arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ · มหาวรรค

สีหสูตร เล่ม ๒๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ มหาวรรค สีหสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๒๒๙–๒๓๙

หน้า ๒๒๙

๒. สีหสูตร

ว่าด้วยตรัสตอบข้อข้องใจของสีหเสนาบดี

{๑๐๒} [๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ก็สมัยนั้นแล เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียง มีคนรู้จักจำนวนมากนั่งชุมนุมกันอยู่ ณ ท้องพระโรง ต่างพากันตรัสสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณโดยอเนกปริยาย

ก็เวลานั้น สีหเสนาบดีสาวกของนิครนถ์ นั่งอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย จึงคิดว่า “ชะรอยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นคงจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัยเลย เพราะเหตุนั้นแล เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียงมีคนรู้จักเหล่านี้จึงได้นั่งชุมนุมกัน ณ ท้องพระโรง พากันตรัสสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณโดยอเนกปริยาย ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นบ้าง” จึงสีหเสนาบดีได้เข้าไปหานิครนถนาฏบุตรถึงสำนัก ครั้นแล้วได้ไหว้นิครนถนาฏบุตร นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้แจ้งแก่นิครนถนาฏบุตรว่า “ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าอยากจะไปเฝ้าพระสมณโคดม”นิครนถนาฏบุตรพูดค้านว่า “ท่านสีหะ ก็ท่านเป็นกิริยวาทผู้มีวาทะว่าเป็นอันทำ ไฉนจึงจักไปเฝ้าพระสมณโคดมผู้เป็นอกิริยวาทผู้มีวาทะว่าไม่เป็นอันทำเล่า แท้จริง พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ทรงแสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และทรงแนะนำสาวกตามแนวนั้น”

หน้า ๒๓๐

ขณะนั้น การตระเตรียมที่จะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าของสีหเสนาบดี จึงได้เลิกล้มไป

แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓ เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียงมีคนรู้จักจำนวนมากนั่งชุมนุมกันอยู่ ณ ท้องพระโรง ต่างพากันตรัสสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณโดยอเนกปริยาย ก็เวลานั้น สีหเสนาบดีสาวกของนิครนถ์นั่งอยู่ในที่ประชุมนั้นด้วย จึงคิดว่า ‘ชะรอยพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นคงจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัยเลย เพราะเหตุนั้นแล เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียงมีคนรู้จักเหล่านี้จึงได้นั่งชุมนุมกัน ณ ท้องพระโรง พากันตรัสสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ โดยอเนกปริยาย ก็พวกนิครนถ์เหล่านี้เราจะบอกหรือไม่บอก ก็จักทำอะไรเราได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะไม่บอกพวกนิครนถ์ละ จะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเลยทีเดียว”ต่อมาเวลาบ่าย สีหเสนาบดีออกจากพระนครเวสาลีพร้อมด้วยรถ ๕๐๐ คันเพื่อไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ไปด้วยยานพาหนะตลอดพื้นที่เท่าที่ยานพาหนะจะผ่านไปได้ ลงจากยานแล้วเดินด้วยเท้าเข้าไป ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า ‘พระสมณโคดมทรงเป็นอกิริยวาท ผู้มีวาทะว่าไม่เป็นอันทำ ทรงแสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และทรงแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ บรรดาผู้คนที่กล่าวอย่างนี้ว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ผู้มีวาทะว่าไม่เป็นอันทำ ทรงแสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และทรงแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ ดังนี้นั้นชื่อว่าได้กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วแลหรือ ไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำอันไม่เป็นจริงบ้างหรือกล่าวอ้างเหตุสมควรแก่เหตุหรือ และการกล่าวตามเหตุบางอย่างที่มีเหตุผล

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สีหเสนาบดี เป็นราชกุมารนามว่าสีหะ ได้รับคัดเลือกจากพระราชาแห่งพระนครเวสาลี ๗,๗๐๗ พระองค์ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี (ผู้บัญชาการเหล่าทัพ) จึงเรียกกันโดยทั่วไปว่า สีหเสนาบดี
  2. คำว่า สาวกของนิครนถ์ หมายถึงเป็นผู้ถวายปัจจัย เป็นอุปัฏฐากของนิครนถนาฏบุตร นับเป็นอุปัฏฐากชั้นเลิศหนึ่งในจำนวนสามคนของนิครนถนาฏบุตร คือ อุบาลีคฤหบดีแห่งเมืองนาฬันทา เจ้าวัปปศากยะแห่งกรุงกบิลพัสดุ์ และสีหเสนาบดีแห่งพระนครเวสาลีนี้ (องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๓๑)
หน้า ๒๓๑

จะไม่มาถึงฐานะที่ควรจะติเตียนบ้างหรือ เพราะข้าพระพุทธเจ้าไม่ประสงค์ จะกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลย พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “มีอยู่จริง ๆ สีหะ สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ผู้มีวาทะว่าไม่เป็นอันทำ แสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๑)มีอยู่จริง ๆ สีหะ สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นกิริยวาท ผู้มีวาทะว่าเป็นอันทำ แสดงธรรมเพื่อการทำ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๒)มีอยู่จริง ๆ สีหะ สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอุจเฉทวาท ผู้มีวาทะว่าขาดสูญ แสดงธรรมเพื่อความขาดสูญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๓)มีอยู่จริง ๆ สีหะ สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง

จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นเชคุจฉี ผู้มักรังเกียจ แสดงธรรมเพื่อความรังเกียจและแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๔)มีอยู่จริง ๆ สีหะ สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นเวนยิกะ ผู้มักกำจัด แสดงธรรมเพื่อความกำจัด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๕)มีอยู่จริง ๆ สีหะ สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นตปัสสี ผู้มักเผาผลาญ แสดงธรรมเพื่อความเผาผลาญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๖)มีอยู่จริง ๆ สีหะ สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอปคัพภะ ผู้ไม่ผุดไม่เกิด แสดงธรรมเพื่อความไม่ผุดไม่เกิด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๗)

หน้า ๒๓๒

มีอยู่จริง ๆ สีหะ สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอัสสัตถะ ผู้เบาใจ แสดงธรรมเพื่อความเบาใจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๘)

ดูก่อนสีหะ ก็สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ผู้มีวาทะว่าไม่เป็นอันทำ แสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ ดังนี้นั้นเป็นอย่างไร ดูก่อนสีหะ เพราะเรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าวการไม่ทำอกุศลธรรมที่เป็นบาปหลายอย่าง นี้แลคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ผู้มีวาทะว่าไม่เป็นอันทำ แสดงธรรมเพื่อการไม่ทำ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๑)อนึ่ง สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นกิริยวาท ผู้มีวาทะว่าเป็นอันทำ

แสดงธรรมเพื่อการทำ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ ดังนี้นั้นเป็นอย่างไร ดูก่อนสีหะ เพราะเรากล่าวการทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต เรากล่าวการทำกุศลธรรมหลายอย่าง นี้แลคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้องจึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นกิริยวาท ผู้มีวาทะว่าเป็นอันทำ แสดงธรรมเพื่อการทำ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๒)อนึ่ง สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอุจเฉทวาท ผู้มีวาทะว่าขาดสูญ แสดงธรรมเพื่อความขาดสูญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ ดังนี้นั้นเป็นอย่างไร ดูก่อนสีหะ เพราะเรากล่าวความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าวความขาดสูญแห่งอกุศลธรรมที่เป็นบาปหลายอย่าง นี้แลคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอุจเฉทวาท ผู้มีวาทะว่าขาดสูญ แสดงธรรมเพื่อความขาดสูญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๓)

หน้า ๒๓๓

อนึ่ง สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นเชคุจฉี ผู้มักรังเกียจ แสดงธรรมเพื่อความรังเกียจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ ดังนี้นั้นเป็นอย่างไร ดูก่อนสีหะ เพราะเรารังเกียจกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรารังเกียจความถึงพร้อมด้วยอกุศลธรรมที่เป็นบาปหลายอย่าง นี้แลคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นเชคุจฉี ผู้มักรังเกียจ แสดงธรรมเพื่อความรังเกียจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๔)

อนึ่ง สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นเวนิยกะ ผู้มักกำจัด แสดงธรรมเพื่อการกำจัด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ ดังนี้นั้นเป็นอย่างไร ดูก่อนสีหะ เพราะเราแสดงธรรมเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ เราแสดงธรรมเพื่อกำจัดอกุศลธรรมอันเป็นบาปหลายอย่าง นี้แลคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นเวนยิกะ ผู้มักกำจัด แสดงธรรมเพื่อการกำจัด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๕)

อนึ่ง สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นตปัสสี ผู้มักเผาผลาญ แสดงธรรมเพื่อความเผาผลาญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ ดังนี้นั้นเป็นอย่างไร ดูก่อนสีหะ เพราะเรากล่าวอกุศลธรรมที่เป็นบาป คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าเป็นธรรมที่ควรเผาผลาญ อกุศลธรรมอันเป็นบาปซึ่งควรเผาผลาญอันผู้ใดละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลังแล้ว ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่า ‘เป็นคนมักเผาผลาญ’ ดูก่อนสีหะ อกุศลธรรมที่เป็นบาปซึ่งควรเผาผลาญตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลังแล้ว ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา นี้แลคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง

หน้า ๒๓๔

จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นตปัสสี ผู้มักเผาผลาญ แสดงธรรม เพื่อการเผาผลาญ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๖)

อนึ่ง สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอปคัพภะ ผู้ไม่ผุดไม่เกิด แสดงธรรมเพื่อความไม่ผุดไม่เกิด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ ดังนี้นั้นเป็นอย่างไร ดูก่อนสีหะ เพราะการนอนในครรภ์ต่อไป การบังเกิดในภพใหม่อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลังแล้ว ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่า ‘เป็นผู้ไม่ผุดไม่เกิด’ ดูก่อนสีหะ การนอนในครรภ์ต่อไป การบังเกิดในภพใหม่ตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลังแล้ว ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา นี้แลคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง

จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอปคัพภะ ผู้ไม่ผุดไม่เกิด แสดงธรรมเพื่อความไม่ผุดไม่เกิด และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ (๗)อนึ่ง สาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอัสสัตถะ ผู้เบาใจ แสดงธรรมเพื่อความเบาใจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น’ ดังนี้นั้นเป็นอย่างไร ดูก่อนสีหะ เพราะเราเบาใจด้วยธรรมที่ให้เกิดความโล่งใจอย่างสูง ทั้งแสดงธรรมเพื่อความเบาใจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น นี้แลคือสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่จะกล่าวหาเราโดยถูกต้อง จึงกล่าวหาว่า ‘พระสมณโคดมเป็นอัสสัตถะ ผู้เบาใจ แสดงธรรมเพื่อความเบาใจ และแนะนำสาวกตามแนวนั้น” (๘)

สีหเสนาบสีแสดงตนเป็นอุบาสก

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านสีหเสนาบดีได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิต

หน้า ๒๓๕

ของพระองค์ไพเราะนัก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดย อเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์ได้โปรดจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”

“ดูก่อนสีหะ เธอจงทำการใคร่ครวญเสียก่อนแล้วค่อยทำ เพราะการใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำเป็นความดีสำหรับคนมีชื่อเสียงเช่นเธอ”

“พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้ายินดีพอใจอย่างล้นเหลือต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระดำรัสที่พระองค์ตรัสกะข้าพระพุทธเจ้าอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนสีหะ เธอจงทำการใคร่ครวญเสียก่อนแล้วค่อยทำ เพราะการใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำเป็นความดีสำหรับคนมีชื่อเสียงเช่นเธอ’ ความจริงพวกอัญเดียรถีย์ได้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นสาวกจึงพากันยกธงเที่ยวประกาศทั่วพระนครเวสาลีว่า ‘สีหเสนาบดีเข้าถึงความเป็นสาวกของพวกเราแล้ว’ แต่ส่วนพระองค์สิมาตรัสกะข้าพระพุทธเจ้าอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนสีหะ เธอจงทำการใคร่ครวญเสียก่อนแล้วค่อยทำ เพราะการใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำเป็นความดีสำหรับคนมีชื่อเสียงเช่นเธอ’ ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะเป็นครั้งที่ ๒ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไปพระพุทธเจ้าข้า”“ดูก่อนสีหะ ตระกูลของเธอได้เป็นบ่อนํ้าของพวกนิครนถ์มานานนักแล้ว ด้วยเหตุนั้นเธอพึงสำคัญบิณฑบาตว่าเป็นของควรให้นิครนถ์เหล่านั้นผู้เข้าไปถึงแล้ว”

หน้า ๒๓๖

“พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้ายินดีพอใจอย่างล้นเหลือต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระดำรัสที่พระองค์ตรัสกะข้าพระพุทธเจ้าอย่างนี้ว่า ‘ดูก่อนสีหะ ตระกูลของเธอได้เป็นบ่อนํ้าของพวกนิครนถ์มานานนักแล้ว ด้วยเหตุนั้นเธอพึงสำคัญบิณฑบาตว่าเป็นของควรให้นิครนถ์เหล่านั้นผู้เข้าไปถึงแล้ว’ ข้าพระพุทธเจ้าสดับมาว่า พระสมณโคดมรับสั่งอย่างนี้ว่า ‘ควรให้ทานแก่เราผู้เดียว ไม่ควรให้ทานแก่คนพวกอื่น ควรให้ทานแก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่ควรให้ทานแก่สาวกของศาสดาอื่น เพราะทานที่ให้แก่เราเท่านั้นมีผลมาก ทานที่ให้แก่คนพวกอื่นไม่มีผลมาก ทานที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้นมีผลมาก ทานที่ให้แก่สาวกของศาสดาอื่นไม่มีผลมาก’ ดังนี้ แต่พระองค์กลับมาทรงชักชวนข้าพระพุทธเจ้าในการให้แม้ในพวกนิครนถ์เออก็ในข้อนี้ข้าพระพุทธเจ้าจักรู้กาลที่เหมาะเอง พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะเป็นครั้งที่ ๓ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดจำข้าพระพุทธเจ้าว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะ จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป พระพุทธเจ้าข้า”

สีหเสนาบดีได้ธรรมจักษุ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงอนุปุพพิกถา แก่สีหเสนาบดี คือ ทรงประกาศทานกถา สีลกถา สัคคกถา โทษความตํ่าทราม ความ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑การที่ตรัสเช่นนี้ ก็เพื่อป้องกันคำครหาที่จะเกิดขึ้นว่า ‘สีหเสนาบดีนี้เป็นคนอย่างไรกัน พบนิครนถ์ก็ถึงนครนถ์เป็นที่พึ่ง พบพระพุทธเจ้าก็ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ’ (นัย องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๓๔)
หน้า ๒๓๗

เศร้าหมองของกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการออกจากกาม เมื่อพระองค์ ได้ทรงทราบว่าสีหเสนาบดีมีจิตสงบ มีจิตอ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงได้ทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้า ทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีปราศจากมลทินว่า ‘สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา’ ได้เกิดขึ้น แก่สีหเสนาบดี ณ ที่นั่งนั้นแล ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากด่างดำพึงรับนํ้าย้อมได้เป็นอย่างดีฉะนั้นครั้นสีหเสนาบดีเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้แจ้งธรรมแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว

ข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว ปราศจากความเคลือบแคลงแล้ว ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์โปรดรับนิมนต์ฉันภัตตาหารของข้าพระพุทธเจ้าเพื่อเจริญบุญกุศลและปีติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพครั้นสีหเสนาบดีทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาแล้ว จึงได้ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไป ต่อมาสีหเสนาบดีใช้มหาดเล็กผู้หนึ่งว่า “พนาย เจ้าจงไปหาซื้อเนื้อสดที่เขาขายมา” แล้วสั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหารอันประณีตตลอดทั้งคืนนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อนุปุพพิกถา หมายถึงพระธรรมเทศนาที่แสดงไปโดยลำดับเพื่อฟอกจิตให้หมดจดเป็นชั้น ๆ จากง่ายไปหายาก เพื่อเตรียมจิตของผู้ฟังให้พร้อมที่จะรับฟังอริยสัจต่อไป มี ๕ คือ (๑) ทานกถา พรรณนาทาน คือกล่าวถึงคุณของทานโดยประการต่าง ๆ เช่น ทานเป็นเหตุแห่งความสุข เป็นรากฐานแห่งสรรพสมบัติ เป็นแหล่งเกิดโภคสมบัติทั้งหลาย เป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายทั้งในโลก นี้และโลกหน้า (๒) สีลกถา พรรรณนาศีล คือกล่าวถึงคุณของศีลเป็นต้นว่าศีลเป็นที่พึ่ง ที่อาศัย ที่พักหน่วงเหนี่ยว โภคสมบัติทั้งหลายทั้งในโลกนี้และโลกหน้าล้วนอาศัยศีลเป็นที่พึ่งอาศัย จึง ได้มา (๓) สัคคกถา พรรณนาสวรรค์คือความสุขที่เกี่ยวเนื่องด้วยกาม คือกล่าวถึงความสุขใน สวรรค์ว่าน่าปรารถนา น่าใคร น่าพอใจ เป็นต้น ซึ่งในการที่จะเข้าถึงได้ ต้องให้ทาน รักษาศีล
หน้า ๒๓๘

แล้วให้มหาดเล็กไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ถึงเวลาแล้วพระพุทธเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว”

ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตร จีวรเสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของสีหเสนาบดี ครั้นแล้วประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ ที่เขาจัดถวายพร้อมกับภิกษุสงฆ์

ก็สมัยนั้นแล พวกนิครนถ์เป็นอันมากพากันประคองแขนคร่ำครวญไปตามถนนหนทางสี่แยกสามแยกทั่วทุกสายในพระนครเวสาลีว่า “วันนี้ สีหเสนาบดีล้มปศุสัตว์ตัวอ้วน ๆ ทำอาหารถวายพระสมณโคดม พระสมณโคดมทั้งที่ทรงทราบอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อนั้นซึ่งเขาทำเฉพาะเจาะจงตน”

ขณะนั้น มหาดเล็กผู้หนึ่งเข้าไปหาสีหเสนาบดีพูดกระซิบว่า “ขอประทานโทษขอรับ ท่านพึงทราบว่า นิครนถ์มากมายเหล่านั้นพากันประคองแขนคร่ำครวญไปตามถนนหนทางสี่แยกสามแยกทั่วทุกสายในพระนครเวสาลีว่า ‘วันนี้สีหเสนาบดีล้มปศุสัตว์ตัวอ้วน ๆ ทำอาหารถวายพระสมณโคดม พระสมณโคดมทั้งที่ทรงทราบอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อนั้นซึ่งเขาทำเฉพาะเจาะจงตน”สีหเสนาบดีตอบว่า “ช่างเถิด เจ้า เพราะท่านเหล่านั้นมุ่งติเตียนพระพุทธเจ้า มุ่งติเตียนพระธรรม มุ่งติเตียนพระสงฆ์มานานแล้ว แต่ก็กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยถ้อยคำอันไม่มี เป็นคำเปล่า เท็จ ไม่จริง ยังไม่เลิกรา ส่วนพวกเราจะตั้งใจปลงสัตว์จากชีวิตแม้เพราะเหตุแห่งชีวิตก็หาไม่”ครั้งนั้น สีหเสนาบดีอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตนจนพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จ ทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรให้ห้ามภัตแล้วจึงนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงสีหเสนาบดีผู้นั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วทรงลุกจากที่ประทับเสด็จกลับไป

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. (๔) กามาทีนวกถา พรรณนาโทษเป็นต้นของกาม คือกล่าวถึงโทษ ข้อบกพร่องต่าง ๆ
  2. ของกามทั้งหลาย เช่น กามสุขในสวรรค์ว่าไม่ยั่งยืน มีช่วงยินดีน้อย มีทุกข์มีความคับแค้นมาก
  3. (๕) เนกขัมมานิสังสกถา พรรณนาอานิสงส์ในการออกจากกาม คือกล่าวถึงความมีจิตอิสระ
  4. ปลอดโปร่งในการไม่ติดใจเพลิดเพลินอยู่ในกาม การออกบวชเพื่อให้มีฉันทะที่จะแสวงหาความดี
  5. งามและความสุขที่สงบประณีตอย่างแท้จริง (นัย ม.ม.อ. ๖๘-๖๙, ที.สี.อ. ๒๕๐, ที.ม.อ.๖๘-๖๙,
  6. องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๓๕-๒๓๖)
  7. ๑เรียกว่า สามุกกังสิกเทศนา หรือ อริยสัจจเทศนา (ที.สี.อ. ๒๕๐, ม.ม.อ. ๗๐, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๓๗)
หน้า ๒๓๙

๓. อาชัญญสูตร

ว่าด้วยคุณสมบัติของม้าต้นและของภิกษุ

{๑๐๓} [๑๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนย ตัวงามของพระราชาประกอบด้วยองค์สมบัติ ๘ ประการ ย่อมควรแก่พระราชา ควรเป็นม้าต้น นับว่าเป็นราชพาหนะได้ทีเดียว องค์สมบัติ ๘ ประการคืออะไรบ้าง คือ ในโลกนี้ ม้าอาชาไนยตัวงามของพระราชา(๑) มีกำเนิดดีทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายแม่และฝ่ายพ่อ เกิดในทิศที่ม้าอาชาไนยตัวงามอื่น ๆ เกิดกัน

(๒) บริโภคของกินที่เขาให้ไม่ว่าสดหรือแห้งอย่างเรียบร้อย ไม่เรี่ยราด

(๓) รังเกียจที่จะนั่งหรือนอนทับอุจจาระปัสสาวะ

(๔) เป็นสัตว์ที่เสงี่ยม อยู่ร่วมได้อย่างสบาย ไม่รบกวนม้าอื่น

(๕) เป็นสัตว์ที่แสดงความโอ้อวด ความพยศ ความคดโกงแก่นายสารถีอย่างเปิดเผยตามความเป็นจริง

(๖) นายสารถีพยายามปราบความพยศคดโกงเหล่านั้นของมันได้

(๗) เป็นสัตว์ที่ชอบลากเข็น มีความคิดเกิดขึ้นว่า ‘ม้าอื่นจะเข็นได้หรือไม่ได้ก็ตาม ในเรื่องนี้เราจักเข็นเอง’ และเมื่อเดินก็เดินตรงไปตามทาง(๘) เป็นสัตว์มีกำลัง ทรงกำลังไว้อยู่จนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

จบ สีหสูตร