arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · มหายัญญวรรค

ทานสูตร เล่ม ๒๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในมหายัญญวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ มหายัญญวรรค ทานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๘๘–๙๒

หน้า ๘๘

เกี่ยวข้องกับหญิง และไม่ต้องการสุขโสมนัสที่เกิดเพราะเหตุที่ได้เกี่ยวข้องกับหญิง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์โลกผู้ไม่พอใจในความเป็นชายถึงความไม่เกี่ยวข้องกับหญิง ด้วยอาการอย่างนี้แล ชายจึงล่วงพ้นความเป็นชายไปได้”

๙. ทานสูตร

ว่าด้วยทานมีผลมากแต่ไม่มีอานิสงส์มาก

{๔๙} [๕๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคครา ใกล้จัมปานคร ครั้งนั้นแล อุบาสกชาวเมืองจัมปาจำนวนมากเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ครั้นแล้วนมัสการท่านพระสารีบุตร นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าพวกกระผมได้ฟังกันมานานแล้ว ขอได้โปรดเถิด ขอให้พวกกระผมได้ฟังธรรมีกถาของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเถิด”ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายพึงมาในวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายก็จะได้ฟังธรรมีกถาในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่นอน”

พวกอุบาสกชาวเมืองจัมปารับคำท่านพระสารีบุตรแล้วลุกจากที่นั่งกราบ ทำประทักษิณท่านพระสารีบุตรแล้วหลีกไป

ต่อมาถึงวันอุโบสถ พวกอุบาสกชาวเมืองจัมปาเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ครั้นแล้วนมัสการท่านพระสารีบุตรแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรพร้อมด้วยพวกอุบาสกชาวเมืองจัมปา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มี พระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

หน้า ๘๙

“มีไหมหนอ พระพุทธเจ้าข้า ทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้วเช่นนั้นไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก มีไหมหนอ พระพุทธเจ้าข้า ทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้วเช่นนั้นแต่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก”

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “มีอยู่ สารีบุตร ทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้วเช่นนั้นไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก มีอยู่ สารีบุตร ทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้วเช่นนั้นแต่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้วเช่นนั้นไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก อะไรหนอแลเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้วเช่นนั้นแต่มีผลมากมีอานิสงส์มาก”

“ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้มีความหวังผลจึงให้ทาน มีจิตผูกพันในผลจึงให้ทาน มุ่งการสั่งสมจึงให้ทาน คิดว่าเราตายไปแล้วจักเสวยผลทานนี้จึงให้ทาน เขาให้ทาน คือ ข้าว นํ้า ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูก่อนสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานอย่างนี้ใช่ไหม”“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนสารีบุตร ในการให้ทานนั้น ผู้ใดมีความหวังผลจึงให้ทาน มีจิตผูกพันในผลจึงให้ทาน มุ่งการสั่งสมจึงให้ทาน คิดว่าเราตายไปแล้วจักเสวยผลทานนี้ จึงให้ทาน ผู้นั้นครั้นให้ทานนั้นแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพชั้นจาตุมมหาราช ครั้นเขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่นั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้กลับมา คือมาสู่ความเป็น (มนุษย์) อย่างนี้อีกดูก่อนสารีบุตร ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ไม่มีความหวังผลให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้คิดว่าเราตายไปแล้ว

หน้า ๙๐

จักเสวยผลทานนี้ให้ทาน แต่เขาให้ทานด้วยคิดว่าการให้ทานเป็นสิ่งดี เขาให้ทาน คือ ข้าว นํ้า ผ้า ยานพาหนะ ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูก่อนสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานอย่างนี้ใช่ไหม”

“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

“ดูก่อนสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลใดไม่มีความหวังผล ให้ทานไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้คิดว่าเราตายไปแล้วจักเสวยผลทานนี้ให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าการให้ทานเป็นสิ่งดี ผู้นั้นครั้นให้ทานนั้นแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพชั้นดาวดึงส์ ครั้นเขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่นั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้อีกดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ... มิใช่ให้ทานด้วยคิดว่าการให้ทานเป็นสิ่งดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้ เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี’ เขาให้ทาน คือ ข้าว … หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพชั้นยามา ครั้นเขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่นั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก

ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ... มิใช่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้ เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี’ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘เราหุงหากินเองได้ แต่สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินเองไม่ได้ เราผู้หุงหากินเองได้ไม่สมควรที่จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินเองไม่ได้’ เขาให้ทาน คือ ข้าว ... หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพชั้นดุสิต เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่นั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก

หน้า ๙๑

ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ... มิใช่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘เราหุงหากินเองได้ สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินเองไม่ได้ เราผู้หุงหากินเองได้ไม่สมควรที่จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินเองไม่ได้’ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘เราก็จักเป็นผู้จำแนกทาน เหมือนฤๅษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤๅษี วามกฤๅษี วามเทวฤๅษี เวสสามิตตฤๅษี ยมทัคคิฤๅษี อังคีรสฤๅษี ภารทวาชฤๅษี วาเสฏฐฤๅษี กัสสปฤๅษี และภคุฤๅษีบูชามหายัญกันฉะนั้น’ เขาให้ทาน คือ ข้าว ... หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพชั้นนิมมานรดี ครั้นเขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่นั้นแล้วย่อมเป็นผู้กลับมา คือ

มาสู่ความเป็นอย่างนี้อีกดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ... มิใช่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘เราจักเป็นผู้จำแนกทาน เหมือนฤๅษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤๅษี ... และภคุฤๅษีบูชามหายัญกันฉะนั้น’ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส’ เขาให้ทาน คือ ข้าว ... หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ครั้นเขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่นั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้อีก

ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ... มิใช่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส’ แต่ให้ทานเป็นเครื่องประดับเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน คือ ข้าว นํ้า ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูก่อนสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ให้ทานอย่างนี้ใช่ไหม”

“อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”

หน้า ๙๒

“ดูก่อนสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลใดไม่มีความหวังผล ให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน มิใช่ให้ทานด้วยคิดว่าเราตายไปแล้วจักเสวยผลทานนี้ มิใช่ให้ทานด้วยคิดว่าการให้ทานเป็นสิ่งดี มิใช่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้ เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี’ มิใช่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘เราหุงหากินเองได้ แต่สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินเองไม่ได้ เราผู้หุงหากินเองได้ไม่สมควรที่จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินเองไม่ได้’ มิใช่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘เราจักเป็นผู้จำแนกทาน เหมือนฤๅษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤๅษี วามกฤๅษี วามเทวฤๅษี เวสสามิตตฤๅษี

ยมทัคคิฤๅษี อังคีรสฤๅษี ภารทวาชฤๅษี วาเสฏฐฤๅษี กัสสปฤๅษี และภคุฤๅษีบูชามหายัญกันฉะนั้น’ และมิใช่ให้ทานด้วยคิดว่า ‘เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส’ แต่ให้ทานเป็นเครื่องประดับเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต ผู้นั้นครั้นให้ทานเช่นนั้นแล้ว หลังจากตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพชั้นพรหม ครั้นเขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่นั้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่กลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้อีกดูก่อนสารีบุตร นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้วเช่นนั้นไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้ทานที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้วเช่นนั้นแต่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก”

๑๐. มาตาสูตร

ว่าด้วยอัจฉริยธรรมของนันทมารดา

{๕๐} [๕๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวจาริกไปในทักษิณาคีรีชนบทพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ก็สมัยนั้นแล นันทมาตา

จบ ทานสูตร