พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · โยธาชีววรรค
๒. เจโตวิมุติสูตร ที่ ๒ เล่ม ๒๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในโยธาชีววรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ โยธาชีววรรค เจโตวิมุติสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๑๒๔–๑๒๖
ยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้แล้วด้วยอาการอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่มีบานประตูอย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจ ตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่มีบานประตูด้วยอาการอย่างนี้แลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นอริยบุคคลผู้ลดธงลงแล้ว ผู้ปลงภาระ แล้ว ผู้พรากวัฏฏะได้แล้วอย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละอัสมิมานะ ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นอริยบุคคล ผู้ลดธงลงแล้ว ผู้ปลงภาระแล้ว ผู้พรากวัฏฏะได้แล้วด้วยอาการอย่างนี้แล”
๒. ทุติยเจโตวิมุตติสูตร
ว่าด้วยธรรมมีวิมุตติเป็นผล
{๗๒} [๗๒] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้อันบุคคลเจริญแล้ว ทำ ให้มากแล้ว ย่อมมีเจโตวิมุตติเป็นผลและมีเจโตวิมุตติเป็นผลานิสงส์ ย่อมมี ปัญญาวิมุตติ เป็นผลและมีปัญญาวิมุตติเป็นผลานิสงส์ ธรรม ๕ ประการคือ อะไรบ้าง คือ
(๑) อนิจจสัญญา ความสำคัญว่าไม่เที่ยง
(๒) อนิจเจทุกขสัญญา ความสำคัญว่าเป็นทุกข์ในสิ่งที่ไม่เที่ยง
(๓) ทุกเขอนัตตสัญญา ความสำคัญว่าเป็นอนัตตาในสิ่งที่เป็นทุกข์
- ๑อัสมิมานะ การถือตัวว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ในเบญจขันธ์ (นัย ที.ปา.อ. ๒๓๕) หรือการถือตัว ๙ อย่าง ที่เกิดขี้นว่า ‘เรามีเราเป็น’ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๓๙)
(๔) ปหานสัญญา ความสำคัญในการละ
(๕) วิราคสัญญา ความสำคัญในความคลายกำหนัด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ ประการนี้แลอันบุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีเจโตวิมุตติเป็นผลและมีเจโตวิมุตติเป็นผลานิสงส์ ย่อมมี ปัญญาวิมุตติเป็นผลและมีปัญญาวิมุตติเป็นผลานิสงส์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะภิกษุเป็นผู้มีเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ ภิกษุนี้เราจึงเรียกว่า ‘ผู้ยกลิ่มขึ้นได้ แล้ว’ บ้าง ‘ผู้รื้อเครื่องล้อมได้แล้ว’ บ้าง ‘ผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้แล้ว’ บ้าง ‘ผู้ไม่มีบานประตู’ บ้าง ‘อริยบุคคลผู้ลดธงลงแล้ว ผู้ปลงภาระลงแล้ว ผู้พรากวิฏฏฎะได้แล้ว’ บ้างดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ยกลิ่มขึ้นได้แล้วอย่างไรเล่า คือ ภิกษุ ในพระธรรมวินัยนี้ละอวิชชาได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอด ด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ยกลิ่มขึ้นได้แล้วด้วยอาการอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รื้อเครื่องล้อมได้แล้วอย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละสังสารคือชาติอันเป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ทำไม่ ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รื้อเครื่องล้อมได้แล้วด้วยอาการอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้แล้วอย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละตัณหาได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาล ยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ถอนเสาระเนียดขึ้นได้แล้วด้วยอาการอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่มีบานประตูอย่างไรเล่า คือ ภิกษุใน ธรรมวินัยนี้ละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจ
ตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่มีบานประตูด้วยอาการอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นอริยบุคคลผู้ลดธงลงแล้ว ผู้ปลงภาระ แล้ว ผู้พรากวัฏฏะได้แล้วอย่างไรเล่า คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ละอัสมิมานะ ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วนแล้ว ทำไม่ให้มีในภายหลัง ทำไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นอริยบุคคล ผู้ลดธงลงแล้ว ผู้ปลงภาระแล้ว ผู้พรากวัฏฏะได้แล้วด้วยอาการอย่างนี้แล”
๓. ปฐมธัมมวิหารีสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้เป็นอยู่ในธรรม สูตรที่ ๑
{๗๓} [๗๓] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้ทูล ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่เรียกว่า ‘ผู้อยู่ในธรรม ผู้อยู่ในธรรม’ ดังนี้ ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้อยู่ในธรรมด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ เธอปล่อยให้วันคืนล่วงไปด้วยการเล่าเรียนธรรมนั้น
- ๑เรียกว่า นวังคสัตถุศาสน์ คำสอนของพระศาสดา (ที่รวมอยู่ในพระไตรปิฏก) มีองค์ ๙ โดย สุตตะ หมายถึงสูตร ได้แก่ อุภโตวิภังค์ นิทเทส ขันธกะ ปริวาร พระสูตรทั้งหลายในสุตตนิบาต และพระพุทธพจน์อื่น ๆ ที่มีชื่อว่าสูตร กล่าวสั้น ๆ คือพระวินัยปิฎก คัมภีร์นิทเทสทั้งสองและพระสูตรทั้งหลาย เคยยะ ได้แก่ ข้อความที่มีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน หมายเอาพระสูตรที่มีคาถาทั้งหมด โดยเฉพาะสคาถวรรคในสังยุตตนิกาย เวยยากรณะ ได้แก่ ความร้อยแก้ว ล้วน ๆ หมายเอาพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด พระสูตรที่ไม่มีคาถาและพระพุทธพจน์อื่นใดที่ไม่จัด เข้าในองค์ ๘ ข้อที่เหลือ คาถา ได้แก่ ความร้อยกรองล้วน ๆ หมายเอาธรรมบท เถรคาถา เถรี คาถา และคาถาล้วนในสุตตนิบาต ที่ไม่มีชื่อว่าเป็นสูตร อุทาน ได้แก่ พระคาถาที่ทรงเปล่ง
จบ ๒. เจโตวิมุติสูตร ที่ ๒