พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี · มาติกา
สุตตันตมาติกา ๔๒ ทุกะ เล่ม ๓๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๓ ในมาติกามี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี มาติกา สุตตันตมาติกา ๔๒ ทุกะ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๔ หน้า ๓๒–๔๐
สุตตันติกมาติกา ๔๒ ทุกะ
๑๐๑. วิชชาภาคีทุกะ
วิชฺชาภาคิโน ธมฺมา ธรรมเป็นไปในส่วนวิชชา (๑๓๐๓)
อวิชฺชาภาคิโน ธมฺมา ธรรมเป็นไปในส่วนอวิชชา (๑๓๐๔)
๑๐๒. วิชชูปมทุกะ
วิชฺชูปมา ธมฺมา ธรรมเหมือนฟ้าแลบ (๑๓๐๕)
วชิรูปมา ธมฺมา ธรรมเหมือนฟ้าผ่า (๑๓๐๖)
๑๐๓. พาลทุกะ
พาลา ธมฺมา ธรรมทำให้เป็นพาล (๑๓๐๗)
ปณฺฑิตา ธมฺมา ธรรมทำให้เป็นบัณฑิต (๑๓๐๘)
๑๐๔. กัณหทุกะ
กณฺหา ธมฺมา ธรรมดำ (๑๓๐๙)
สุกฺกา ธมฺมา ธรรมขาว (๑๓๑๐)
๑๐๕. ตปนิยทุกะ
ตปนียา ธมฺมา ธรรมทำให้เร่าร้อน (๑๓๑๑)
อตปนียา ธมฺมา ธรรมไม่ทำให้เร่าร้อน (๑๓๑๒)
๑๐๖. อธิวจนทุกะ
อธิวจนา ธมฺมา ธรรมเป็นชื่อ (๑๓๑๓)
อธิวจนปถา ธมฺมา ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นชื่อ (๑๓๑๓)
๑๐๗. นิรุตติทุกะ
นิรุตฺติ ธมฺมา ธรรมเป็นนิรุตติ (๑๓๑๔)
นิรุตฺติปถา ธมฺมา ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นนิรุตติ (๑๓๑๔)
๑๐๘. ปัญญัตติทุกะ
ปญฺญตฺติ ธมฺมา ธรรมเป็นบัญญัติ (๑๓๑๕)
ปญฺญตฺติปถา ธมฺมา ธรรมเป็นเหตุของธรรมเป็นบัญญัติ (๑๓๑๕)
๑๐๙. นามรูปทุกะ
นามญฺจ นามธรรม (๑๓๑๖)
รูปญฺจ รูปธรรม (๑๓๑๗)
๑๑๐. อวิชชาทุกะ
อวิชฺชา จ ความไม่รู้แจ้ง (๑๓๑๘)
ภวตณฺหา จ ความปรารถนาภพ (๑๓๑๙)
๑๑๑. ภวทิฏฐิทุกะ
ภวทิฏฺฐิ จ ความเห็นว่าเกิด (๑๓๒๐)
วิภวทิฏฺฐิ จ ความเห็นว่าไม่เกิด (๑๓๒๑)
๑๑๒. สัสสตทิฏฐิทุกะ
สสฺสตทิฏฺฐิ จ ความเห็นว่าเที่ยง (๑๓๒๒)
อุจฺเฉททิฏฺฐิ จ ความเห็นว่าขาดสูญ (๑๓๒๓)
๑๑๓. อันตวาทิฏฐิทุกะ
อนฺตวาทิฏฺฐิ จ ความเห็นว่ามีที่สุด (๑๓๒๔)
อนนฺตวาทิฏฺฐิ จ ความเห็นว่าไม่มีที่สุด (๑๓๒๕)
๑๑๔. ปุพพันตานุทิฏฐิทุกะ
ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ จ ความเห็นปรารภส่วนอดีต (๑๓๒๖)
อปรนฺตานุทิฏฺฐิ จ ความเห็นปรารภส่วนอนาคต (๑๓๒๗)
๑๑๕. อหิริกทุกะ
อหิริกญฺจ ความไม่ละอาย (๑๓๒๘)
อโนตฺตปฺปญฺจ ความไม่เกรงกลัว (๑๓๒๙)
๑๑๖. หิริทุกะ
หิรี จ ความละอาย (๑๓๓๐)
โอตฺตปฺปญฺจ ความเกรงกลัว (๑๓๓๑)
๑๑๗. โทวจัสสตาทุกะ
โทวจสฺสตา จ ความเป็นผู้ว่ายาก (๑๓๓๒)
ปาปมิตฺตตา จ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว (๑๓๓๓)
๑๑๘. โสวจัสสตาทุกะ
โสวจสฺสตา จ ความเป็นผู้ว่าง่าย (๑๓๓๔)
กลฺยาณมิตฺตตา จ ความเป็นผู้มีมิตรดี (๑๓๓๕)
๑๑๙. อาปัตติกุสลตาทุกะ
อาปตฺติกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในอาบัติ (๑๓๓๖)
อาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากอาบัติ (๑๓๓๗)
๑๒๐. สมาปัตติกุสลตาทุกะ
สมาปตฺติกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ (๑๓๓๘)
สมาปตฺติวุฏฺฐานกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาบัติ (๑๓๓๙)
๑๒๑. ธาตุกุสลตาทุกะ
ธาตุกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ (๑๓๔๐)
มนสิการกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในการพิจารณา (๑๓๔๑)
๑๒๒. อายตนกุสลตาทุกะ
อายตนกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ (๑๓๔๒)
ปฏิจฺจสมุปฺปาทกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท (๑๓๔๓)
๑๒๓. ฐานกุสลตาทุกะ
ฐานกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในฐานะ (๑๓๔๔)
อฏฺฐานกุสลตา จ ความเป็นผู้ฉลาดในอฐานะ (๑๓๔๕)
๑๒๔. อาชชวทุกะ
อาชฺชโว จ ความซื่อตรง (๑๓๔๖)
มทฺทโว จ ความอ่อนโยน (๑๓๔๗)
๑๒๕. ขันติทุกะ
ขนฺติ จ ความอดทน (๑๓๔๘)
โสรจฺจญฺจ ความสงบเสงี่ยม (๑๓๔๙)
๑๒๖. สาขัลยทุกะ
สาขลฺยญฺจ ความเป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน (๑๓๕๐)
ปฏิสนฺถาโร จ การปฏิสันถาร (๑๓๕๑)
๑๒๗. อินทริยอคุตตทวารตาทุกะ
อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา จ ความเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ ๖ (๑๓๕๒)โภชเน อมตฺตญฺญุตา จ ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนาหาร (๑๓๕๓)
๑๒๘. อินทริยคุตตทวารตาทุกะ
อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารตา จ ความเป็นผู้สำรวมโนอินทรีย์ ๖ (๑๓๕๔)
โภชเน มตฺตญฺญุตา จ ความเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนาหาร (๑๓๕๕)
๑๒๙. มุฏฐสัจจทุกะ
มุฏฺฐสจฺจญฺจ ความเป็นผู้ไม่มีสติ (๑๓๕๖)
อสมฺปชญฺญญฺจ ความเป็นผู้ไม่มีสัมปชัญญะ (๑๓๕๗)
๑๓๐. สติทุกะ
สติ จ สติ (๑๓๕๘)
สมฺปชญฺญญฺจ สัมปชัญญะ (๑๓๕๙)
๑๓๑. ปฏิสังขารพลทุกะ
ปฏิสงฺขานพลญฺจ กำลังคือการพิจารณา (๑๓๖๐)
ภาวนาพลญฺจ กำลังคือภาวนา (๑๓๖๑)
๑๓๒. สมถทุกะ
สมโถ จ สมถะ (๑๓๖๒)
วิปสฺสนา จ วิปัสสนา (๑๓๖๓)
๑๓๓. นิมิตตทุกะ
สมถนิมิตฺตญฺจ นิมิตแห่งสมถะ (๑๓๖๔)
ปคฺคาหนิมิตฺตญฺจ นิมิตแห่งความเพียร (๑๓๖๕)
๑๓๔. ปัคคาหทุกะ
ปคฺคาโห จ ความเพียร (๑๓๖๖)
อวิกฺเขโป จ ความไม่ฟุ้งซ่าน (๑๓๖๗)
๑๓๕. วิปัตติทุกะ
สีลวิปตฺติ จ ความวิบัติแห่งศีล (๑๓๖๘)
ทิฏฺฐิวิปตฺติ จ ความวิบัติแห่งทิฏฐิ (๑๓๖๙)
๑๓๖. สัมปทาทุกะ
สีลสมฺปทา จ ความสมบรูณ์แห่งศีล (๑๓๗๐)
ทิฏฺฐิสมฺปทา จ ความสมบรูณ์แห่งทิฏฐิ (๑๓๗๑)
๑๓๗. วิสุทธิทุกะ
สีลวิสุทฺธิ จ ความหมดจดแห่งศีล (๑๓๗๒)
ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ จ ความหมดจดแห่งทิฏฐิ (๑๓๗๓)
๑๓๘. ทิฏฐิวิสุทธิทุกะ
ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โข ปน ความหมดจดแห่งทิฏฐิ (๑๓๗๔)
ยถาทิฏฺฐิสฺส จ ปธานํ ความพยายามแห่งบุคคลผู้มีทิฏฐิอันหมดจด (๑๓๗๕)
๑๓๙. สังเวคทุกะ
สํเวโค จ สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ ความสลดใจในฐานะเป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจ (๑๓๗๖)สํวิคฺคสฺส จ โยนิโส ปธานํ ความพยายามโดยแยบคายแห่งบุคคลผู้มีความสลดใจ (๑๓๗๗)
๑๔๐. อสันตุฏฐิตาทุกะ
อสนฺตุฏฺฐิตา จ กุสเลสุ ธมฺเมสุ ความไม่รู้จักอิ่มในกุศลธรรม (๑๓๗๘)อปฺปฏิวานิตา จ ปธานสฺมึ ความไม่ท้อถอยในความเพียร (๑๓๗๙)
๑๔๑. วิชชาทุกะ
วิชฺชา จ ความรู้แจ้ง (๑๓๘๐)
วิมุตฺติ จ ความหลุดพ้น (๑๓๘๑)
๑๔๒. ขยญาณทุกะ
ขเย ญาณํ ญาณในอริยมรรค (๑๓๘๒)
อนุปฺปาเท ญาณํ ญาณในอริยผล (๑๓๘๓)
จบ สุตตันติกมาติกา ๔๒ ทุกะ
จบ มาติกา
{๑๖} [๑] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
จิตที่เป็นกามาวจรกุศล สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ หรือมีเสียงเป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์
- ๑จิตตุปปาทกัณฑ์ กัณฑ์ว่าด้วยจิตตุปบาท หมายถึงกัณฑ์ที่แสดงเรื่องจิตและเจตสิกโดยยึดเอา กุสลติกมาติกาเป็นหลัก กล่าวคือ เริ่มจากกุศลธรรม ซึ่งได้แก่ กุศลจิตและเจตสิกที่สัมปยุต (คือ ประกอบร่วม) เป็นต้นไป พร้อมทั้งจำแนกย่อยออกไปโดยยึดภูมิเป็นหลัก คือจำแนกกุศลธรรม เป็นกามาวจรกุศล รูปาวจรกุศล อรูปาวจรกุศล เตภูมิกกุศล และโลกุตตรกุศล
- ๒คำว่า ธรรม มีความหมายหลายนัย เช่น หมายถึงสิ่งที่ควรเล่าเรียน (ปริยัติ) เหตุ คุณความ ดี และสิ่งที่ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่ชีวะ ในพระอภิธรรมนี้ หมายถึงสิ่งที่ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่ชีวะ เป็นแต่ สภาวธรรม คือหลักแห่งความเป็นเอง หรือสิ่งที่เป็นเองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย (อภิ.สงฺ.อ. ๘๖) ในที่นี้ กุศลธรรม จัดเป็นหัวข้อย่อยของจิตตุปปาทกัณฑ์ที่ยึดกุสลติกมาติกาเป็นหลัก
- ๓กามาวจรมหากุศลจิต ในที่นี้หมายถึงข้อย่อยแรกของกุศลธรรมที่จำแนกโดยยึดภูมิเป็นหลัก
- ๔ปทภาชนีย์ การจำแนกบท หมายถึงการนำแต่ละบทที่ยกขึ้นตั้งเป็นหัวข้อซึ่งเรียกว่าอุทเทสวาระ มาอธิบายขยายให้คำจำกัดความซึ่งเรียกว่านิทเทสวาระ เป็นข้อย่อยของกามาวจรมหากุศลจิต
- ๕จิตดวงที่ ๑ ในที่นี้หมายถึงข้อย่อยของกามาวจรมหากุศลจิตที่แบ่งเป็น ๘ ดวง
- ๖จิตที่เป็นกามาวจรกุศล จิตฝ่ายดีอันเป็นที่เที่ยวอาศัยอยู่ของกิเลสกามและวัตถุกาม หมายถึง กุศลจิตของเหล่าสัตว์ที่เกิดอยู่ในกามภูมิ ๑๑ ภูมิ คือ อบายภูมิ ๔ (คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน) มนุษยโลก ๑ กามาพจรสวรรค์ หรือเทวโลก ๖ สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ คำว่า สหรคต แปลตามศัพท์ว่า ไปร่วมกับ คำว่า สัมปยุต แปลตามศัพท์ว่า ประกอบพร้อม ทั้งสองคำเป็นคำที่แสดงคุณสมบัติเฉพาะของจิตโดยอาการที่เกิดขึ้นขณะเดียวกัน ดับลงขณะเดียวกัน มีวัตถุคือที่เกิดแห่งเดียวกัน และมีอารมณ์อันเดียวกันกับจิต (นัย อภิ.สงฺ.อ. ๑๐๙, ๑๑๖-๑๑๗)
จบ สุตตันตมาติกา ๔๒ ทุกะ