arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ตติยปัณณาสก์ · เกสีวรรค

ปโตทสูตร เล่ม ๒๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในเกสีวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ปโตทสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ เกสีวรรค ปโตทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ภทฺรา อสฺสาชานิยา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย ปโตทจฺฉายํ ทิสฺวา สํวิชติ ๒ สํเวคํ อาปชฺชติ กินฺนุ ๓ โข มํ อชฺช อสฺสทมฺมสารถิ การณํ กาเรสฺสติ กิมสฺสาหํ ปฏิกโรมีติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ภโทฺร อสฺสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย น เหว โข ปโตทจฺฉายํ ทิสฺวา สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ อปิจ โข โลมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ กินฺนุ โข มํ อชฺช อสฺสทมฺมสารถิ การณํ กาเรสฺสติ กิมสฺสาหํ ปฏิกโรมีติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย ภโทฺร อสฺสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย น เหว โข ปโตทจฺฉายํ ทิสฺวา สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ นปิ โลมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ อปิจ โข จมฺมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ กินฺนุ โข มํ อชฺช อสฺสทมฺมสารถิ การณํ กาเรสฺสติ กิมสฺสาหํ ปฏิกโรมีติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย ภโทฺร อสฺสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย น เหว โข ปโตทจฺฉายํ ทิสฺวา สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ นปิ โลมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ นปิ จมฺมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ อปิจ โข อฏฺฐิเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ กินฺนุ โข มํ อชฺช อสฺสทมฺมสารถิ การณํ กาเรสฺสติ กิมสฺสาหํ ปฏิกโรมีติ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร อสฺสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ ภโทฺร อสฺสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ภทฺรา อสฺสาชานิยา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ ฯ

เอวเมว โข ภิกฺขเว จตฺตาโรเม ภทฺรา ปุริสาชานิยา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมึ กตเม จตฺตาโร อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย สุณาติ อมุกสฺมึ นาม คาเม วา นิคเม วา อิตฺถี วา ปุริโส วา ทุกฺขิโต วา กาลกโต วาติ โส เตน สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ สํวิคฺโค โยนิโส ปทหติ ปหิตตฺโต กาเยน เจว ปรมสจฺจํ สจฺฉิกโรติ ปญฺญาย จ อติวิชฺฌ ปสฺสติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว ภโทฺร อสฺสาชานิโย ปโตทจฺฉายํ ทิสฺวา สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ภทฺรํ ปุริสาชานิยํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ภโทฺร ปุริสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย น เหว โข สุณาติ อมุกสฺมึ นาม คาเม วา นิคเม วา อิตฺถี วา ปุริโส วา ทุกฺขิโต วา กาลกโต วาติ อปิจ โข สามํ ปสฺสติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ทุกฺขิตํ วา กาลกตํ วา โส เตน สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ สํวิคฺโค โยนิโส ปทหติ ปหิตตฺโต กาเยน เจว ปรมสจฺจํ สจฺฉิกโรติ ปญฺญาย จ อติวิชฺฌ ปสฺสติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว ภโทฺร อสฺสาชานิโย โลมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ภทฺรํ ปุริสาชานิยํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย ภโทฺร ปุริสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย น เหว โข สุณาติ อมุกสฺมึ นาม คาเม วา นิคเม วา อิตฺถี วา ปุริโส วา ทุกฺขิโต วา กาลกโต วาติ นปิ สามํ ปสฺสติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ทุกฺขิตํ วา กาลกตํ วา อปิจ ขฺวสฺส ญาติ วา สาโลหิโต วา ทุกฺขิโต วา โหติ กาลกโต วา โส เตน สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ สํวิคฺโค โยนิโส ปทหติ ปหิตตฺโต กาเยน เจว ปรมสจฺจํ สจฺฉิกโรติ ปญฺญาย จ อติวิชฺฌ ปสฺสติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว ภโทฺร อสฺสาชานิโย จมฺมเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ภทฺรํ ปุริสาชานิยํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว ตติโย ภโทฺร ปุริสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย น เหว โข สุณาติ อมุกสฺมึ นาม คาเม วา นิคเม วา อิตฺถี วา ปุริโส วา ทุกฺขิโต วา กาลกโต วาติ นปิ สามํ ปสฺสติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ทุกฺขิตํ วา กาลกตํ วา นปิสฺส ญาติ วา สาโลหิโต วา ทุกฺขิโต วา โหติ กาลกโต วา อปิจ โข สามญฺเญว ผุฏฺโฐ โหติ สารีริกาหิ เวทนาหิ ทุกฺขาหิ ติพฺพาหิ ขราหิ กฏุกฺกาหิ อสาตาหิ อมนาปาหิ ปาณหราหิ โส เตน สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ สํวิคฺโค โยนิโส ปทหติ ปหิตตฺโต กาเยน เจว ปรมสจฺจํ สจฺฉิกโรติ ปญฺญาย จ อติวิชฺฌ ปสฺสติ เสยฺยถาปิ โส ภิกฺขเว ภโทฺร อสฺสาชานิโย อฏฺฐิเวธวิทฺโธ สํวิชติ สํเวคํ อาปชฺชติ ตถูปมาหํ ภิกฺขเว อิมํ ภทฺรํ ปุริสาชานิยํ วทามิ เอวรูโปปิ ภิกฺขเว อิเธกจฺโจ ภโทฺร ปุริสาชานิโย โหติ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ ภโทฺร ปุริสาชานิโย สนฺโต สํวิชฺชมาโน โลกสฺมึ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ภทฺรา ปุริสาชานิยา สนฺโต สํวิชฺชมานา โลกสฺมินฺติ ฯ

๑ ม. ยุ. อชฺชเวน ฯ ๒ โป. ม. ยุ. สํวิชฺชติ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๓ ยุ. กถํนุ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญ ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก ๔

จำพวกเป็นไฉน คือ ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ พอเห็นเงาปะฏักเข้าก็ย่อมสลด ถึงความสังเวชว่า วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ เห็นเงาปะฏักแล้วย่อมไม่สลดไม่ถึงความสังเวชเลยทีเดียว แต่เมื่อถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนจึงสลด ถึงความสังเวชว่า วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอเราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ เห็นเงาปะฏักแล้วย่อมไม่สลดไม่ถึงความสังเวช แม้ถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนก็ไม่สลดไม่ถึงความสังเวช แต่เมื่อถูกแทงด้วยปะฏักถึงผิวหนังจึงสลด ถึงความสังเวชว่าวันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไรดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มีนี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ เห็นเงาปะฏักก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช แม้ถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช แม้ถูกแทงด้วยปะฏักถึงผิวหนังก็ไม่สลด ไม่ถึงความสังเวช แต่เมื่อถูกแทงด้วยปะฏักถึงกระดูก จึงสังเวช ถึงความสลดว่า วันนี้นายสารถีผู้ฝึกม้าจักให้เราทำเหตุอะไรหนอ เราจักตอบแทนแก่เขาอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญบางตัวในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นม้าอาชาไนยตัวเจริญที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ม้าอาชาไนยตัวเจริญ ๔ จำพวกนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวก มีปรากฏอยู่ในโลกฉันนั้นเหมือนกัน ๔ จำพวกเป็นไฉน คือ บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ได้ฟังว่า ในบ้านหรือในนิคมโน้นมีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเขาย่อมสลด ถึงความสังเวชเพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ม้าอาชาไนยตัวเจริญพอเห็นเงาปะฏักย่อมสลดถึงความสังเวช แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มีนี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๑ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ฟังว่าในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา แต่เขาเห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง เขาจึงสลด ถึงความสังเวชเพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยวย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญาม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงด้วยปะฏักที่ขุมขนย่อมสลด ถึงความสังเวช แม้ฉันใดเรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๒ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ฟังว่าในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา และไม่ได้เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง แต่ญาติหรือสาโลหิตของเขาถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา เขาจึงสลด ถึงความสังเวชเพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้ว เริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย มีใจเด็ดเดี่ยว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญา ม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงผิวหนังจึงสลด ถึงความสังเวช แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้แม้เห็นปานนี้ก็มี นี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๓ มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

อีกประการหนึ่ง บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ ไม่ได้ฟังว่าในบ้านหรือในนิคมโน้น มีหญิงหรือชายถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยา และไม่ได้เห็นหญิงหรือชายผู้ถึงความทุกข์ หรือทำกาลกิริยาเอง ทั้งญาติหรือสาโลหิตของเขาก็ไม่ถึงทุกข์ หรือทำกาลกิริยา แต่เขาเองทีเดียว อันทุกขเวทนาเป็นไปทางสรีระกล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่น่ายินดี ไม่น่าพอใจ แทบจะนำชีวิตไปเสีย ถูกต้องแล้วเขาจึงสลด ถึงความสังเวชเพราะเหตุนั้น เป็นผู้สลดแล้วเริ่มตั้งความเพียรไว้โดยแยบคาย

มีใจเด็ดเดี่ยว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมสัจจะด้วยนามกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดด้วยปัญญาม้าอาชาไนยตัวเจริญถูกแทงด้วยปะฏักถึงกระดูก จึงสลดถึงความสังเวช แม้ฉันใด เรากล่าวบุรุษอาชาไนยผู้เจริญนี้เปรียบฉันนั้นดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญบางคนในโลกนี้ แม้เห็นปานนี้ก็มีนี้เป็นบุรุษอาชาไนยผู้เจริญที่ ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุรุษอาชาไนยผู้เจริญ ๔ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ฯ

จบสูตรที่ ๓

จบ ปโตทสูตร