arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · สาราณิยาทิวรรค

๓. เมตตาสูตร เล่ม ๒๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๘๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในสาราณิยาทิวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ สาราณิยาทิวรรค เมตตาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๔๒๖–๔๓๐

หน้า ๔๒๖

เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๖ ประการนี้แลเป็นที่ตั้งแห่งการระลึกถึงกัน ทำให้เป็นที่รัก ทำให้เป็นที่เคารพ เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กัน เพื่อความ ไม่วิวาทกัน เพื่อความพร้อมเพรียงกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

๓. ตติยสาราณียสูตร

ว่าด้วยธาตุป็นเครื่องสลัดออก ๖ ประการ

{๒๘๔} [๑๓] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธาตุเป็นเครื่องสลัดออก มี ๖ ประการนี้ ๖ ประการคืออะไรบ้าง คือ

(๑) ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เมตตาเจโตวิมุตติ ข้าพเจ้าก็เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น พยาบาทก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ เธอ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธาตุเป็นเครื่องสลัดออก หรือ นิสสารณียธาตุ หมายถึงธาตุคือสภาวธรรมที่ว่างจากอัตตาที่เป็น เหตุให้สลัดออกจากกามเป็นต้น หมายถึงธัมมธาตุและมโนวิญญาณธาตุชั้นพิเศษที่มีสภาวะว่าง จากอัตตาหรือปราศจากชีวะ (ที.ปา.อ. ๒๒๙, องฺ.ปญฺจก.อ. ๘๒)
  2. ๒เมตตาเจโตวิมุตติ หมายถึงภาวะจิตที่เป็นสมาธิขั้นฌานซึ่งประกอบด้วยเมตตาที่แผ่ขยายไปเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลในสรรพสัตว์ เป็นภาวะจิตที่พ้นจากปัจจนีกธรรมทั้งหลายมีนิวรณ์เป็นต้น หรือ พ้นจากกเลสกล้มรุมจิตคือความพยาบาททั้งหมดโดยพิเศษ (นัย สํ.ม.อ. ๒๓๕, องฺ.เอกก.อ. ๔๒) ใน ที่นี้ได้แก่ ฌานจิตที่ประกอบด้วยเมตตาขั้นตติยฌานและจตุตถฌาน (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๐๔) แม้ กรุณา เจโตวิมุตติ มุทิตาเจโตวิมุตติ และอุเปกขาเจโตวิมุตติ ก็พึงเทียบนัยนี้
หน้า ๔๒๗

อันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนว่า ‘ผู้มีอายุอย่าได้กล่าว อย่างนี้ อย่าได้พูดอย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสเลย การที่เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ความพยาบาทก็จักยัง ครอบงำจิตของเธออยู่’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เพราะ เมตตาเจโตวิมุตตินี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งพยาบาทคือความปองร้าย

(๒) ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า‘กรุณาเจโตวิมุตติข้าพเจ้า ก็เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น วิหิงสาก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ เธออันภิกษุทั้งหลาย พึงกล่าวตักเตือนว่า ‘ผู้มีอายุอย่าได้กล่าวอย่างนี้ อย่าได้พูด อย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสเลย การที่เมื่อกรุณาเจโตวิมุตติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น วิหิงสาก็จักยังครอบงำจิตของเธออยู่’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เพราะกรุณาเจโตวิมุตติ นี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งวิหิงสาคือความเบียดเบียน

หน้า ๔๒๘

(๓) ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า‘มุทิตาเจโตวิมุตติข้าพเจ้า ก็เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ ถึงอย่างนั้น อรติก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ เธออันภิกษุทั้งหลายพึง กล่าวตักเตือนว่า ‘ผู้มีอายุอย่าได้กล่าวอย่างนี้ อย่าได้พูด อย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระ ผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสเลย การที่เมื่อมุทิตา เจโตวิมุตติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว

สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น อรติก็จักยังครอบงำจิตของเธออยู่” ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เพราะมุทิตาเจโตวิมุตตินี้เป็นเครื่อง สลัดออกซึ่งอรติคือความไม่ยินดีด้วย(๔) ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘อุเปกขาเจโตวิมุตติ ข้าพเจ้าก็เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ราคะก็ยังครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ เธออัน ภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนว่า ‘ผู้มีอายุอย่าได้กล่าวอย่างนี้ อย่าได้พูดอย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสเลย การ ที่เมื่ออุเปกขาเจโตวิมุตติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำ ให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น ราคะก็จักยังครอบงำจิตของ เธออยู่’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย

หน้า ๔๒๙

เพราะอุเปกขาเจโตวิมุตตินี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งราคะคือ ความกำหนัดยินดี

(๕) ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘อนิมิตตเจโตวิมุตติ ข้าพเจ้าก็เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น วิญญาณของข้าพเจ้าก็ยังแส่หานิมิตอยู่’ เธอ อันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าวตักเตือนว่า ‘ผู้มีอายุอย่าได้กล่าว อย่างนี้ อย่าได้พูดอย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสเลย การที่เมื่ออนิมิตตเจโตวิมุตติอันภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้คล่องแคล่วแล้ว สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว แต่ถึงอย่างนั้น วิญญาณของเธอ ก็จักยังแส่หานิมิตอยู่’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เพราะ อนิมิตตเจโตวิมุตตินี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งนิมิตทุกอย่าง(๖) ภิกษุในธรรมวินัยนี้พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ‘เมื่ออัสมิมานะ ของ ข้าพเจ้าหมดไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ไม่พิจารณาเห็นว่า ‘นี้เป็น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อนิมิตตเจโตวิมุตติ ภาวะจิตหลุดพ้นด้วยอำนาจธรรมที่หานิมิตไม่ได้ หมายถึงพลววิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่มีพลัง (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๐๔) อนึ่ง ตามนัยอรรถกถาทีฆนิกาย หมายถึงอรหัตตผลสมาบัติ ซึ่งได้ชื่อว่าหานิมิตไม่ได้เพราะไม่มีนิมิตคือราคกิเลสเป็นต้น นิมิตคือรูปเป็นต้น และนิมิตที่เที่ยง เป็นต้น (ที.ปา.อ. ๒๓๔) ตามนัยอรรถกถามัชฌิมนิกายและอรรถกถาสังยุตตนิกาย หมายถึง ธรรมที่ไม่มีนิมิตคือกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น และจัดเป็นความหลุดพ้นแห่งจิต หรือความที่จิต หลุดพ้นด้วยอำนาจอนิมิตตธรรม ซึ่งมีจำนวน ๑๓ คือ วิปัสสนา ๑ อรูปฌาน ๔ มรรค ๔ ผล ๔ (ม.มู.อ. ๒/๒๖๑, สํ.สฬา.อ. ๑๖๐-๑๖๑)
  2. ๒อัสมิมานะ การถือตัวว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่ในเบญจขันธ์ (นัย ที.ปา.อ. ๒๓๕, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๐๕) หรือ การถือตัว ๙ อย่างที่เกิดขึ้นว่า ‘เรามีเราเป็น’ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๓๙)
หน้า ๔๓๐

เรา’ แต่ถึงอย่างนั้น ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัยก็ยัง ครอบงำจิตของข้าพเจ้าอยู่’ เธออันภิกษุทั้งหลายพึงกล่าว ตักเตือนว่า ‘ผู้มีอายุอย่าได้กล่าวอย่างนี้ อย่าได้พูดอย่างนี้ อย่าได้กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ดีเลย พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้อย่างนี้ ดูก่อนผู้มีอายุ มิใช่ฐานะมิใช่โอกาสเลย การที่เมื่ออัสมิมานะ ของภิกษุหมดไปแล้ว เมื่อภิกษุไม่พิจารณาเห็นว่า ‘นี้เป็นเรา’ แต่ถึงอย่างนั้น ลูกศรคือความเคลือบแคลงสงสัยก็จัก ยังครอบงำจิตของเธออยู่’ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เพราะการเพิกถอนการถือว่าเป็นเรา นี้เป็นเครื่องสลัดออกซึ่งลูกศร คือความเคลือบแคลงสงสัยดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธาตุเป็นเครื่องสลัดออกมี ๖ ประการนี้แล”

๔. ภัททกสูตร

ว่าด้วยการอยู่ที่เจริญและไม่เจริญ

{๒๘๕} [๑๔] ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อน ผู้มีอายุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวว่า “ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุย่อมเป็นอยู่อย่างที่เมื่อเป็นอยู่ ย่อม ไม่มีความตายที่เจริญ ตายแล้วก็ไม่เจริญ ก็ภิกษุย่อมเป็นอยู่อย่างที่เมื่อเป็น อยู่ ย่อมไม่มีความตายที่เจริญ ตายแล้วก็ไม่เจริญอย่างไร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑การเพิกถอนการถือว่าเป็นเรา หมายถึงอรหัตตมรรค เพราะเมื่อเห็นพระนิพพานด้วยอำนาจผล ที่เกิดจากอรหัตตมรรค ย่อมไม่มีอัสมิมานะอีกต่อไป (ที.ปา.อ. ๒๓๕, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๐๕)
  2. ๒ย่อมไม่มีความตายที่เจริญ หมายถึงตายด้วยอาการที่หวาดกลัว ตายแล้วก็ไม่เจริญ หมายถึง ตายไปเกิดในอบายภูมิ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๐๕)

จบ ๓. เมตตาสูตร