นนั้น ราคะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา อุทธัจจะ โทมนัสจึงเกิดขึ้น (๓)
อธิปติปัจจัย
{๔๙๖} [๔๑๓] สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นกุศลโดยอธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติปัจจัย สหชาตธิปติปัจจัย
ที่เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัย ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว พิจารณากุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณากุศล ที่ได้สั่งสมไว้แล้วในก่อนให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น บุคคลออกจากฌาน แล้วพิจารณาฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พระเสกขะพิจารณาโคตรภูให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณาโวทานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นพระเสกขะออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นที่เป็นสหชาตาธิปติปัจจัยได้แก่ กุศลที่เป็นอธิบดีเป็นปัจจัยแก่สัมปยุตตขันธ์ทั้งหลายโดยอธิปติปัจจัย (๑)
{๔๙๗} ๔๑๔] สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลโดยอธิปติปัจจัย มีอย่างเดียว คือ อารัมมณาธิปติปัจจัย ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว ยินดีเพลิดเพลิน เพราะทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะ และทิฏฐิจึงเกิดขึ้น บุคคลทำกุศลที่ได้สั่งสมไว้แล้วในก่อนให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้วยินดีเพลิดเพลิน เพราะทำกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะและทิฏฐิจึงเกิดขึ้น บุคคลออกจากฌาน ทำฌานให้เป็น อารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะและทิฏฐิจึงเกิดขึ้น{๔๙๘} สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตโดย อธิปติปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อารัมมณาธิปติปัจจัย สหชาตาธิปติปัจจัย
ที่เป็นอารัมมณาธิปติปัจจัย ได้แก่ พระอรหันต์ออกจากมรรคแล้ว พิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น
จบ ข้อ ๔๘๗–๔๙๕