arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ · อาฆาตวรรค

๖. นิโรธสูตร เล่ม ๒๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในอาฆาตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต จตุตถปัณณาสก์ อาฆาตวรรค นิโรธสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๒๗๒–๒๗๗

หน้า ๒๗๒

(๓) ดูหมิ่น จึงถามปัญหาผู้อื่น

(๔) ประสงค์จะรู้จึงถามปัญหาผู้อื่น

(๕) คิดอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเขาถูกเราถามปัญหาแล้ว จักแก้ได้ถูกต้อง นั่นก็จะเป็นการดี แต่ถ้าถูกเราถามปัญหาแล้ว จักแก้โดยถูกต้องไม่ได้ เราเองจักแก้ให้ถูกต้องแก่เธอ’ ดังนี้ จึงถามปัญหาผู้อื่น

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ผู้ใดผู้หนึ่งจะถามปัญหาผู้อื่นทั้งหมดนั้น ย่อมถามด้วยสาเหตุ ๕ ประการนี้แล หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนผมเองคิด อย่างนี้ว่า ‘ถ้าผู้นั้นถูกเราถามปัญหาแล้ว จักแก้ได้ถูกต้อง นั่นก็จะป็น <*> การดี แต่ถ้าถูกเราถามปัญหาแล้ว จักแก้โดยถูกต้องไม่ได้ เราเองจักแก้ให้ถูกต้อง แก่เธอ’ ดังนี้ จึงถามปัญหาผู้อื่น”

๖. นิโรธสูตร

ว่าด้วยคุณธรรมของพระเถระที่น่าเคารพบูชา

{๑๖๖} [๑๖๖] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อน ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระ สารีบุตรได้กล่าวว่า

“ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย การที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ บ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง เป็นฐานะที่จะมีได้ การที่ถ้าเธอยังไม่บรรลุ อรหัตตผลในปัจจุบัน เธอก้าวล่วงความเป็นสหายแห่งหมู่เทพผู้มีกวฬิงการา

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สัญญาเวทยิตนิโรธ การดับสัญญาและเวทนา เป็นวิโมกข์ที่สูงเยี่ยมเพราะนามขันธ์ ๔ บริสุทธิ์ คือพรากพ้นออกจากปัจจนีกธรรม (ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์) อย่างเต็มที่ (ที.ม.อ. ๑๑๓)
  2. เป็น - ผู้รวบรวม
หน้า ๒๗๓

หารเป็นภักษา เข้าถึงหมู่เทพผู้มีฤทธิ์ทางใจ บางเหล่า พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง ก็เป็นฐานะที่จะมีได้”

เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายี <*> ได้กล่าวกะ ท่านพระสารีบุตรว่า “ดูก่อนท่านสารีบุตร มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่ภิกษุก้าว ล่วงความเป็นสหายแห่งหมู่เทพผู้มีกวฬิงหาราหาร <**> เป็นภักษา เข้าถึงหมู่เทพผู้ มีฤทธิ์ทางใจบางหมู่แล้วจะพึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญา เวทยิตนิโรธบ้าง ข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้”

แม้ท่านพระสารีบุตรก็ได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้ง ที่ ๓ ว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย การที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ผู้ถึงพร้อมด้ย ศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญาพึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง เป็นฐานะที่จะมีได้ การที่ถ้าเธอยังไม่ บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน เธอก้าวล่วงความเป็นสหายแห่งหมู่เทพผู้มีกวฬิง การาหารเป็นภักษา เข้าถึงหมู่เทพผู้มีฤทธิ์ทางใจบางเหล่า พึงเข้าสัญญา เวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง ก็เป็นฐานะที่จะมีได้”แม้ท่านพระอุทายีได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “ดูก่อน ท่านสารีบุตร มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่ภิกษุก้าวล่วงความเป็นสหายแห่งหมู่เทพ ผู้มีกวฬิงหาราหาร <***> เป็นภักษา เข้าถึงหมู่เทพผู้มีฤทธิ์ทางใจบางหมู่แล้วจะพึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง ข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑หมู่เทพผู้มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา หมายถึงหมู่เทวดาในสวรรค์ชั้นกามาพจร (องฺ.ปญฺจก.อ. ๖๔)
  2. ๒หมู่เทพผู้มีฤทธิ์ทางใจ (หรือหมู่เทพชื่อมโนมยะ) หมายถึงหมู่พรหมชั้นสุทธาวาสภูมิที่บังเกิดด้วย ฌานจิต (องฺ.ปญฺจก.อ. ๒๖,๖๔)
  3. ๓ท่านพระอุทายี ในที่นี้หมายถึงพระโลลุทายี (องฺ.ปญฺจก.อ. ๖๔) หรือเรียกพระลาฬุทายี พระอุทายีผู้เลอะเทอะ มีพฤติกรรมชอบก่อเรื่องเสียหาย อยู่ไม่สุข มัวเมาประมาทในการประพฤติธรรม เป็นต้นบัญญัติสิกขาบทจำนวนมาก (นัย วิ.อ. ๒/๑)
  4. <๓> - ผู้รวบรวม
  5. กวฬิงการาหาร - ผู้รวบรวม
  6. กวฬิงการาหาร - ผู้รวบรวม
หน้า ๒๗๔

ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรคิดว่า “ท่านพระอุทายีคัดค้านเราถึง ๓ ครั้ง และไม่มีภิกษุรูปใดอนุโมทนาเรา เอาเถอะ เราพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้าถึงที่ประทับ” จึงท่านพระสารีบุตรได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้าง หนึ่งแล้วจึงได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย การที่ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วย ปัญญา พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง เป็น ฐานะที่จะมีได้ การที่ถ้าเธอยังไม่บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน เธอก้าวล่วง ความเป็นสหายแห่งหมู่เทพผู้มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา

เข้าถึงหมู่เทพผู้มี ฤทธิ์ทางใจบางเหล่าแล้วพึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญา เวทยิตนิโรธบ้าง ก็เป็นฐานะที่จะมีได้”เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายีได้กล่าวกะท่าน พระสารีบุตรว่า “ดูก่อนท่านพระสารีบุตร มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสที่ภิกษุก้าว ล่วงความเป็นสหายแห่งหมู่เทพผู้มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา เข้าถึงหมู่เทพผู้ มีฤทธิ์ทางใจบางหมู่แล้วจะพึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญา เวทยิตนิโรธบ้าง ข้อนั้นมิใช่ฐานะที่จะมีได้”

แม้ท่านพระสารีบุตรก็ได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายเป็นครั้งที่ ๒ ... เป็นครั้งที่ ๓ ... แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอุทายี ...

ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรคิดว่า “ท่านพระอุทายีคัดค้านเราต่อ พระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าถึง ๓ ครั้ง และไม่มีภิกษุรูปใดอนุโมทนาเรา เอาเถอะ เราพึงนิ่งเสีย” ครั้งนั้น พระสารีบุตรได้นิ่งอยู่

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามท่านพระอุทายีว่า “ดูก่อน อุทายี ก็เธอย่อมหมายถึงหมู่เทพผู้มีฤทธิ์ทางใจหมู่ไหน”

หน้า ๒๗๕

ท่านพระอุทายีได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ หมายถึงพวกหมู่เทพชั้นอรูปที่สำเร็จด้วยสัญญา”

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนอุทายี ไฉนเธอผู้เป็นพาล ไม่ฉลาด จึงได้กล่าวอย่างนั้น เธอเองย่อมเข้าใจคำที่เธอควรพูด”

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ ไฉนพวกเธอจึงวางเฉยต่อภิกษุผู้เถระซึ่งถูกเบียดเบียนอยู่เล่า แม้ ความกรุณาในภิกษุผู้ฉลาดซึ่งถูกเบียดเบียนอยู่ก็มิได้มีเลย”

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออกจากสัญญา เวทยิตนิโรธบ้าง เป็นฐานะที่จะมีได้ การที่ถ้าเธอยังไม่บรรลุอรหัตตผลในปัจจุบัน เธอก้าวล่วงความเป็นสหายหมู่เทพผู้มีกวฬิงการาหารเป็นภักษา เข้า ถึงหมู่เทพผู้มีฤทธิ์ทางใจบางเหล่า พึงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง พึงออก จากสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง ก็เป็นฐานะที่จะมีได้” พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคต ครั้นตรัสดังนี้แล้วได้เสด็จลุกจากอาสนะเข้าไปยังพระวิหาร ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแล้วไม่นาน ท่านพระอานนท์เข้าไป หาท่านพระอุปวาณะแล้วได้กล่าวว่า “ดูก่อนท่านอุปวาณะ ภิกษุเหล่าอื่นใน พระศาสนานี้ย่อมเบียดเบียนภิกษุทั้งหลายผู้เถระ พวกเราจะไม่ถามหาภิกษุเหล่านั้น จะไม่น่าอัศจรรย์เลยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะพึงเสด็จออกจากที่พัก

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ในอรรถกถากล่าวว่า การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเชิงตำหนิท่านพระอานนท์เช่นนี้ ก็เพราะท่าน พระอานนท์เป็นขุนคลังพระธรรม (ธัมมภัณฑาคาริก) ซึ่งมีหน้าที่ห้ามปรามภิกษุผู้กล่าวรุกราน ภิกษุเถระเช่นท่านพระสารีบุตร อนึ่ง ท่านพระอานนท์นี้ก็เป็นปิยสหายของท่านพระสารีบุตร เพราะฉะนั้น ท่านพระอานนท์จึงควรห้ามปรามท่านพระอุทายีโดยแท้ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๖๔)
  2. ๒พระวิหาร ในที่นี้หมายถึงพระคันธกุฎีที่ประทับ (องฺ.ปญฺจก.อ. ๖๔)
หน้า ๒๗๖

ผ่อนในเวลาเย็นแล้วทรงปรารภเหตุนั้นยกขึ้นแสดง เหมือนอย่างที่จะพึงตรัส กะท่านอุปวาณะโดยเฉพาะในเหตุนั้น บัดนี้ความน้อยใจได้เกิดขึ้นแก่พวกเรา”

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นในเวลาเย็นแล้วเสด็จ เข้าไปที่อุปัฏฐานศาลา ประทับนั่งบนอาสนะที่ได้ปูลาดไว้ แล้วจึงตรัสถาม ท่านพระอุปวาณะว่า “ดูก่อนอุปวาณะ ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรมเท่าไร หนอแลย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของ เพื่อนร่วมพรหมจรรย์”ท่านพระอุปวาณะได้กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ ธรรม ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุผู้เถระในธรรมวินัยนี้

(๑) เป็นผู้มีศีล ... ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย

(๒) เป็นพหสูต ... บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

(๓) เป็นผู้มีวาจาไพเราะ มีถ้อยคำไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมือง อันสละสลวย ไม่มีโทษ ให้รู้เนื้อความ ได้แจ่มแจ้ง

(๔) เป็นผู้ได้ฌาน ๔ ที่ก้าวล่วงกามาพจรจิต เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก

(๕) ย่อมทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันหาอาสวะ มิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนร่วมพรหมจรรย์”

หน้า ๒๗๗

“สาธุ สาธุ อุปวาณะ ภิกษุผู้เถระประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ ถ้าหากว่าธรรม ๕ ประการนี้ไม่พึงมีแก่ภิกษุผู้เถระไซร้ เพื่อน ร่วมพรหมจรรย์จะพึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเธอเพราะความเป็นผู้มีฟันหัก มีผมหงอก มีหนังย่น ทำไมเล่า แต่เพราะธรรม ๕ ประการนี้ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เถระ ฉะนั้น เพื่อนร่วมพรหมจรรย์จึงสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเธอ”

๗. โจทนาสูตร

ว่าด้วยคุณสมบัติของภิกษุผู้เป็นโจทก์

{๑๖๗} [๑๖๗] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้เป็นโจทก์ที่ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงเข้าไป ตั้งธรรม ๕ ประการไว้ภายในก่อนแล้วจึงโจทผู้อื่น ธรรม ๕ ประการคืออะไร บ้าง คือ

(๑) เราจักกล่าวโดยกาลอันควร จักไม่กล่าวโดยกาลอันไม่ควร

(๒) เราจักกล่าวด้วยคำจริง จักไม่กล่าวด้วยคำไม่จริง

(๓) เราจักกล่าวด้วยคำอ่อนหวาน จักไม่กล่าวด้วยคำหยาบ

(๔) เราจักกล่าวด้วยคำที่ประกอบด้วยประโยชน์ จักไม่กล่าว ด้วยคำที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์

(๕) เราจักกล่าวด้วยเมตตาจิต จักไม่กล่าวด้วยการเพ่งโทษ

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้โจทก์ที่ประสงค์จะโจทผู้อื่น พึงเข้าไปตั้งธรรม ๕ ประการนี้ไว้ภายในก่อนแล้วจึงโจทผู้อื่น

จบ ๖. นิโรธสูตร