พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม · รูปวาจรกุศล กสิณ ฌาน
อารมณ์ ๔ เล่ม ๓๔
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๗–๑๗๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๘ ในรูปวาจรกุศล กสิณ ฌานมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี จิตตุปปาทกัณฑ์ กุศลธรรม รูปวาจรกุศล กสิณ ฌาน อารมณ์ ๔ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๔)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๔ หน้า ๘๔–๙๒
บรรลุปฐมฌาน ... บรรลุปัญจมฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ... ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ... ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา ... ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ...อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
จบ ปฏิปทา ๔
{๑๖๗} [๑๘๑] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
{๑๖๘} [๑๘๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
- ๑อารมณ์ ๔ ในที่นี้หมายถึงการจัดแบ่งฌานตามคุณภาพแห่งอารมณ์ที่ยึดหน่วงจิต ๔ ประเภท คือ (๑) ปริตตปริตตารมณ์ ฌานที่มีกำลังน้อยและมีอารมณ์เล็กน้อย (๒) ปริตตอัปปมาณารมณ์ ฌานที่มีกำลังน้อยแต่มีอารมณ์ไพบูลย์คือหาประมาณมิได้ (ซึ่งเป็นปัจจัยต่อการบรรลุฌานชั้นสูง) (๓) อัปปมาณปริตตารมณ์ ฌานที่มีกำลังมากแต่มีอารมณ์เล็กน้อย (๔) อัปมาณอัปมาณารมณ์ ฌานที่มีกำลังมากและมีอารมณ์ไพบูลย์ จัดเป็นหัวข้อย่อยที่ ๔ ของรูปาวจรกุศลจิต
{๑๖๙} [๑๘๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
{๑๗๐} [๑๘๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ...อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
{๑๗๑} [๑๘๕] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ เพราะวิตกวิจารสงบ บรรลุทุติยฌาน ... บรรลุตติยฌาน ... บรรลุจตุตถฌาน ... บรรลุปฐมฌาน ... บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ... มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ... มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ... ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
จบ อารมณ์ ๔
{๑๗๒} [๑๘๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
[๑๘๗] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ...อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
[๑๘๘] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
- ๑เรียกว่า โสฬสักขัตตุกนัย หมายถึงการจำแนกฌานโดยการผสมปฏิปทา ๔ เข้ากับอารมณ์ ๔ หรือการเพิ่มอารมณ์ ๔ เข้าไปในแต่ละปฏิปทา (ฌานที่มีปฏิปทา ๔ x ฌานที่มีอารมณ์ ๔ = การแจกฌานอย่างละ ๑๖) เป็นการแสดงให้รู้ว่า การที่โยคาวจรบุคคลจะปฏิบัติให้บรรลุฌานได้นั้น จะต้องรู้จักผสมผสานปฏิปทาและอารมณ์ให้สอดคล้องสม่ำเสมอกัน จะเน้นหนักไปแต่ปฏิปทาหรืออารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ อรรถกถาเรียกนัยนี้ว่า อารัมมณปฏิปทามิสสกนัย
[๑๘๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
{๑๗๓} [๑๙๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล
[๑๙๑] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
[๑๙๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
[๑๙๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
{๑๗๔} [๑๙๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
[๑๙๕] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
[๑๙๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
[๑๙๗] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
{๑๗๕} [๑๙๘] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา ที่มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
[๑๙๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
[๒๐๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
[๒๐๑] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็นสุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
{๑๗๖} [๒๐๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ เพราะวิตกวิจารสงบไป ... บรรลุทุติยฌาน ... บรรลุตติยฌาน ... บรรลุจตุตถฌาน ... บรรลุปฐมฌาน ... บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ เป็น ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ... เป็น ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ... เป็น ทุกขาปฏิปทา ทันธา ภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ... เป็น ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญฌา มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ... เป็น ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ... เป็น ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ... เป็น ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ... เป็น ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ... เป็น สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ... เป็น สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ... เป็น สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ... เป็น สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ... เป็น สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์เล็กน้อย ... เป็น
- ๑ทุก ๆ ปฏิปทาในฌานทั้ง ๕ นี้ มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ทั้งหมด
สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังน้อย มีอารมณ์ไพบูลย์ ... เป็น สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์เล็กน้อย ... เป็น สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา มีกำลังมาก มีอารมณ์ไพบูลย์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
จบ แจกฌานอย่างละ ๑๖
{๑๗๗} [๒๐๓] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีปีตกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
จบ กสิณ ๘ แจกอย่างละ ๑๖
- ๑คำว่า กสิณ หมายถึงวัตถุอันจูงใจ คือ จูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ เป็นชื่อของอารมณ์ฌานกัมมัฏฐาน ที่ใช้วัตถุสำหรับเพ่งเพื่อจูงจิตให้เป็นสมาธิ กสิณ ๘ ในพระอภิธรรมนี้ หมายถึง การจำแนกฌาน ตามที่มีกสิณเป็นอารมณ์ไว้ ๘ คือ (๑) ปฐวีกสิณ ฌานที่มีกสิณคือดินเป็นอารมณ์ (๒) อาโปกสิณ ฌานที่มีกสิณคือนํ้าเป็นอารมณ์ (๓) เตโชกสิณ ฌานที่มีกสิณคือไฟเป็นอารมณ์ (๔) วาโยกสิณ ฌานที่มีกสิณคือลมเป็นอารมณ์ (๕) นีลกสิณ ฌานที่มีกสิณคือสีเขียวเป็นอารมณ์ (๖) ปีตกสิณ ฌานที่มีกสิณคือสีเหลืองเป็นอารมณ์ (๗) โลหิตกสิณ ฌานที่มีกสิณคือสีแดงเป็นอารมณ์ (๘) โอทาตกสิณ ฌานที่มีกสิณคือสีขาวเป็นอารมณ์ (ในพระสุตตันตปิฏก กสิณมี ๑๐ โดย เพิ่มอากาสกสิณ กสิณคืออากาศที่ว่าง และ วิญญาณกสิณ กสิณคือวิญญาณ เข้ามา (พึงดู กสิณายตนะ ๑๐ ในมหาสกุลุทายิสูตร แห่งมัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ : ม.ม. ๑๓/๒๕๐) ในหัวข้อนี้ กล่าวกสิณไว้ ๗ โดยเริ่มต้นจากอาโปกสิณ มิได้กล่าวถึงปฐวีกสิณ เพราะปฐวีกสิณ ได้กล่าวเป็นเบื้องต้นแห่งการจำแนกฌานมาโดยตลอดแล้ว
{๑๗๘} [๒๐๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญา ในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ครอบงำรูปนั้นด้วยตั้งใจว่าจะรู้ จะเห็น สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌาน ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
[๒๐๕] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ ไม่มีบริกรรมสัญญา ในรูปภายใน เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ครอบงำรูปนั้นด้วยตั้งใจว่าจะรู้ จะเห็น เพราะวิตกวิจารสงบ บรรลุทุติยฌาน ... บรรลุตติยฌาน ... บรรลุจตุตถฌาน ... บรรลุปฐมฌาน ... บรรลุปัญจมฌาน ... อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ...
สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
- ๑อภิภายตนะ อายตนะคือเหตุครอบงำ หมายถึงญาณที่เกิดแก่ผู้บำเพ็ญฌานซึ่งสามารถครอบงำ ปัจจนีกธรรม (สิ่งที่เป็นปฏิปักษ์คือนิวรณ์ ๕) และอารมณ์ทั้งหลายได้ หรือได้แก่ ฌานทั้งหลาย อันได้มาเพราะสามารถข่มอารมณ์ (นัย ที.ม.อ. ๑๖๔-๑๖๕, ม.ม.อ. ๑๘๗, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๗๐, ขุ.ม.อ. ๒๖๕) มี ๘ ประเภท (ดู อภิภายตนะ ๘ ใน ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๗๓/๑๕๑-๑๕๔, ที.ปา. (แปล) ๑๑/ ๓๓๘/๓๖๑-๓๖๓) ในที่นี้ อภิภายตนะ ปริตตะ เป็นหัวข้อแห่งการจำแนกฌานตามอภิภายตนะ ข้อที่ ๑ คือปริตตรูป หรือฌานที่ได้ด้วยการละทิ้งอารมณ์รูปกสิณขนาดเล็ก ซึ่งเข้าใจยาก ท่าน พระอรรกถาจารย์จึงเปรียบการได้อภิภายตนฌานข้อนี้ของโยคาวจรบุคคลว่าเหมือนกับการที่ บุคคลผู้มีระบบการย่อยอาหารสมบูรณ์ที่ได้อาหารเพียงทัพพีหนึ่ง ก็สามารถรวบเป็นคำข้าว คำเดียวบริโภคเข้าไปทันที ฉันใด โยคาวจรบุคคลผู้มีปัญญาเฉียบแหลมก็ฉันนั้นเหมือนกัน กล่าวคือ เห็นรูปภายนอกที่เล็กน้อย ก็สามารถเข้าฌานยังอัปปนาจิตให้บังเกิดพร้อมกับนิมิตที่เกิดขึ้นโดย ข่มครอบงำคือละทิ้งรูปเหล่านั้นได้ทันที โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นภาระที่หนักหนาอะไรในการข่มอารมณ์เล็กน้อยนั้นเลย (อภิ.สงฺ.อ. ๒๔๒)
จบ อารมณ์ ๔