พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ · มหาวรรค
ภยสูตร เล่ม ๒๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๐๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
๒. ภยสุตฺต
๒. ภยสูตร
ว่าด้วยภัย
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรค ภยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๒๐ หน้า ๑๗๓–๑๗๕ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๒๐ หน้า ๒๔๔–๒๔๖
ตีณิมานิ ภิกฺขเว “อมาตาปุตฺติกานิ ภยานี”ติ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ. กตมานิ ตีณิ ? โหติ โส ภิกฺขเว สมโย, ยํ มหาอคฺคิฑาโห วุฏฺฐาติ. มหาอคฺคิฑาเห โข ปน ภิกฺขเว วุฏฺฐิเต เตน คามาปิ ฑยฺหนฺติ, นิคมาปิ ฑยฺหนฺติ, นคราปิ ฑยฺหนฺติ. คาเมสุปิ ฑยฺหมาเนสุ นิคเมสุปิ ฑยฺหมาเนสุ นคเรสุปิ ฑยฺหมาเนสุ ตตฺถ มาตาปิ ปุตฺตํ น ปฏิลภติ, ปุตฺโตปิ มาตรํ น ปฏิลภติ. อิทํ ภิกฺขเว ปฐมํ “อมาตาปุตฺติกํ ภยนฺ”ติ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ. ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว โหติ โส สมโย, ยํ มหาเมโฆ วุฏฺฐาติ. มหาเมเฆ โข ปน ภิกฺขเว วุฏฺฐิเต มหาอุทกวาหโก สญฺชายติ, มหาอุทกวาหเก (๑) สญฺชาเต (๒) เตน คามาปิ วุยฺหนฺติ, นิคมาปิ วุยฺหนฺติ, นคราปิ วุยฺหนฺติ. คาเมสุปิ วุยฺหมาเนสุ นิคเมสุปิ วุยฺหมาเนสุ นคเรสุปิ วุยฺหมาเนสุ ตตฺถ มาตาปิ ปุตฺตํ น ปฏิลภติ, ปุตฺโตปิ มาตรํ น ปฏิลภติ. อิทํ ภิกฺขเว ทุติยํ “อมาตาปุตฺติกํ ภยนฺ”ติ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ.
ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว โหติ โส สมโย, ยํ ภยํ โหติ อฏวีสงฺโกโป จกฺกสมารูฬฺหา ชานปทา ปริยายนฺติ. ภเย โข ปน ภิกฺขเว สติ อฏวีสงฺโกเป จกฺกสมารูเฬฺหสุ ชานปเทสุ ปริยายนฺเตสุ ตตฺถ มาตาปิ ปุตฺตํ ปฏิลภติ, ปุตฺโตปิ มาตรํ น ปฏิลภติ. อิทํ ภิกฺขเว ตติยํ “อมาตาปุตฺติกํ ภยนฺ”ติ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ. อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ “อมาตาปุตฺติกานิ ภยานี”ติ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ.
ตานิ โข ปนิมานิ ภิกฺขเว ตีณิ สมาตาปุตฺติกานิเยว ภยานิ “อมาตาปุตฺติกานิ ภยานี”ติ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ. กตมานิ ตีณิ ? โหติ โส ภิกฺขเว สมโย, ยํ มหาอคฺคิ ฑาโห วุฏฺฐาติ. มหาอคฺคิฑาเห โข ปน ภิกฺขเว วุฏฺฐิเต เตน คามาปิ ฑยฺหนฺติ, นิคมาปิ ฑยฺหนฺติ, นคราปิ ฑยฺหนฺติ. คาเมสุปิ ฑยฺหมาเนสุ นิคเมสุปิ ฑยฺหมาเนสุ นคเรสุปิ ฑยฺหมาเนสุ โหติ โส สมโย, ยํ กทาจิ กรหจิ มาตาปิ ปุตฺตํ ปฏิลภติ, ปุตฺโตปิ มาตรํ ปฏิลภติ. อิทํ ภิกฺขเว ปฐมํ สมาตาปุตฺติกญฺเญว ภยํ “อมาตาปุตฺติกํ ภยนฺ”ติ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ.
ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว โหติ โส สมโย, ยํ มหาเมโฆ วุฏฺฐาติ. มหาเมเฆ โข ปน ภิกฺขเว วุฏฺฐิเต มหาอุทกวาหโก สญฺชายติ, มหาอุทกวาหเก โข ปน ภิกฺขเว สญฺชาเต เตน คามาปิ วุยฺหนฺติ, นิคมาปิ วุยฺหนฺติ, นคราปิ วุยฺหนฺติ. คาเมสุปิ วุยฺหมาเนสุ นิคเมสุปิ วุยฺหมาเนสุ นคเรสุปิ วุยฺหมาเนสุ โหติ โส สมโย, ยํ กทาจิ กรหจิ มาตาปิ ปุตฺตํ ปฏิลภติ, ปุตฺโตปิ มาตรํ ปฏิลภติ. อิทํ ภิกฺขเว ทุติยํ สมาตาปุตฺติกญฺเญว ภยํ “อมาตาปุตฺติกํ ภยนฺ”ติ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ.
ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว โหติ โส สมโย, ยํ ภยํ โหติ อฏวีสงฺโกโป จกฺกสมารูฬฺหา ชานปทา ปริยายนฺติ. ภเย โข ปน ภิกฺขเว สติ อฏวีสงฺโกเป จกฺกสมารูเฬฺหสุ ชานปเทสุ ปริยายนฺเตสุ โหติ โส สมโย, ยํ กทาจิ กรหจิ มาตาปิ ปุตฺตํ ปฏิลภติ, ปุตฺโตปิ มาตรํ ปฏิลภติ. อิทํ ภิกฺขเว ตติยํ สมาตาปุตฺติกญฺเญว ภยํ “อมาตาปุตฺติกํ ภยนฺ”ติ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ. อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ สมาตาปุตฺติกานิเยว ภยานิ “อมาตาปุตฺติกานิ ภยานี”ติ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ.
ตีณิมานิ ภิกฺขเว อมาตาปุตฺติกานิ ภยานิ. กตมานิ ตีณิ ? ชราภยํ พฺยาธิภยํ มรณภยํ. น ภิกฺขเว มาตา ปุตฺตํ ชีรมานํ เอวํ ลภติ “อหํ ชีรามิ, มา เม ปุตฺโต ชีรี”ติ, ปุตฺโต วา ปน มาตรํ ชีรมานํ น เอวํ ลภติ “อหํ ชีรามิ, มา เม มาตา ชีรี”ติ.
น ภิกฺขเว มาตา ปุตฺตํ พฺยาธิยมานํ เอวํ ลภติ “อหํ พฺยาธิยามิ, มา เม ปุตฺโต พฺยาธิยี”ติ, ปุตฺโต วา ปน มาตรํ พฺยาธิยมานํ น เอวํ ลภติ “อหํ พฺยาธิยามิ, มา เม มาตา พฺยาธิยี”ติ.
น ภิกฺขเว มาตา ปุตฺตํ มิยฺยมานํ เอวํ ลภติ “อหํ มิยฺยามิ, มา เม ปุตฺโต มิยฺยี”ติ, ปุตฺโต วา ปน มาตรํ มิยฺยานํ น เอวํ ลภติ “อหํ มิยฺยามิ, มา เม มาตา มิยฺยี”ติ. อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ อมาตาปุตฺติกานิ ภยานีติ.
อตฺถิ ภิกฺขเว มคฺโค อตฺถิ ปฏิปทา, อิเมสญฺจ ติณฺณํ สมาตาปุตฺติกานํ ภยานํ, อิเมสญฺจ ติณฺณํ อมาตาปุตฺติกานํ ภยานํ ปหานาย สมติกฺกมาย สํวตฺตติ. กตโม จ ภิกฺขเว มคฺโค กตมา จ ปฏิปทา ? อิเมสญฺจ ติณฺณํ สมาตาปุตฺติกานํ ภยานํ, อิเมสญฺจ ติณฺณํ อมาตาปุตฺติกานํ ภยานํ ปหานาย สมติกฺกมาย สํวตฺตติ, อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค. เสยฺยถีทํ: สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ. อยํ โข ภิกฺขเว มคฺโค อยํ ปฏิปทา, อิเมสญฺจ ติณฺณํ สมาตาปุตฺติกานํ ภยานํ, อิเมสญฺจ ติณฺณํ อมาตาปุตฺติกานํ ภยานํ ปหานาย สมติกฺกมาย สํวตฺตตีติ. ทุติยํ.
- ๑ฉ.ม. เอตฺถนฺตเร “โข ปน ภิกฺขเว”ติ ทิสฺสติ
- ๒ฉ.ม. สญฺชายนฺเต
ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมเรียกภัย ๓ อย่างนี้ว่า “อมาตา ปุตติกภัย”
ภัย ๓ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. สมัยที่เกิดไฟไหม้ใหญ่มีอยู่ เมื่อเกิดไฟไหม้ใหญ่แล้ว แม้หมู่บ้านก็ถูกไฟ เผา ตำบลก็ถูกไฟเผา เมืองก็ถูกไฟเผา เมื่อหมู่บ้านถูกไฟเผาอยู่ เมื่อ ตำบลถูกไฟเผาอยู่ เมื่อเมืองถูกไฟเผาอยู่ ในที่นั้น แม้มารดาก็ไม่ได้พบ บุตร แม้บุตรก็ไม่ได้พบมารดา ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเรียกภัยที่ ๑ นี้ว่า “อมาตาปุตติกภัย ”๒. สมัยที่มหาเมฆตั้งเค้ามีอยู่ เมื่อมหาเมฆตั้งเค้าขึ้นแล้ว ฝนตกลงมา ย่อมเกิดห้วงน้ำใหญ่ เมื่อเกิดห้วงน้ำใหญ่แล้ว แม้หมู่บ้านก็ถูกน้ำพัด ไป ตำบลก็ถูกน้ำพัดไป เมืองก็ถูกน้ำพัดไป เมื่อหมู่บ้านถูกน้ำพัดไปอยู่ เมื่อตำบลถูกน้ำพัดไปอยู่ เมื่อเมืองถูกน้ำพัดไปอยู่ ในที่นั้น แม้มารดา ก็ไม่ได้พบบุตร แม้บุตรก็ไม่ได้พบมารดา ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเรียกภัยที่ ๒ นี้ว่า “อมาตาปุตติกภัย”๓. สมัยที่ภัยคือโจรป่าปล้นสะดม พวกชาวบ้านต่างพากันขึ้นยานหนีไป มีอยู่ เมื่อมีภัยคือโจรป่าปล้นสะดม เมื่อชาวบ้านพากันขึ้นยานหนีไป ในที่นั้น แม้มารดาก็ไม่ได้พบบุตร แม้บุตรก็ไม่ได้พบมารดา ปุถุชนผู้ไม่ ได้สดับเรียกภัยที่ ๓ นี้ว่า “อมาตาปุตติกภัย”ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมเรียกอมาตาปุตติกภัยทั้ง ๓ อย่างนี้แล ว่า “อมาตาปุตติกภัย”
แต่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเรียกสมาตาปุตติกภัยทั้ง ๓ อย่างนี้แลว่า “อมาตา ปุตติกภัย”
สมาตาปุตติกภัย ๓ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. สมัยที่เกิดไฟไหม้ใหญ่มีอยู่ เมื่อเกิดไฟไหม้ใหญ่แล้ว แม้หมู่บ้านก็ถูก ไฟเผา ตำบลก็ถูกไฟเผา เมืองก็ถูกไฟเผา เมื่อหมู่บ้านถูกไฟเผาอยู่ เมื่อตำบลถูกไฟเผาอยู่ เมื่อเมืองถูกไฟนั้นเผาอยู่ สมัยที่มารดาได้พบ บุตร แม้บุตรก็ได้พบมารดา เป็นบางครั้งบางคราว มีอยู่ ปุถุชนผู้ไม่ได้ สดับเรียกสมาตาปุตติกภัยที่ ๑ นี้แลว่า “อมาตาปุตติกภัย”๒. สมัยที่มหาเมฆตั้งเค้าขึ้นมีอยู่ เมื่อมหาเมฆตั้งเค้าขึ้นแล้ว ฝนตกลงมา ย่อมเกิดห้วงน้ำใหญ่ เมื่อเกิดห้วงน้ำใหญ่แล้ว แม้หมู่บ้านก็ถูกน้ำพัดไป ตำบลก็ถูกน้ำพัดไป เมืองก็ถูกน้ำพัดไป เมื่อหมู่บ้านถูกน้ำพัดไปอยู่ เมื่อตำบลถูกน้ำพัดไปอยู่ เมื่อเมืองถูกน้ำพัดไปอยู่ สมัยที่มารดาได้พบ บุตร แม้บุตรก็ได้พบมารดาเป็นบางครั้งบางคราวมีอยู่ ปุถุชนผู้ไม่ได้ สดับเรียกสมาตาปุตติกภัยที่ ๒ นี้แลว่า “อมาตาปุตติกภัย”๓. สมัยที่ภัยคือโจรป่าปล้นสะดม พวกชาวบ้านต่างพากันขึ้นยานหนีไป มีอยู่ เมื่อภัยคือโจรป่าปล้นสะดม เมื่อชาวบ้านต่างพากันขึ้นยานหนีไป มีอยู่ สมัยที่มารดาได้พบบุตร แม้บุตรก็ได้พบมารดาเป็นบางครั้งบาง คราวมีอยู่ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเรียกสมาตาปุตติกภัยที่ ๓ นี้แลว่า “อมาตาปุตติกภัย”ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับเรียกสมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้แลว่า “อมาตาปุตติกภัย”
ภิกษุทั้งหลาย อมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้
อมาตาปุตติกภัย ๓ อย่าง อะไรบ้าง คือ
๑. ชราภัย (ภัยที่เกิดขึ้นเพราะความแก่)
๒. พยาธิภัย (ภัยที่เกิดขึ้นเพราะความเจ็บ)
๓. มรณภัย (ภัยที่เกิดขึ้นเพราะความตาย)
เมื่อบุตรแก่ มารดาย่อมไม่ได้ดังใจหวังอย่างนี้ว่า “เราจงแก่ บุตรของเราอย่าได้ แก่” หรือเมื่อมารดาแก่ บุตรย่อมไม่ได้ดังใจหวังอย่างนี้ว่า “เราจงแก่ มารดาของเรา อย่าได้แก่”
เมื่อบุตรเจ็บไข้ มารดาย่อมไม่ได้ดังใจหวังอย่างนี้ว่า “เราจงเจ็บไข้ บุตรของเรา อย่าได้เจ็บไข้” หรือเมื่อมารดาเจ็บไข้ บุตรย่อมไม่ได้ดังใจหวังอย่างนี้ว่า “เราจงเจ็บไข้ มารดาของเราอย่าได้เจ็บไข้”
เมื่อบุตรกำลังจะตาย มารดาย่อมไม่ได้ดังใจหวังอย่างนี้ว่า “เราจงตาย บุตร ของเราอย่าได้ตาย” หรือเมื่อมารดากำลังจะตาย บุตรย่อมไม่ได้ดังใจหวังอย่างนี้ว่า “เราจงตาย มารดาของเราอย่าได้ตาย”
อมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้แล
มรรคปฏิปทาที่เป็นไปเพื่อละ เพื่อก้าวล่วงสมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้ และ อมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้มีอยู่
มรรคปฏิปทา เป็นอย่างไร
คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ได้แก่
๑. สัมมาทิฏฐิ ๒. สัมมาสังกัปปะ
๓. สัมมาวาจา ๔. สัมมากัมมันตะ
๕. สัมมาอาชีวะ ๖. สัมมาวายามะ
๗. สัมมาสติ ๘. สัมมาสมาธิ
ย่อมเป็นไปเพื่อละ เพื่อก้าวล่วงสมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้ และอมาตาปุตติกภัย ๓
อย่างนี้
ภิกษุทั้งหลาย มรรคปฏิปทานี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อละ เพื่อก้าวล่วงสมาตา ปุตติกภัย ๓ อย่างนี้ และอมาตาปุตติกภัย ๓ อย่างนี้
ภยสูตรที่ ๒ จบ
- ๑อมาตาปุตติกภัย หมายถึงภัยที่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว มารดาและบุตรไม่สามารถจะเป็นที่พึ่งแก่กันได้ ไม่ สามารถจะพบเห็นกันได้ (องฺ.ติก.อ. ๒/๖๓/๑๘๔)
- ๒ภัย ในที่นี้หมายถึงความกลัว ความสะดุ้งหวั่นไหว (องฺ.ติก.อ. ๒/๖๓/๑๘๔)
จบ ภยสูตร