arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · นาถกรณวรรค

อัปปมาทสูตร เล่ม ๒๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในนาถกรณวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ นาถกรณวรรค อัปปมาทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๔ หน้า ๒๑–๒๓

หน้า ๒๑

กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงผู้นั้น ผู้นั้นพึงหวังได้ความเสื่อมอย่างเดียว ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเจริญเลย ฉันนั้นเหมือนกันแล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ ๕ ประการ อันผู้ใดจะเป็นภิกษุหรือ ภิกษุณีก็ตามละได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการอันผู้ใดจะเป็นภิกษุหรือ ภิกษุณีก็ตามตัดขาดได้แล้ว กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงผู้นั้น ผู้นั้นพึงหวังได้ความเจริญอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเสื่อมเลย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ ๕ ประการที่บุคคลนั้นละได้แล้วคือ อะไรบ้าง คือ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลง ไม่สงสัย เชื่อแน่ เลื่อมใสในพระศาสดา จิตของภิกษุผู้ไม่เคลือบแคลง ไม่สงสัย เชื่อแน่ เลื่อมใสในพระศาสดา ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความหมั่นประกอบ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความเพียรตั้งมั่น นี้เป็นตะปูตรึง ใจประการที่ ๑ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความหมั่นประกอบ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความตั้งมั่นละได้แล้วยังอีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลง ไม่สงสัย เชื่อแน่ เลื่อมใสในพระธรรม ...

ยังอีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลง ไม่สงสัย เชื่อแน่ เลื่อมใสในพระสงฆ์ ...

ยังอีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลง ไม่สงสัย เชื่อแน่ เลื่อมใสในสิกขา ...

ยังอีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ไม่โกรธ ยินดี มีจิตไม่ถูกโทสะกระทบ ไม่เป็นเสมือนตะปูในเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้ไม่โกรธ ยินดี มีจิตไม่ถูกโทสะกระทบ ไม่เป็นเสมือนตะปู ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความหมั่นประกอบ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อ

------------------------------------

ความเพียรตั้งมั่น นี้เป็นตะปูตรึงใจประการที่ ๕ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความ เพียร เพื่อความหมั่นประกอบ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความตั้งมั่น ละได้แล้ว

เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการที่ผู้นั้นตัดได้ขาดแล้ว คืออะไรบ้าง คือ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในกามทั้งหลาย จิตของภิกษุผู้ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในกามทั้งหลาย ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความหมั่นประกอบ เพื่อความ เพียรไม่ขาดสาย เพื่อความเพียรตั้งมั่น นี้คือเครื่องผูกพันใจประการที่ ๑ ที่ ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความหมั่นประกอบ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความเพียรตั้งมั่นตัดได้ขาดแล้วยังอีกประการหนี่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยานอยากในร่างกาย ... นี้คือเครื่องผูกพันใจประการที่ ๒ ...

ยังอีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ความพอใจ ความรัก ความกระหาย ความกระวนกระวาย ความทะยาน อยากในรูป ... นี้คือความผูกพันใจประการที่ ๓ ...

ยังอีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่บริโภคอิ่มหนำพอแก่ความต้องการแล้ว ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการหลับอยู่ ... นี้คือเครื่องผูกพันใจประการที่ ๔ ...

ยังอีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ประพฤติพรหมจรรย์เพราะปรารถนาหมู่เทพเจ้าหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า ‘เราจักได้เป็นเทพเจ้าหรือเป็นเทพองค์ใด องค์หนึ่งด้วยศีลอันนี้ ด้วยข้อวัตรข้อนี้ ด้วยตบะอันนี้ หรือด้วยพรหมจรรย์

-------------------------------

อันนี้’ จิตของภิกษุผู้ไม่ประพฤติพรหมจรรย์เพราะปรารถนาหมู่เทพเจ้าหมู่ใดหมู่หนึ่งว่า ‘เราจักได้เป็นเทพเจ้าหรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่งด้วยศีลอันนี้ ด้วย ข้อวัตรข้อนี้ ด้วยตบะอันนี้ หรือด้วยพรหมจรรย์อันนี้’ ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความหมั่นประกอบ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความเพียรตั้งมั่น นี้คือเครื่องผูกพันใจประการที่ ๕ ที่ภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความหมั่นประกอบ เพื่อความเพียรไม่ขาดสาย เพื่อความเพียรตั้งมั่น ตัดได้ขาดแล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ ๕ ประการนี้อันผู้ใดจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตามละได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการนี้อันผู้ใดจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตามตัดได้ขาดแล้ว กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงผู้นั้น ผู้นั้นพึง หวังได้ความเจริญอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเสื่อมเลย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนกลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงดวงจันทร์ในชุณหปักษ์ ดวงจันทร์นั้นย่อมเจริญด้วยสี ย่อมเจริญด้วยมณฑล ย่อมเจริญด้วยแสงสว่าง เจริญด้วยความยาวและความกว้าง แม้ฉันใด ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ ๕ ประการนี้อันผู้ใดจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตามละ ได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ ๕ ประการนี้อันผู้ใดจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตามตัดได้ ขาดแล้ว กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงผู้นั้น ผู้นั้นก็พึงหวังได้ความเจริญ อย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเสื่อมเลย ฉันนั้นเหมือนกันแล”

๕. อัปปมาทสูตร

ว่าด้วยความไม่ประมาทเป็นยอดของกุศลธรรม

{๑๕} [๑๕] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตวโลกทั้งหลายที่ไม่มีเท้าก็ดี มีสองเท้า ก็ดี มีสี่เท้าก็ดี มีรูปก็ดี ไม่มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี จะว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ก็ดี มีประมาณเท่าใด พระตถาคตอรหันต

หน้า ๒๒

สัมมาสัมพุทธเจ้าบัณฑิตกล่าวว่าเป็นผู้เลิศกว่าสัตว <*> โลกเหล่านั้น ฉันใด กุศล ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่าเป็นเลิศกว่ากุศลธรรม เหล่า นั้น ฉันนั้นเหมือนกัน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายผู้สัญจรไปมาบนแผ่นดิน เหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นย่อมถึงความรวมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้างชาวโลกกล่าวว่าเป็นเลิศกว่ารอยเท้าเหล่านั้น เพราะรอยเท้าช้างมีขนาดใหญ่ แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นก็ล้วน มีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงในความไม่ประมาท ความไม่ประมาท บัณฑิตกล่าวว่าเป็นเลิศกว่ากุศลธรรมเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกันดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กลอนแห่งเรือนยอดอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นย่อมทอดไปสู่ยอด น้อมไปที่ยอด รวมลงที่ยอด ยอดแห่งเรือน ยอดนั้นชาวโลกกล่าวกันว่าเป็นเลิศกว่ากลอนเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรม เหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูล ... ฉันนั้น เหมือนกันดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่รากชนิดใดชนิดหนึ่งบรรดามี ไม้กฤษณา ชาวโลกกล่าวกันว่าเป็นเลิศกว่าไม้มีกลิ่นที่รากเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรม เหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นก็ล้วนมีความไม่ประมาทเป็นมูล ... ฉันนั้นเหมือนกัน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่แก่นชนิดใดชนิดหนึ่งบรรดามี จันทน์ แดงชาวโลกกล่าวกันว่าเป็นเลิศกว่าไม้มีกลิ่นที่แก่นเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศล ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นก็ล้วนมีความไม่ประมาทเป็นมูล ... ฉันนั้นเหมือนกัน

------------------------------------

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่ดอกชนิดใดชนิดหนึ่งบรรดามี มะลิ ชาวโลกกล่าวกันว่าเป็นเลิศกว่าไม้มีกลิ่นที่ดอกเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรม เหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นก็ล้วนมีความไม่ประมาทเป็นมูล ... ฉันนั้นเหมือนกัน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาผู้น้อยเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ทั้งหมด นั้นย่อมเป็นผู้ตามเสด็จพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าจักรพรรดิชาวโลกกล่าวกัน ว่าเป็นเลิศกว่าพระราชาผู้น้อยเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง บรรดามี ทั้งหมดนั้นก็ล้วนมีความไม่ประมาทเป็นมล ... ฉันนั้นเหมือนกันดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่างของดวงดาวชนิดใดชนิดหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งแสงสว่างของดวงจันทร์ แสงสว่างของ ดวงจันทร์ชาวโลกกล่าวกันว่าเป็นเลิศกว่าแสงสว่างของดวงดาวเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นก็ล้วนมีความไม่ประมาทเป็นมูล ... ฉันนั้นเหมือนกันดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขณะที่อากาศปลอดโปร่งปราศจากหมู่เมฆในฤดูสรทกาล ดวงอาทิตย์โลดแล่นขึ้นสู่ท้องฟ้า ย่อมส่องแสงแรงร้อนเจิดจ้ากำจัดความมืดที่มีอยู่ในอากาศทั่วไป แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นก็ล้วนมีความไม่ประมาทเป็นมูล ... ฉันนั้นเหมือนกัน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม่นํ้าใหญ่ ๆ สายใดสายหนึ่งบรรดามี คือ แม่น้ำ คงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดนั้นย่อมไหลลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรชาวโลกกล่าวว่าเป็นยอดแห่งแม่น้ำเหล่านั้น แม้ฉันใด กุศลธรรมเหล่าใด เหล่าหนึ่งบรรดามี ทั้งหมดนั้นก็ล้วนมีความไม่ประมาทเป็นมูล รวมลงใน ความไม่ประมาท ความไม่ประมาทบัณฑิตกล่าวว่าเป็นเลิศกว่ากุศลธรรม เหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. <*>สัตว์ - ผู้รวบรวม
  2. ----------------------------
  3. ----------------------------
หน้า ๒๓

๖. อาหุเนยยสูตร

ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ทักษิณา ๑๐ ประเภท

{๑๖} [๑๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๑๐ ประเภทนี้ เป็นผู้ควรแก่ของคำนับ เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ของทำบุญ เป็นผู้ควรแก่อัญชลี เป็นเนี้อ นาบุญของชาวโลกที่ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า บุคคล ๑๐ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ(๑) พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คำว่า ตถาคต คือพระนามอย่างหนี่งของพระพุทธเจ้า เป็น คำที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกหรือตรัสถึงพระองค์เอง มีความหมาย ๘ อย่าง คือ (๑) พระผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือ เสด็จมาทรงบำเพ็ญพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกเป็นต้น เหมือนอย่าง พระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ อย่างไรก็อย่างนั้น (๒) พระผู้เสด็จไปแล้วอย่างนั้น คือ ทรงประสูติแล้ว ทรงมีคติเสด็จดำเนินเป็นบุรพนิมิตแห่งการสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าและการทำลายอวิชชาสละปวง กิเลสไปได้เด็ดขาดเหมือนอย่างพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ อย่างไรก็อย่างนั้น (๓) พระผู้เสด็จมาถึง ตถลักษณะ คือ ทรงมีพระญาณหยั่งรู้เข้าถึงลักษณะอันแท้จริงของสรรพสิ่ง (๔) พระผู้ตรัสรู้ ตถธรรมตามที่เป็นจริง คือ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ และปฏิจจสมุปบาทอันเป็นธรรมที่จริงแท้แน่นอน (๕) พระผู้ทรงเห็นอย่างนั้น คือ ทรงรู้เท่าทันสรรพารมณ์ที่ปรากฏแก่หมู่ลัตว์ทั้งเทพและมนุษย์ ซึ่งได้ประสบและพากันแสวงหาโดยทรงทราบถึงสภาพที่แท้จริง (๖) พระผู้ตรัสอย่างนั้น คือ มี พระวาจาที่แท้จริง โดยพระดำรัสทั้งปวงที่ตรัสนับแต่ตรัสรู้จนถึงเสด็จดับขันธปรินิพพานล้วนแต่ เป็นจริง ถูกต้อง ไม่เป็นอย่างอื่น (๗) พระผู้ทำอย่างนั้น คือ ตรัสอย่างใด ทรงทำอย่างนั้น ทรงทำอย่างใด ก็ตรัสอย่างนั้น (๘) พระผู้เป็นเจ้าหรื'อพระอภิภู คือ ทรงเป็นผู้ใหญ่ยิ่งเหนือ กว่าสรรพสัตว์ตลอดถึงพรหมโลกที่สูงสุด เป็นผู้เห็นถ่องแท้ ทรงพุทธานุภาพ เป็นเทพแห่งเทพ เป็นอินทร์เหนือพระอินทร์ เป็นพรหมหนือประดาพรหม ไม่มีใครจะอาจวัดหรือจะทัดเทียม พระองค์ได้ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ (นัย ที.สี.อ. ๕๙-๖๖, ม.มู.อ.๑/๕๐-๕๖, สํ.ข.อ. ๓๑๕, องฺ.เอกก.อ. ๙๓-๑๐๑) อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายถึงทรงเป็นพระอรหันต์ (อรหํ) ซึ่งมีความหมาย ๕ ประการ คือ (๑) ผู้ไกลจากกิเลสโดยสิ้นเชิง (๒) ผู้ทำลายข้าศึกคือ กิเลสได้หมดสิ้น (๓) ผู้หักกงกำแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้เด็ดขาด (๔) ผู้ควรรับทักษิณาอย่างยิ่ง (๕) ผู้มีพฤติกรรมโปร่งใส คือไม่มีที่ลับใบการทำบาป เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ(สมฺมาสมฺพุทฺโธ) คือ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้สรรพสิ่งที่ควรรู้ยิ่ง ควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ่มแจ้ง และ ควรเจริญให้เกิดมีได้อย่างถูกต้องโดยชอบ ด้วยพระองค์เอง กล่าวโดยสรุป คือ ตรัสรู้อริยสัจ ๔ โดยชอบด้วยพระองค์เอง (นัย วิ.อ. ๑/๑๐๓, องฺ.เอกก.อ. ๑๐๑)

จบ อัปปมาทสูตร