พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ตติยปัณณาสก์ · ราชวรรค
๖. ปัตถนาสูตร ที่ ๒ เล่ม ๒๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในราชวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ราชวรรค ปัตถนาสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๒๒๒–๒๒๔
ไฉนเราจะไม่ปรารถนาความสิ้นอาสวะเล่า เราแลเป็นผู้มี ปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่ตามเห็นความเกิดและความดับ เป็นปัญญาประเสริฐ เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง แทงตลอด เป็นหนทางจะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ไฉน เราจะไม่ปรารถนาความสิ้นอาสวะเล่า’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อม ปรารถนาความสิ้นอาสวะ”
๖. ทุติยปัตถนาสูตร
ว่าด้วยองค์คุณของพระราชโอรสและของภิกษุ
{๑๓๖} [๑๓๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระราชา มหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้วทรงประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ ย่อมทรง ปรารถนาเป็นอุปราช องค์ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ พระราชโอรสองค์ ใหญ่ของพระราชามหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้วในโลกนี้(๑) ทรงเป็นอุภโตสุชาตทั้งฝ่ายพระมารดาและพระบิดา มี พระครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีมาตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ เป็นผู้ที่ใครดูถูกไม่ได้ตำหนิไม่ได้ด้วยอ้างถึงพระชาติกำเนิด
(๒) ทรงมีพระรูปสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วย พระฉวีวรรณผุดผ่องดียิ่ง
(๓) ทรงเป็นที่รัก เป็นที่พอพระทัยแห่งพระมารดาพระบิดา
(๔) ทรงเป็นที่รักเป็นที่พอใจแห่งหมู่พล
(๕) ทรงเป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา สามารถคิดเหตุการณ์ ทั้งอดีต อนาคต และ ปัจจุบันได้
พระราชโอรสองค์ใหญ่นั้นย่อมทรงดำริอย่างนี้ว่า ‘เราแลเป็นอุภโตสุชาต ทั้งฝ่ายพระมารดาและพระบิดา มีพระครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีมา ตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ เป็นผู้ที่ใครดูถูกไม่ได้ตำหนิไม่ได้ด้วยอ้างถึงพระชาติ กำเนิด ไฉนเราจะไม่ปรารถนาเป็นอุปราชเล่า เราแลป็นผู้มีรูปสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณผุดผ่องดียิ่ง ไฉนเราจะไม่ปรารถนาเป็น อุปราชเล่า เราแลเป็นที่รักเป็นที่พอพระทัยแห่งพระมารดาพระบิดา ไฉนเรา จะไม่ปรารถนาเป็นอุปราชเล่า เราแลเป็นที่รักเป็นที่พอใจแห่งหมู่พล ไฉนเรา จะไม่ปรารถนาเป็นอุปราชเล่า เราแลเป็นบัณฑิต ฉลาด มีปัญญา สามารถ คิดเหตุการณ์ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบันได้ ไฉนเราจะไม่ปรารถนาเป็น อุปราชเล่า’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระราชามหากษัตริย์ ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้วทรงประกอบด้วยองค์ ๕ ประการนี้แล ย่อมทรงปรารถนา เป็นอุปราช ฉันใด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ ก็ย่อม ปรารถนาความสิ้นอาสวะ ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรม ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้
(๑) เป็นผู้มีศีล ... สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย
(๒) เป็นพหูสูต ... แทงตลอดด้วยดีด้วยปัญญา
(๓) เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐานทั้งสี่
(๔) เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม ... ไม่ทอดทิ้ง ธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย
๕. เป็นผู้มีปัญญา ... ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ เธอย่อมคิดอย่างนี้ว่า ‘เราแลเป็นผู้มีศีล ... สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ไฉนเราจะไม่ปรารถนาความสิ้นอาสวะ
เล่า เราแลเป็นพหูสูต ... แทงตลอดด้วยดีด้วยปัญญา ไฉน เราจะไม่ปรารถนาความสิ้นอาสวะเล่า เราแลเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในสติปัฏฐานทั้งสี่ ไฉนเราจะไม่ปรารถนา ความสิ้นอาสวะเล่า เราแลเป็นผู้ปรารภความเพียร ... ไม่ทอด ทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย ไฉนเราจะไม่ปรารถนาความสิ้นอาสวะเล่า เราแลเป็นผู้มีปัญญา ... ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ไฉนเราจะไม่ปรารถนาความสิ้น อาสวะเล่า’ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการนี้แล ย่อม ปรารถนาความสิ้นอาสวะ”
๗. อัปปังสุปติสูตร
ว่าด้วยคนหลับน้อยตื่นมาก ๕ ประเภท
{๑๓๗} [๑๓๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ๕ ประเภทนี้ย่อมหลับน้อย ตื่นมาก ในตอนกลางคืน คน ๕ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ(๑) สตรีผู้คิดถึงบุรุษ
(๒) บุรุษผู้คิดถึงสตรี
(๓) โจรผู้คิดมุ่งลักทรัพย์
(๔) พระราชาผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ
(๕) ภิกษุผู้มุ่งพระนิพพาน
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ๕ ประเภทนี้แลย่อมหลับน้อย ตื่นมากในตอน กลางคืน”
จบ ๖. ปัตถนาสูตร ที่ ๒